ก.กลางท้องถิ่น สบช่อง! ยกข้อหารือกฤษฎีกา ของ 2 กระทรวงใหญ่ แนะ ข้าราชการ สังกัด อปท. รับลูก "แนวทางปฏิบัติ" กรณี คณะกรรมการ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ชี้มูลข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เน้นกรณีผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอํานาจ ต่อกระบวนการแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
วันนี้ (13 ม.ค. 2569) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เวียนหนังสือแจ้งแนวทางปฏิบัติ กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ชี้มูลข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น กระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
ทั้งนี้ เป็นไปตามมติการประชุมฯ ครั้งที่ 10/2568 เมื่อปลายปี ถึง ประธาน ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต.จังหวัด ทุกจังหวัด และประธาน ก.เมืองพัทยา
"ให้ส่งบันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1446/2568 และบันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 273/2566 เพื่อประกอบการพิจารณารายงานการดําเนินการทางวินัย ในพื้นที่"
มีรายงานว่า เรื่องเสร็จที่ 1446/2568 เป็นกรณีที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้พิจารณาข้อหารือของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรณีการพิจารณาของ อ.ก.พ. กระทรวง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน เพื่อกําหนดโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่ข้าราชการพลเรือน
ตามมติชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องลงโทษไล่ออกจากราชการตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 เท่านั้นหรือไม่
กรณี ป.ป.ท. ได้ชี้มูลความผิดฐานทุจริต ต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 85 (1) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551
ต่อมาหน่วยงาน มีคําสั่งลงโทษไล่ข้าราชการดังกล่าวออกจากราชการ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดฐานทุจริตต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการแก่ ข้าราชการ แต่ยังไม่มีคําสั่งลงโทษ ทางวินัย การดําเนินการของ อ.ก.พ. กระทรวง
ในประเด็นว่า การพิจารณาของ อ.ก.พ. กระทรวง ตามข้อหารือนี้จะต้องลงโทษ ไล่ออกจากราชการแต่ประการเดียว ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 หรือไม่ นั้น
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เห็นว่า เมื่อมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2551 และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
มีสาระสําคัญ ในทํานองเดียวกันว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ทางวินัยแล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอํานาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้นพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอีก
โดยในการพิจารณา โทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่าสํานวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสํานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้น
การพิจารณา ของ อ.ก.พ. กระทรวง ในเบื้องต้นจึงต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสํานวนการไต่สวน และฐานความผิดตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วแต่กรณี และเป็นไปตาม บทบัญญัติมาตรา 77 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ
ซึ่งเป็นกฎหมาย ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหาที่บัญญัติให้ลงโทษปลดออกหรือไล่ออกแก่ผู้กระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามความร้ายแรงแห่งกรณี ถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อนจะนํามาประกอบการพิจารณา ลดโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลดโทษลงต่ำกว่าปลดออก
สําหรับมติคณะรัฐมนตรี 21 ธันวาคม 2536 ที่ อ.ก.พ. กระทรวง จะต้อง ปฏิบัติตามนั้น เมื่อมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวใช้คําว่า “ควรลงโทษไล่ออก” ซึ่งจะเห็นได้ว่า มิได้เป็นการบังคับตายตัวหรือตัดอํานาจในการใช้ดุลพินิจของ อ.ก.พ. กระทรวง โดยสิ้นเชิง
ดังนั้น ในการ พิจารณาของ อ.ก.พ. กระทรวง จึงยังต้องนําแนวทางของ ก.พ. ตามหนังสือเวียนของสํานักงาน ก.พ. ที่ นร. 1011/ว 16 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ที่ว่า “การที่จะสั่งลงโทษข้าราชการสถานหนัก ถึงขั้นไล่ออกจากราชการจะต้องมีพยานหลักฐานชัดเจนพอสมควรว่าผู้กระทําผิดมีเลยจิตหรือมีเจตนา ทุจริตต่อหน้าที่ราชการด้วย”
และคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 8/256412 ซึ่งมีความว่า “แม้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอํานาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาจะต้องผูกพันตามฐานความผิด
ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ แต่จะพิจารณาโทษทางวินัยเป็นประการใดนั้น ย่อมต้องใช้ดุลพินิจ พิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์การกระทําที่ประกอบกันเป็นความผิด ตลอดจนความร้ายแรง ของการกระทําเพื่อลงโทษให้เหมาะสมตามความยุติธรรมในแต่ละกรณีต่อไป” มาประกอบ การพิจารณาด้วย
ทั้งนี้ โดย อ.ก.พ.กระทรวง จะต้องดําเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง หากข้อเท็จจริงปรากฏโดยชัดแจ้งว่าการลงโทษไล่ออกนั้นจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม อย่างร้ายแรงแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือผู้กระทําไม่มีเลยจิตหรือเจตนาทุจริตอย่างชัดแจ้ง หรือการกระทํา ของผู้ถูกกล่าวหานั้นเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของทางราชการที่เคยทํามา
อ.ก.พ. กระทรวง ย่อมมี ดุลพินิจที่จะพิจารณาโทษตามอํานาจตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ ได้
ขณะที่ เรื่องเสร็จที่ 273/2566 เป็นกรณี ที่ ป.ป.ท.ชี้มูลโทษทางวินัย อดีตข้าราชการในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เกษียณอายุราชการ ปี 2562 โดย อ.ก.พ.กระทรวง มีมติให้ไล่ออกจากราชการ เมื่อปี 2566 แต่มีมติเกินกว่า 2 ปี นับตั้งแต่ อดีตข้าราชการผู้นี้ พ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (เกษียณ)
อ.ก.พ.กระทรวง หารือมายัง กฤษฎีกา ว่า ดำเนินการถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะ กรณีถ้ามีเหตุอันควรลดหย่อน จะนำมาประกอบการพิจารณาลงโทษก็ได้ แต่ห้ามมิให้ลงโทษลงต่ำกว่าปลดออก จึงเป็นกรณีที่กฎหมาย ให้อำนาจดุลยพินิจแก่ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยในการเลือกกำหนดโทษปลดออกหรือไล่ออก ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตามกรณีนี้ อ.ก.พ.กระทรวง ได้ดำเนินการตาม มติ ครม. 21 ธ.ค.2536 ว่าด้วยการลงโทษผู้กระทำความผิดทางวินัย ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งควรลงโทษเป็นการไล่ออกจากราชการ
"เพื่อให้กำหนดเป็นแบบแผนเดียวกัน ในการกำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิดทางวินัยอย่างร้อยแรง อ.ก.พ.กระทรวง ได้ดำเนินการตาม มติ ครม.ดังกล่าวแล้ว".


