เมืองไทย 360 องศา
แม้ว่านาทีนี้ สำหรับ “พรรคส้ม” หรือพรรคประชาชน จะสามารถหายใจได้ทั่วท้องไปได้อีกระยะหนึ่ง หลังจากที่ศาลฎีกา ได้รับคำร้องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในคดีความผิดด้านจริยธรรมร้ายแรง จากการร่วมกันเสนอแก้ไข มาตรา 112 เมื่อหลายปีก่อน แต่การที่ไม่มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. อย่างน้อยก็ทำให้ 10 ส.ส.ในปัจจุบัน ที่ย้ายมาสังกัดพรรคประชาชน สามารถทำหน้าที่ในสภาได้ต่อไปอีกนานหลายเดือน หรือเป็นปีกว่าที่จะมีคำตัดสินออกมาจากศาลดังกล่าว
สำหรับ 10 ส.ส.ดังกล่าว ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
ดังนั้น เมื่อยังไม่ถูกศาลฎีกาสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส. พวกเขาก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านในสภากันต่อ ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนก็ได้มีการนัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีตามกฎหมาย และในที่สุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็ยังได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าพรรคต่อไป หลังจากก่อนหน้านี้ มีการกำหนดไว้ว่า เขาจะลดระดับลงมาเป็นเลขาธิการพรรค หากถูกศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.พร้อมกับ 9 ส.ส. ดังกล่าว
เมื่อวันที่ 26 เมษายน พรรคประชาชน จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรคประชาชน ครั้งที่ 1/2569 โดยมีแกนนำพรรค อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายวีระยุทธ์ กาญจนชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อและนายทะเบียนพรรค นายศรายุทธิ์ ใจหลัก อดีตเลขาธิการพรรค นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยในวันนี้สิ่งสำคัญไม่ใช่อุปสรรคภายนอก หากเรามีระบบรัฐบาลและการเมืองในประเทศที่เข้มแข็ง มีรัฐบาลที่ไม่มีสีเทา สมาชิกรัฐสภาไม่ได้ถูกครอบงำ โดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างที่ไม่ควรจะเป็น หากทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ว่าอุปสรรคภายนอกจะร้ายแรงแค่ไหน ประชาชนก็ยังคาดหวังสิ่งที่ดีกว่าได้เสมอ
เห็นได้จากวิกฤตพลังงานที่ผ่านมา ใครที่มีเส้นสายกับบ้านใหญ่หรือกลุ่มทุนพลังงานก็อาจเข้าสู่ทรัพยากรได้เร็วกว่าคนตัวเล็กตัวน้อย สิ่งสำคัญของเราต่อจากนี้คือการล็อกเป้า และชี้เป้าให้คนไทยทั้งประเทศเห็นภาพร่วม กับเราชัดๆ ไม่ว่าเขาจะเคยเลือกพรรคการเมืองใดในอดีตก็ตาม แต่อุปสรรคและศัตรูของประชาชนที่สำคัญในประเทศนี้ ไม่ใช่วิกฤติพลังงานเฉพาะหน้า หรือวิกฤตต่อๆ ไป ที่ถาโถมในอนาคต แต่คือวิกฤตภายในของพวกเราเอง
เราจะต่อสู้กับระบอบการเมืองอุปถัมภ์ การเมืองมุ้งใหญ่อย่างไร องค์กรอิสระ หรือสมาชิกวุฒิสภา ระบบราชการที่ไม่มีความโปร่งใส และไม่ยึดโยงกับประชาชน เป็นภารกิจหน้าที่ของเราทุกคน การสื่อสารของพวกเราต่อจากนี้ ต้องชี้เป้าให้ชัดเจนว่า อุปสรรคที่สำคัญของประเทศ คือ ระบอบกินรวบที่กำลังกัดกินประเทศนี้อยู่ ทั้งนี้ สำหรับ 4 หมุดหมาย คือ
1. เตรียมเปิดตัวคณะรัฐมนตรีเงาที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาล
2.ขับเคลื่อนกรรมาธิการทั้ง 9 คณะ ต้องขอชื่นชมทีมเจรจาที่ทำให้เราได้คณะกรรมาธิการที่ดีมาก และสามารถขับเคลื่อนประเด็นที่เราตั้งใจในสภาฯ ชุดนี้ได้
3. การทำงานยุทธศาสตร์พื้นที่ พรรคได้ตั้งทีมทำงานขึ้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง เราเตรียมพร้อมจะเคาะผู้สมัครให้เร็ว ภายในเดือนกรกฎาคม ให้ลงไปทำงานในพื้นที่ ให้มีเวลาในการเข้าไปนำเสนอนโยบาย และปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทางความคิดให้กับประชาชน ส่วนในเรื่องของปัญหาคุณสมบัติผู้สมัคร ยิ่งเราเคาะผู้สมัครได้เร็ว ประชาชนก็ยิ่งมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบผู้สมัครของเราได้เร็ว
4. การเลือกตั้งท้องถิ่น เราเห็นแล้วว่า ลำพูนโมเดล การเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ เรายังเดินหน้าและเอาจริงกับสนามการเลือกตั้งท้องถิ่นเช่นกัน และสมาชิกพรรคเสนอให้มีการเคาะตัวผู้สมัครการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นให้เร็วเช่นเดียวกัน นอกจาก สนามพัทยาและ กทม. เชื่อว่า ภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ทีมกรุงเทพฯ ทั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. จะเป็นอีกตัวเลือกที่ดีของชาวกรุงเทพฯ แน่นอน ขอบคุณสมาชิกทุกคนอีกหนึ่งครั้งที่ยังมีสปิริต และยังเชื่อในความเป็นพรรคมวลชนของพวกเรา ซึ่งหมายถึงทุกคนในพรรค มีส่วนร่วมเข้ามากำหนดทิศทางอย่างแท้จริง
จากนั้นนายณัฐพงษ์ ได้เสนอรายชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แทน นายศรายุทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคซึ่งลาออก คือนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ นอกจากนี้ ยังมี น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา อดีต สส.นครปฐม ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรค และ นายณัฐพงษ์ ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค รวมถึงตำแหน่งอื่น ๆ ยังคงเดิม
แน่นอนว่า คำกล่าวปราศรัยต่อสมาชิกพรรคของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แม้ว่าอาจฟังดูยังเร้าใจ ชวนให้เกิดจินตนาการเพริดแพร้ว ฝันถึงอนาคตและการต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคมต่างๆนานา สร้างความหวังในแบบว่า “เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” อะไรทำนองนั้น ได้ยินแล้วเลือดลมสูบฉีด แม้ว่าในความจริงมันคนละเรื่อง เพราะแม้แต่ในบ้านของคนที่พูด “ยังไม่มีความยุติธรรม” ยังมีการเปิดโปงเรื่อง “เด็กคนนั้น” พวกคนนี้ ยังมีการแบ่งชนชั้นกันอยู่เลย และสังเกตได้จากเวลานี้เริ่มมีข่าวทยอยลาออกจากสมาชิกพรรค ไม่เป็นตัวแทนผู้สมัครของพรรคในบางจังหวัด เช่นที่เพิ่งเกิดขึ้นกันว่าทีผู้สมัครของเมืองพัทยา เป็นต้น
แน่นอนว่า วาทกรรมสวยๆแบบนั้น ฟังแรกๆอาจดูเร้าใจ และมักจับใจกับคนบางกลุ่มที่ไร้ประสบการณ์ “แต่มีไฟ” อยากเห็นบ้านเมืองมีความยุติธรรม ไม่มีอภิสิทธิ์ชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่คนในสังคมต้องมีความคิดและทัศนคติแบบนี้ แต่ในความเป็นจริง ขอย้ำว่า “เป็นไปได้ยาก” เพราะในตัวบุคคลมีกิเลส อยากได้ใคร่ดี การแก้ปัญหา จึงไม่ใช่ทำให้ทุกคนเป็นคนดี แต่ต้องมีการสร้างระบบ “ควบคุม”ที่ดี มีระบบการถ่วงดุลที่ได้มาตรฐาน ตั้งอยู่บนความจริง และทำได้จริง ไม่ใช่จินตนาการเพ้อฝันโลกสวย
สำหรับแนวทางของพรรคประชาชน แม้ว่าในเบื้องต้นมีการนำเสนอที่เร่าร้อน มีการอ้างอิงอุดมการณ์ในจินตนาการ ซึ่งก็เคยเป็นความฝัน ความหวังของคนจำพวกหนึ่งในทุกยุคสมัย เพียงแต่ในตอนนี้ด้วยยุคสมัยโลกโซเชียลทำให้การนำเสนอเป็นจริงเป็นจังและถูกจริต แต่ก็อย่างว่าเมื่อนานไปมันก็เฝืออยู่ได้ไม่นาน เหมือนกับแสงวูบวาบ ไม่ได้ฮิตตลอดเวลา เหมือนกับกำลังมอดลงไปเรื่อยๆ ทุกอย่างไม่สดหรือใหม่เหมือนแต่ก่อน อีกไม่นานหรือในการเลือกตั้งคราวหน้าก็จะมีพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ หมุนไปเรื่อยๆ
ดังนั้น หากโฟกัสกันเฉพาะพรรคประชาชน นาทีนี้ถือว่า “ยังเปลี่ยนไม่ผ่าน” และหากพิจารณากันตามความเป็นจริงก็ต้องถือว่าพลังดึงดูดน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลือความเร้าใจ เหมือนกับว่าการมีคดีในศาลฎีกาครั้งนี้สังคมไม่ได้สร้างแรงกดดันใดๆออกมาเลย เมื่อเทียบเคียงกับในยุคก่อน ไม่ว่าพรรคอนาคตใหม่ หรือ ก้าวไกล ที่ลดระดับลงมาเรื่อยๆ !!


