เมืองไทย 360 องศา
นับตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ร่วมมือกันโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่พร้อมกันนับร้อยแห่ง ซึ่งล้วนเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และยังทำให้บุคคลสำคัญของอิหร่านเสียชีวิตพร้อมกันหลายสิบคน โดยเฉพาะผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการกองกำลังปฏิวัติอิหร่าน รวมไปถึงผู้นำทางทหาร และบุคคลสำคัญอื่นๆ อีกหลายคน เรียกว่าทำให้ศักยภาพด้านการทหาร และขวัญกำลังใจของอิหร่านลดทอนลงไปมาก
ขณะเดียวกันทั้งสหรัฐและอิสราเอล ยังทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ที่ตั้งขีปนาวุธ รวมถึงระบบผลิตอาวุธสำคัญหลายแห่ง จนทำให้การตอบโต้ของฝ่ายอิหร่านในช่วงของสงครามวันที่ 4-5 จนถึงวันที่ 5 มีนาคม เริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับช่วงวันสองวันแรกๆ ที่ถูกโจมตี และล่าสุดวันที่ 5 มีนาคม มีรายงานการโจมตีตอบโต้จากฝ่ายอิหร่านเบาบางมาก หรือแทบไม่ได้เห็นรายงานข่าวออกมาให้เห็นเลย
ขณะเดียวกัน จากการแถลงจากฝ่ายสหรัฐ พลเรือเอก แบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ในฐานะหัวหน้ากองบัญชาการกลาง กล่าวว่า การโจมตีอิหร่านในช่วง 24 ชั่วโมงแรก ในปฏิบัติการ Epic Fury นั้น “มีขนาดใหญ่กว่าเกือบสองเท่า” ของการโจมตีในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ Shock and Awe ที่เปิดฉากสงครามอิรักในปี 2003
“เราเห็นว่าความสามารถของอิหร่านในการโจมตีเราและพันธมิตรของเรากำลังลดลง ในขณะที่อำนาจการรบของเรากลับเพิ่มขึ้น” คูเปอร์ กล่าวในการบรรยายสรุปทางวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อเย็นวันอังคาร (3)
“การประเมินปฏิบัติการโดยรวมของผมคือ เรากำลังดำเนินการได้ดีกว่าแผนที่วางไว้”
คูเปอร์ ระบุด้วยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก กองทัพเรือของอิหร่าน ไม่มีเรือรบที่ใช้งานได้บนเส้นทางน้ำสำคัญหลังจากเรือ 17 ลำถูกจม และเป้าหมายของอิหร่านมากกว่า 2,000 แห่ง ถูกโจมตี
ทหารสหรัฐฯ ประมาณ 50,000 นาย กำลังเข้าร่วมปฏิบัติการ และกำลังจะมี “ขีดความสามารถเพิ่มเติม” ตามมาอีก
แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับแผนการทำสงครามของอิสราเอล บอกกับรอยเตอร์ว่า ปฏิบัติการนี้วางแผนไว้ให้กินเวลา 2 สัปดาห์ และกำลังดำเนินการตามเป้าหมายได้เร็วกว่าที่คาดไว้ โดยประสบความสำเร็จในเบื้องต้นในการสังหารบรรดาผู้นำของอิหร่าน รวมถึง อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำจิตวิญญาณสูงสุด ในการโจมตีระลอกแรกเมื่อวันเสาร์ (28 ก.พ.)
ก่อนหน้านี้ทางประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ คาดการณ์เบื้องต้นของสหรัฐฯ คือปฏิบัติการนี้จะกินเวลา 4-5 สัปดาห์
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะชอบ หรือจะเกลียดฝ่ายไหนหรือใครเป็นฝ่ายก่อสงครามและทำลายล้าง แต่ความเป็นจริงก็คือสำหรับชาวโลกแล้วต้องการให้สงครามจบลงให้เร็วที่สุด หรือหากเป็นไปได้ ก็ให้อยู่ในวงจำกัดที่สุด แม้ว่าอย่างหลังสำหรับสงครามแล้วไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด เพราะสงครามสมัยใหม่ เมื่อเกิดขึ้นแล้วความเสียหายจะยากเกินกว่าจินตนาการ
สำหรับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากภาวะสงครามในครั้งนี้ โดยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ต่อเหตุสงครามในตะวันออกกลาง เพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ต้องรอดูว่าจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร และขนาดไหน
“ไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน ซึ่งอาจจะกระทบต่อ GDP เล็กน้อย เบื้องต้นประเมินว่าจะมีผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.1-0.2% แต่สิ่งที่จะกระทบมากกว่า คือ เงินเฟ้อ เพราะราคาพลังงานมีสัดส่วนการคำนวณในตระกร้าเงินเฟ้อประมาณ 13% แต่ปัจจุบัน เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทั้งปีคาดอยู่ที่ 0.2-0.3%" ผู้ว่าการ ธปท.ระบุ
สำหรับมาตรการรองรับสถานการณ์ดังกล่าวนั้น ถือว่าเป็นความโชคดีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปแล้ว ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงที่คาดการณ์ไว้บ้างแล้ว จากความเสี่ยงปีก่อนที่มีการสู้รบ 12 วัน
อย่างไรก็ดี หากสงครามมีความรุนแรง และยืดเยื้อ ธปท.พร้อมปรับมาตรการต่างๆ ออกมาใช้เพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น หรือหากมีความจำเป็น ก็สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษได้
“วันนี้ต้องดูว่า สถานการณ์จะลากยาว และกินระยะเวลาแค่ไหน เชื่อว่าภาครัฐได้เตรียมมาตรการไว้ ส่วน ธปท.พร้อมจะออกมาตรการหากสถานการณ์รุนแรง ส่วนภาคธนาคารพาณิชย์ เชื่อว่าธนาคารเองก็มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ส่วนโอกาสที่ราคาน้ำมันจะไป 100 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรลนั้น คงต้องดูสถานการณ์ว่าจะจบเร็วแค่ไหน” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
พร้อมระบุว่า หากพิจารณาในแง่เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของไทย ถือว่ามีความแข็งแกร่งมาก และมีกันชน (Buffer) ที่ดีรองรับ และช่วยในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวน และการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศ ส่วนปริมาณสำรองน้ำมันนั้น แม้จะมีการสำรองน้ำมันไว้ใช้ได้ประมาณ 60 วัน แต่ไทยยังสามารถหาจากแหล่งอื่นได้เพิ่มเติม
หากพิจารณาจากภาพรวมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากสงครามในครั้งนี้ พอประเมินได้ว่าความเสียหายไม่ได้มากเกินไป อีกทั้งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์จริงในเวลานี้ถือว่ามีแนวโน้มในทางบวกมากขึ้น นั่นคือ มีโอกาส “จบเร็ว” เมื่อพิจารณาจากความเสียหายของอิหร่าน ที่ถือว่าหนักหนาสาหัสในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขวัญกำลังใจ ที่ถือว่าสำคัญเพราะหลังจากผู้นำสูงสุด ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ระดับผู้นำกองทัพ ความเสียหายทางโครงสร้างพื้นฐานทางอาวุธก็ถูกทำลายหนัก จนทำให้แรงโต้ตอบออกมาอ่อนแรงลงไปเรื่อยๆ
ดังนั้น หากพิจารณาตามสถานการณ์เป็นจริงเท่าที่สังเกตด้วยสายตา น่าจะเห็นแนวโน้มของสงครามจะ “จบเร็ว” เพราะเอาเข้าจริงแล้ว พันธมิตรของอิหร่านในตะวันออกกลางแทบจะไม่มีเลย ซึ่งที่ผ่านมาหลายประเทศในกลุ่มอาหรับ ถือว่าเป็นคนละขั้วกับอิหร่าน โดยเฉพาะกับประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่ถือว่าเป็นอีกขั้วหนึ่งไม่ใช่ชีอะห์ ทำให้อิหร่านสู้อย่างโดดเดี่ยวและมีข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร แต่เอาเป็นว่าเมื่อมีแนวโน้มว่าสงคราม “จบเร็ว” ก็จะส่งผลดีกับทั้งโลก ส่วนเรื่องอื่นค่อยมาเช็กบิลกันอีกรอบหลังจากนี้!!


