xs
xsm
sm
md
lg

“สุชาติ” ยืนยันถอนฟ้อง “หทัยรัตน์” แล้ว ย้ำ หากกระทำผิดซ้ำอีก ดำเนินคดีตามกฎหมายอีก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันนี้ (25 มี.ค.) นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญากับ นางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ จำเลย ต่อศาลอาญา ในคดีหมายเลขดำที่ อ.579/2569 โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 25 พ.ค. 2569 นั้น ภายหลังนางสาวหทัยรัตน์ ได้รับหมายเรียก และสำเนาคำฟ้องแล้ว เผยแพร่ทางสื่อระบุว่า ทำหน้าที่ในฐานะสื่อ  บก.อีสาน เร็คคอร์ด เมื่อ นายสุชาติ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงมอบหมายให้ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอถอนฟ้องเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นลูกผู้ชายพอ พูดจาคำไหนคำนั้น เพราะพูดในฐานะนักการเมือง เป็นสัญญาประชาคม “ถือคำพูด เป็นนาย” และที่ผ่านมา ไม่เคยมีปัญหากับพี่น้องสื่อมวลชน

​เมื่อตรวจสอบว่า ได้ทำหน้าที่สื่อจริง ก็ถอนฟ้องให้ ส่วนที่ นางสาวหทัยรัตน์ รับงานใครมาปลุกปั่นใส่ร้ายนายสุชาติ ย่อมรู้อยู่แก่ใจดี ให้โอกาสเพียงครั้งเดียว หากไม่มีจิตสำนึกในการกระทำ ครั้งหน้า รับรองว่า “จัดหนักแน่” เพราะไม่ได้กระทำในฐานะสื่อมวลชนที่แท้จริง

การถอนฟ้องซึ่งแยกต่างหากจากความเสียหายที่ได้รับ ในระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา นางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ ได้กระทำไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและวงศ์ตระกูล ทำให้สังคมเข้าใจผิด ทำให้ได้รับผลกระทบในวงกว้างกระทบต่อคะแนนนิยมในการแข่งขันการเลือกตั้ง เป็นการจงใจใส่ร้ายป้ายสี นายสุชาติ ให้เกิดความเสียหาย

​ไม่ต่างจากกรณีของ ไอซ์-รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ที่โพสต์กล่าวหานายสุชาติ ทำให้เสียชื่อเสียงกระทบในวงกว้าง ต้องถูกดำเนินคดีอาญา ไม่อาจถอนฟ้องให้ได้ ต้องดำเนินให้เด็ดขาดมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง

​เสรีภาพในการทำหน้าที่สื่อ ต้องอยู่ในครรลองของกฎหมาย โดยต้องตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วนและรอบด้าน มิให้เกิดความเสียหายและละเมิดสิทธิบุคคลอื่นก่อนนำเสนอข่าว ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์ สื่อสิ่งพิมพ์หรือวิทยุโทรทัศน์ ควรตรวจสอบให้ครบถ้วนก่อนนำเสนอข่าว ​มิใช่ว่า เมื่อ นายสุชาติ ได้รับความเสียหายจากการกระทำของนางสาวหทัยรัตน์ จะอ้างในภายหลังว่า “ฟ้องปิดปากสื่อ” แบบนี้ อ้างไม่ได้ เพราะคุณไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลก่อนว่า จริงหรือเท็จอย่างไร โดยการนำเสนอข่าวต่อเนื่อง หลายกรรมต่างกัน แบบนี้เชื่อว่า เป็นการจงใจให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ไม่ได้กระทำในฐานะสื่อแท้จริง

​นายสุชาติ ให้โอกาส น.ส.หทัยรัตน์ หนเดียว หากกระทำซ้ำอีก ประสงค์ดำเนินคดีอาญาให้เด็ดขาด มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะเมื่อถอนฟ้องให้แล้ว คุณต้องมีจิตสำนึกในการกระทำความผิด เพราะนายสุชาติได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง
​ส่วนการที่ น.ส.หทัยรัตน์ จะไปยื่นขอให้ผลักดันกฎหมายปิดปาก หรือ SLAAP ต่อ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา เป็นการแก้เขินของ น.ส.หทัยรัตน์ มากกว่า เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองสื่อโดยเฉพาะ แต่เป็นรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นทั่วไปที่กำกับควบคุมสื่ออยู่ หากสื่อรับงานบุคคลอื่น ใส่ร้ายป้ายสี ต้องถูกดำเนินคดีอาญาเช่นกัน ไม่มีข้อยกเว้นและไม่มีกฎหมายยกเว้นความรับผิด

​พฤติกรรมแบบนี้ ไม่ควรถอนฟ้องให้แต่แรก ควรดำเนินคดีมิให้เป็นตัวอย่าง เห็นได้ชัดว่า พฤติกรรมหลังถอนฟ้อง ไม่ได้ทำหน้าที่สื่ออย่างแท้จริง ตนตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมกระทำแอบแฝงอะไรหรือไม่ ตนไม่เคยได้ยินสำนักข่าวนี้เลย ทั้งการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาโดยสุจริตของนายสุชาติ เพราะได้รับความเสียหายในวงกว้าง ถามว่า ความเสียหายที่ น.ส.หทัยรัตน์ ได้กระทำลงไปต่อนายสุชาติ จะรับผิดชอบอะไรกับความเสียหายบ้าง

​ถามว่า กฎหมายคุ้มครองสื่อในประเทศไทย มีหรือไม่ อย่างไร ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า กฎหมายคุ้มครองสื่อในประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ แต่มีรัฐธรรมนูญและกฎหมายเฉพาะ ที่นำมาใช้ในการรับรองเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารตามจริยธรรมวิชาชีพ สื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะ โดยไม่ละเมิดสิทธิบุคคลอื่น ไม่หมิ่นประมาทต่อบุคคลอื่น และไม่ละเมิดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้ น.ส.หทัยรัตน์ ไปอ่านข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. 2564 และกฎหมายที่ควบคุมวิชาชีพสื่อให้ดี หากกระทำซ้ำอีก ก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายสุชาติฯอีก ครั้งหน้า นายสุชาติ ไม่ถอนฟ้อง รับรองได้ว่า น.ส.หทัยรัตน์ ได้ “โดดเดี่ยว เดียวดายหน้าบังลังก์ศาล” อย่างแน่นอน