กกต. ลั่น! ไม่ทบทวนขั้นตอนแสดงตนเลือกตั้ง-ออกเสียงประชามติ 2 รอบ ชี้คิดรอบคอบมาดีแล้ว ส่วนนโยบายพรรคการเมือง อยู่ระหว่างตรวจสอบ ไม่มีขัดกฎหมายแน่ เตรียมเผยแพร่ข้อสังเกตของคกก.ให้ปชช.ศึกษา 5 วันก่อนเลือกตั้ง
วันนี้ (15ม.ค.) นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต.กล่าวกรณี ภาคประชาชนบางส่วนเสนอให้ทบทวนรูปแบบการแสดงตนใช้สิทธิ์เลือกตั้งและออกเสียงประชามติ จากปกติต้องแสดงตน 2 รอบให้เหลือเพียงรอบเดียว แล้วรับบัตรสามใบ ว่า ไม่ทบทวนแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ได้พิจารณามาแล้วทุกรูปแบบ และได้มีการออกแบบมาแล้ว ว่า แบบนี้คือแบบที่เหมาะสมที่สุด รวมถึงยังได้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกับวิทยากร เป็นผู้ไปอบรมให้แก่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งแล้ว หากเปลี่ยนแปลงอีกจะสร้างความสับสนและยุ่งยากมากกว่าเดิม
นายแสวง ยังกล่าวถึงการประชุมนัดแรก ของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา ซึ่งเป็นนโยบายต้องที่ใช้จ่ายเงิน เมื่อวานนี้ (14 ม.ค.) ว่า คณะกรรมการชุดนี้เพิ่งตั้งขึ้นครั้งแรก และมีมาตรฐานค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทำให้ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจพรรคการเมือง เพราะเหมือนต้องทำข้อสอบให้ผ่าน ซึ่งทางคณะกรรมการได้มีการขอข้อมูลเพิ่มจากบางพรรค ทำให้พรรคการเมืองต้องเจียดเวลาการหาเสียง มาชี้แจง แต่ก็ต้องรอดูว่าพรรคการเมืองจะสามารถส่งข้อมูลกลับมาให้คณะกรรมการได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งคณะกรรมการจะพิจารณาตามกรอบ คือ 1. ความครบถ้วนตามกฎหมาย 2. ตั้งข้อสังเกตได้ว่าที่มาของเงินมาจากแหล่งไหน 3. ประโยชน์และความเสี่ยง
ทั้งนี้ เชื่อว่าการมีคณะกรรมการชุดนี้ จะเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนบางส่วนได้ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองจากข้อสังเกตของคณะกรรมการได้ ฉะนั้น จึงต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบและเป็นกลาง ปฏิบัติกับทุกพรรคเหมือนกัน เพราะหากพิจารณาไม่รอบคอบ อาจส่งผลกระทบต่อทั้งพรรคการเมือง ประชาชน และตัวเราเองด้วย
อย่างไรก็ตาม จะมีการเผยแพร่ข้อสังเกตของคณะกรรมการให้กับประชาชนรับทราบและศึกษารายละเอียดก่อนวันเลือกตั้ง 5 วัน
นายแสวง ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในการพิจารณานโยบายของแต่ละพรรค จะมีตัวแทนพรรคการเมืองวิดีโอ conference เข้ามา เพื่อตอบคำถามของคณะกรรมการ เช่น พรรคประชาชน มีนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มาตอบข้อซักถาม ซึ่งเมื่อวานนี้มีพรรคการเมืองส่งนโยบายเข้ามาให้ตรวจสอบเกือบ 20 พรรค แต่มีเพียง 5 พรรคที่ส่งข้อมูลเอกสารมาล่วงหน้าก่อน อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำกับคณะกรรมการว่า เราไม่ใช่ผู้อนุมัติโครงการ จึงไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเยอะ แต่เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตว่า แต่ละพรรคการเมืองจะนำนโยบายไปใช้ได้อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ พร้อมยังกำชับให้ใช้ภาษาในการตั้งข้อสังเกตที่เข้าใจง่าย คาดว่าวันที่ 19 มกราคมนี้จะส่งเอกสารนโยบายเข้ามาครบทุกพรรค
นายแสวง ยังบอกอีกว่า นโยบายแต่ละพรรคที่ส่งเข้ามา ไม่มีที่ขัดต่อกฎหมาย และไม่จำเป็นต้องเข้มงวดเฉพาะนโยบายที่มีลักษณะเป็นนโยบายประชานิยม เพราะบางนโยบายใช้เงินเยอะก็จริง แต่ระยะเวลาในการใช้นั้น ยาวนานตลอดอายุของรัฐบาล
ขณะเดียวกัน หากนโยบายนั้นไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่กระทบกับสถานะทางการเงินของประเทศ หรือเป็นนโยบายที่ได้ไม่คุ้มเสีย คณะกรรมการก็จะมีการตั้งข้อสังเกต โดยเน้นถึงผลดีผลเสีย อะไรมากน้อยกว่ากัน เพื่อเป็นข้อมูลให้ประชาชนได้ใช้ตัดสินใจ ซึ่งการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะครั้งนี้พรรคการเมืองอาจจะยังไม่ปรับตัว เพื่อรักษาประโยชน์ต่อส่วนรวมและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่ครั้งหน้าอาจจะมีการออกกฎเกณฑ์ เงื่อนไขคำถาม หรือวิธีการจัดทำรายงานมากขึ้น เชื่อว่า สุดท้ายผลประโยชน์จะไปลงที่ประชาชน
นายแสวง ยังระบุว่าการจัดทำนโยบายหาเสียงบางพรรคก็ทำครบถ้วน ขณะที่บางพรรคก็ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะเป็นแนวทางให้พรรคการเมืองดำเนินการ ทำให้การพิจารณาง่ายขึ้นและประชาชนก็จะดูนโยบายง่ายขึ้น ส่วนกรณีที่พรรคประชาชาติขอถอนนโยบายออกไปก่อนนั้นก็ถือว่าเป็นสิทธิของพรรค เพราะนโยบายเป็นเรื่องสัญญาประชาคมที่พรรคทำเมื่อเข้ามาบริหาร สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เพราะไม่ใช่เรื่องที่ผิดกฎหมาย


