xs
xsm
sm
md
lg

“หนูไม่รู้-พรรคหนูไม่เกี่ยว?”… อนุทิน ตีมึนปมจัดสัมมนาพรรคกลางพื้นที่เขากระโดง เย้ยนิติธรรม! ** จากใจ!...“หนู” ถึง “นัส” ทำไม กล้าธรรม ต้องเป็นฝ่ายค้าน !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนนปนข่าว


++ “หนูไม่รู้-พรรคหนูไม่เกี่ยว?”… อนุทิน ตีมึนปมจัดสัมมนาพรรคกลางพื้นที่เขากระโดง เย้ยนิติธรรม!

กลายเป็นประเด็นที่สะท้อนตัวตน "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล และ พรรคภูมิใจไทย อีกครั้ง

หลังพรรคภูมิใจไทยจัดสัมมนาส.ส. ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8–9 มีนาคม 2569ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า การใช้สถานที่ดังกล่าว “ท้าทาย หลักนิติธรรม” เนื่องจากพื้นที่บางส่วนเกี่ยวพันกับข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง

“เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถูกผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องนี้ ที่มีผู้ไปร้อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ตรวจสอบว่าเข้าข่าย “ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง” หรือไม่ จากการจัดกิจกรรมพรรคในพื้นที่ที่มีข้อพิพาท

คำตอบของ "เสี่ยหนู” สั้นๆ ทำคนฟังส่ายหน้าว่า ไปร้องได้ยังไง เกี่ยวอะไรกับพรรคภูมิใจไทย…เราก็ไปใช้สถานที่ที่สะดวก ไปเช่าเขาเท่านั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิพาทที่ดินเขากระโดง เจ้าตัวหัวเราะ 555 ก่อนตอบว่า

“ไม่รู้จะตอบยังไง ไม่เกี่ยวกับภูมิใจไทย” และยืนยันหนักแน่นว่า “พรรคภูมิใจไทยทำถูกต้องอยู่แล้ว”

งานนี้อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า "เสี่ยหนู" จะตีมึนแบบเป็น "ปกติธุระ" ไปได้นานแค่ไหน เพราะเรื่องเขากระโดง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เริ่มต้นก็ไม่รู้สึก รู้สากับเรื่อง จริยธรรม-นิติธรรม แบบนี้ เราจะบริหารประเทศยังไง!

คดีนี้มีคำพิพากษาศาล ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า ที่ดินกว่า 5,083 ไร่ บริเวณเขากระโดง เป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย

ซึ่งถือเป็น ทรัพย์สินของรัฐ เพื่อประโยชน์สาธารณะ

อนุทิน ชาญวีรกูล
คดีสำคัญล่าสุด คือ คำพิพากษาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ในคดีที่การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องผู้ครอบครองที่ดินในเขตทางรถไฟ สายบุรีรัมย์–สตึก

ศาลพิเคราะห์หลักฐานทั้งเอกสารเวนคืน แผนที่ราชการ ภาพถ่ายทางอากาศ และพยานเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนวินิจฉัยชัดว่า ที่ดินพิพาท อยู่ในเขตเวนคืนของการรถไฟฯ

เอกสารสิทธิ์ที่ออกภายหลัง ถือว่า“ออกทับที่ดินของรัฐ” และไม่มีผลทางกฎหมาย

ศาลจึงสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และคืนพื้นที่ให้การรถไฟฯ

ขณะเดียวกัน ศาลปกครองกลาง ก็เคยมีคำพิพากษา เมื่อปี 2566 ระบุว่า อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบได้เอง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

แต่ในทางปฏิบัติ การเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ กลับยังไม่เกิดขึ้นจริง

จนกลายเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมาย และการเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

ประเด็น “เขากระโดง” จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องกฎหมายที่ดินเท่านั้น แต่ยังมีมิติทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากพื้นที่พิพาทบางส่วนเชื่อมโยงกับ "ชิดชอบ" ตระกูลการเมืองใหญ่ ของบุรีรัมย์

จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อพรรคภูมิใจไทยเลือกจัดกิจกรรมใหญ่ของพรรคในพื้นที่ดังกล่าว เสียงวิจารณ์จึงดังขึ้นทันที

โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่ถูกตั้งคำถาม คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกรมที่ดินโดยตรง
คำถามจึงมีมาหนักๆ ว่า นี่คือเพียงการ “เช่า" สถานที่จัดงานตามปกติ หรือเป็นการเมือง ที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

เพราะอย่างไรเสีย…เรื่องเขากระโดง เป็นคดีที่สังคมติดตามมานาน จะให้ประชาชนเชื่อว่าไม่รู้เรื่องจริงๆ คงต้องถามกันตรง ๆ ว่าฟังขึ้นหรือไม่ !?

อย่าลืมว่า...ชาวบ้านเขาไม่ได้กินหญ้า เขากินข้าวนะจ๊ะ…หนู.!

โสภณ ซารัมย์
++ จากใจ!...“หนู” ถึง “นัส” ทำไม กล้าธรรม ต้องเป็นฝ่ายค้าน !!

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จะมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในวันเสร์ที่ 14 มี.ค.นี้ เวลา 17.00 น.

วันรุ่งขึ้น อาทิตย์ที่15 มี.ค. มีการประชุมสภา ตั้งแต่เวลา 9 โมงเช้า เมื่อ สส.กล่าวปฏิญาณตนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะเป็นการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธานสภาฯ อีก 2 คน

ผู้อาวุโสสูงสุดในบรรดาสส.ชุดนี้คือ “ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้ทำหน้าที่ประธานสภาฯ ชั่วคราว

มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช
ทั้งนี้ ที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย ได้หารือกัน และมีมติเสนอชื่อ “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ เป็นประธานสภาฯ ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่ 1 คือ “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” สส.ลพบุรี

ส่วนพรรคเพื่อไทย มีมติเสนอชื่อ “เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” สส.เลย 3 สมัย และรองหัวหน้าพรรค เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2
หากผลโหวตเป็นไปตามนี้ ก็ถือว่าเครือข่าย “บุรีรัมย์คอนเนกชัน” คุมเบ็ดเสร็จทั้งสภาสูง สภาล่าง!!

เพราะ “มงคล สุระสัจจะ”ประธานวุฒิสภานั้น เป็น“สว.สีน้ำเงิน”เต็มพิกัด เป็นอดีตผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ และ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ที่ได้ดิบได้ดีมาถึงขั้นนี้ เพราะบารมีบ้านใหญ่บุรีรัมย์

ส่วน “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย เป็นสายตรงของ “ตระกูลชิดชอบ” มาตลอด ตั้งแต่เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ในพรรคพลังประชาชน ของ “ทักษิณ ชินวัตร”

เมื่อกลุ่มเพื่อนเนวิน แยกตัวออกมาสนับสนุน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี “โสภณ” เป็นหนึ่งในบุคคลที่ เนวิน ไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม ในโควตาของกลุ่ม

หลังจาก “เนวิน” ถอยออกจากสภา ไปทำทีมฟุตบอล พัฒนาเมืองบุรีรัมย์ ทำสนามแข่งรถ ก็ให้“โสภณ” รับไม้ต่อในด้านการเมือง รวมทั้งงานสภา ล่าสุดยังได้รับความไว้วางใจให้นั่งตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี

และวันที่ 15 มี.ค.นี้ กำลังจะขึ้นสู่ตำแหน่ง “ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ”

เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล
ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล “ประมุขฝ่ายบริหาร” ก็เปิดปากถึงความชัดเจนแล้วว่า รัฐบาล“อนุทิน 2” จะไม่มีพรรคกล้าธรรม และ พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วม ด้วยเหตุผลว่า จำนวนเสียงสนับสนุนของรัฐบาล จากพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กอีกส่วนหนึ่ง ก็เพียงพอ และสะดวกต่อการบริหารจัดการแล้ว

“อนุทิน” บอกว่า ที่ผ่านมา ไม่ได้ยกหูคุยกับ “ผู้กองธรรมนัส” เลย จึงขอฝากคำพูดผ่านผู้สื่อข่าว ถึงความจำเป็น ถึงความรู้สึก ที่ “พรรคกล้าธรรม”ต้องไปเป็นฝ่ายค้านว่า...

...ไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย แต่มันก็มีเหตุผลบางอย่าง มันฝืนไม่ได้ แต่ความเป็นเพื่อน ความผูกพัน ความรัก ก็ยังคงมี แต่ก็ไปปฏิบัติหน้าที่ ที่ต่างกัน การเมืองก็เป็นอย่างนี้...

พรรคภูมิใจไทย ไม่ต้องการเป็นแกนนำรัฐบาลที่มีเสียงเกิน 300 เสียง!!

ก็ไม่รู้ว่า“ผู้กองธรรมนัส” ได้ยินได้ฟังคำพูดจากใจของ “เสี่ยหนู” แล้วจะรู้สึกอย่างไร ซาบซึ้งจนน้ำตารื้นหรือไม่!

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า