xs
xsm
sm
md
lg

“รสนา” ถาม “เท้ง” มหากาพย์ทวงคืนท่อก๊าซจะจบลงในยุคสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือจะเป็นแค่สายลมปาก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“รสนา” ตั้งคำถามถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ปมดึงอดีตผู้บริหารฝ่ายกฎหมาย ปตท. ร่วมทีมปฏิรูปภาครัฐ จะทำให้มหากาพย์ทวงคืนท่อก๊าซจบหรือไม่ หลังศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้คืนทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2550

วันที่ 12 ม.ค. นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา และหนึ่งในผู้ฟ้องคดีเพิกถอนการแปรรูปบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “รสนา โตสิตระกูล” ตั้งคำถามต่อหัวหน้าพรรคประชาชน ภายหลังเปิดตัว น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ อดีตผู้บริหารฝ่ายกฎหมายของ ปตท. เข้าร่วมทีมบริหารด้านการปฏิรูปภาครัฐ โดยเห็นว่าอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของพรรคในการผลักดันการทวงคืนทรัพย์สินสาธารณสมบัติ โดยเฉพาะกรณี “ท่อส่งก๊าซธรรมชาติในทะเล” ที่ยังไม่ได้คืนตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

นางรสนาระบุว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองสูงสุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2549 เพื่อขอเพิกถอนการแปรรูป ปตท. แม้ศาลจะไม่เพิกถอนการแปรรูป แต่ได้มีคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ35/2550 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2550 สั่งให้คืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้แก่กระทรวงการคลัง โดยเฉพาะ “ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ” ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นสาธารณสมบัติที่ต้องคืนในลักษณะ “ทั้งระบบ” ไม่ใช่แยกเป็นท่อนหรือเป็นส่วน

ภายหลังคำพิพากษา รัฐบาลในขณะนั้นที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 รับคำพิพากษาศาล และมอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สิน โดยให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้อง และหากมีข้อโต้แย้งให้ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย

อย่างไรก็ตาม ในปี 2551 ปตท.ได้คืนเฉพาะท่อส่งก๊าซบนบกจำนวน 3 เส้น มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท แต่ไม่คืนท่อส่งก๊าซในทะเล และไม่ยอมส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย ทั้งที่ สตง.มีความเห็นว่าท่อส่งก๊าซทั้งระบบ ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนตามคำพิพากษา

นางสาวรสนากล่าวว่า ในรายงานการประชุมวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ซึ่งมี น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ เข้าร่วมประชุมด้วย ได้มีการบันทึกความเห็นของ สตง.อย่างชัดเจนว่าท่อส่งก๊าซในทะเลเป็นส่วนหนึ่งของระบบท่อที่ต้องคืน แต่การดำเนินการก็ยังไม่คืบหน้า

ต่อมา ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 800/2557 ระบุว่า การบังคับให้มีการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด แต่แม้จะมีคำสั่งดังกล่าว การคืนทรัพย์สินก็ยังไม่ครบถ้วน

ในปี 2559 คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดพิเศษที่มี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ได้มีคำวินิจฉัยว่า ศาลปกครองสูงสุดมองท่อส่งก๊าซเป็น “ระบบ” ดังนั้น การคืนทรัพย์สินต้องคืนท่อส่งก๊าซทั้งระบบ ซึ่งหมายความว่าการดำเนินการของ ปตท. ยังไม่เป็นไปตามคำพิพากษา

นางรสนาระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 17 ปี คดีท่อส่งก๊าซยังไม่สิ้นสุด แม้จะมีการยื่นหนังสือถึงรัฐบาลหลายชุด รวมถึงรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกุล แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการยุบสภา

นอกจากนี้ นางรสนายังตั้งข้อสังเกตถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ท่อส่งก๊าซที่ถูกแปรรูปในปี 2544 มีมูลค่าตามบัญชีประมาณ 47,000 ล้านบาท แต่ในช่วง 22 ปี (2544–2565) ปตท.มีรายได้จากการเก็บค่าผ่านท่อรวมกว่า 600,000 ล้านบาท ขณะที่จ่ายค่าเช่าท่อบนบกที่คืนให้รัฐเพียงประมาณ 9,800 ล้านบาท ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า และก๊าซหุงต้มของประชาชน

ท้ายที่สุด นางรสนาตั้งคำถามว่า ภายใต้ “กระแสการเปลี่ยนแปลง” ที่พรรคประชาชนประกาศไว้ พรรคจะสามารถผลักดันการทวงคืนท่อส่งก๊าซในทะเลให้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีอดีตผู้บริหารฝ่ายกฎหมายของ ปตท. เข้ามามีบทบาทในทีมปฏิรูปภาครัฐ ซึ่งสังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดข้อความในเฟซบุ๊กเฟซบุ๊ก “รสนา โตสิตระกูล”

มหากาพย์ทวงคืนท่อก๊าซ จะมีหวังในยุคสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาชนหรือไม่?!?

เรียนหัวหน้าพรรคประชาชน คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ตามที่พรรคประชาชนได้เปิดตัว “เพียงพนอ บุญกล่ำ “อดีตมือกฎหมาย บมจ.ปตท.มาร่วมทีมบริหารปฏิรูปภาครัฐ นั้น ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนที่ติดตามเรื่องการแปรรูปปตท. การทวงคืนท่อก๊าซจากปตท. ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่มีคำถามต่อพรรคประชาชนว่าท่านมีความเข้าใจปัญหาการคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมากน้อยเพียงใด ซึ่งเกี่ยวพันกับบุคคลที่ท่านดึงมาร่วมทีมบริหารการปฏิรูปภาครัฐ ทำให้เกิดคำถามว่าพรรคประชาชนจะปฏิรูปภาครัฐให้สาธารณสมบัติ และทรัพยากรทั้งหลายเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยส่วนรวมหรือเป็นเพียงประโยชน์ต่อกลุ่มทุนพลังงานต่อไปยาวๆกันแน่ ?!?

ดิฉันเป็นหนึ่งในผู้ฟ้องคดีเพิกถอนการแปรรูปปตท.ต่อศาลปกครองสูงสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2549 ก่อนเกิดการรัฐประหารของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)ในวันที่ 19 กันยายน 2549 แม้ศาลปกครองสูงสุดจะไม่เพิกถอนการแปรรูปปตท.แต่มีคำพิพากษาที่ฟ35/2550 ในวันที่14 ธันวาคม 2550 ให้มีการคืนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติแผ่นดิน คืนให้กระทรวงการคลัง โดยในคำพิพากษาได้สั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ประกอบด้วย 1)นายกรัฐมนตรี 2)คณะรัฐมนตรี 3)รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และ 4) บมจ.ปตท. ร่วมกันแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติคืนให้แผ่นดิน โดยในคำพิพากษาระบุไว้ชัดเจนว่า ท่อส่งก๊าซซึ่งเป็นสาธารณสมบัติเพื่อการใช้ร่วมกันของคนในชาติที่ต้องคืน ศาลฯพิจารณาท่อส่งก๊าซเป็น“ระบบ”ไม่ได้พิจารณาท่อส่งก๊าซเป็นท่อนเป็นส่วน

ในขณะนั้น พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านยอมรับตามคำพิพากษา และมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 สาระสำคัญระบุว่า 1)รัฐบาลยอมรับตามคำพิพากษาของศาล และมอบให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานทำหน้าที่แทนครม.ในการแบ่งแยกทรัพย์สินคืนตามคำพิพากษา 2) มอบหมายให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา

3)หากมีข้อโต้แย้งว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติที่จะต้องส่งคืน ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยให้มีข้อยุติ

ในปี 2551 บมจ.ปตท.คืนท่อส่งก๊าซบนบก 3เส้น มูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท ส่วนท่อก๊าซในทะเลปตท.ไม่ยอมคืน และไม่ให้ยอมส่งเรื่องไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยให้มีข้อยุติตามที่ระบุไว้ในมติ ครม. 18 ธันวาคม2550 ทั้งที่สตง.ได้แจ้งไว้ว่าท่อส่งก๊าซทั้งระบบซึ่งรวมท่อส่งก๊าซในทะเลและท่อส่งก๊าซบนบก ที่แปรรูปไปเมื่อปี 2544 ในมูลค่าประมาณ 47,000 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนตามคำพิพากษา และตามมติ ครม. 18 ธันวาคม 2550 เนื้อหาปรากฎในรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีคุณเพียงพนอ บุญกล่ำร่วมประชุมอยู่ด้วย (ดูรายงานการประชุมตามภาพประกอบ)
สตง. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มติ ครม.18 ธันวาคม 2550 ระบุให้เป็นผู้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องในการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา เมื่อบมจ.ปตท.ไม่เห็นด้วยกับ สตง.ที่ระบุว่าต้องคืนท่อส่งก๊าซในทะเลด้วย ก็ชอบที่จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยให้มีข้อยุติว่าท่อส่งก๊าซในทะเลเป็นทรัพย์สินที่ต้องคืนตามคำพิพากษาหรือไม่ แต่ปตท.ก็ไม่ทำตามมติครม.

หลังจากที่ดิฉันในฐานะผู้ฟ้องคดี ได้ฟ้องศาลปกครองหลายครั้ง แต่ศาลปกครองฯไม่รับฟ้องด้วยเหตุผลว่าผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ชนะคดี และไม่ใช่เจ้าของทรัพย์จึงไม่มีสิทธิขอบังคับคดี แต่ต่อมา ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่800/2557 ที่ระบุว่า การที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการคืนทรัพย์สินไม่ครบถ้วนเพราะไม่ได้ดำเนินตาม มติครม.18 ธันวาคม 2550นั้น ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่าเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดต้องมีหน้าที่สั่งการให้มีการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาที่ฟ35/2550 ให้ครบถ้วน

ดิฉันและผู้ฟ้องคดีได้อาศัยคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่800/2557 ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรี(ในขณะนั้นคือพล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา) มีหน้าที่ปฏิบัติในการเรียกคืนท่อก๊าซที่ยังคืนไม่ครบถ้วนให้ครบถ้วน ต่อมาสตง.ได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยการคืนท่อส่งก๊าซของปตท.เพื่อให้มีข้อยุติตามที่ระบุไว้ในมติครม.18 ธันวาคม 2550 ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นประธาน คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์พิจารณาและมีคำวินิจฉัยเผยแพร่ออกมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 ว่า ศาลปกครองสูงสุดมิได้มองท่อส่งก๊าซเป็นส่วนๆ เป็นท่อนๆ แต่มองท่อส่งก๊าซเป็นระบบ จึงหมายความว่าการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษาต้องคืนท่อส่งก๊าซทั้งระบบ แสดงว่าการดำเนินการของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ35/2550

ต่อมาในปี 2566 คดีเกี่ยวกับการฟ้องเรื่องท่อก๊าซ ศาลปกครองฯได้มีมติไม่รับฟ้อง และให้ไปใช้คำสั่งที่ 800/2557 ที่คณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ปฏิบัติในการคืนทรัพย์สินตามคำพิพากษา

เหตุการณ์ในการติดตามการทวงคืนท่อส่งก๊าซของผู้ฟ้องคดี ใช้เวลาตั้งแต่ พ.ศ 2551 เป็นต้นมา ปัจจุบันพ.ศ 2569 เป็นเวลา 17 ปี แต่มหากาพย์คดีนี้ก็ยังไม่จบ

ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือเรียนคณะรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน และล่าสุดต่อคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกุลให้ปฏิบัติในการเรียกคืนท่อส่งก๊าซที่ยังคืนไม่ครบถ้วนให้ครบถ้วน แต่นายเศรษฐา ทวีสิน ก็ถูกตัดสินให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วนนายอนุทินก็ได้ประกาศยุบสภา ทำให้รัฐบาลเกียร์ว่างไม่ดำเนินการ และเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรีก็มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องคดีอีกว่า เรื่องนี้ไม่เข้าประเด็นเป็นวาระการประชุมคณะรัฐมนตรี จะเก็บไว้เป็นข้อมูลเพื่อส่งให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องต่อไป

จากลำดับเหตุการณ์โดยสาระนี้แสดงให้เห็นว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสำคัญในการเรียกคืนท่อส่งก๊าซที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อันเป็นผลประโยชน์สำคัญของประเทศ และประชาชนเลยแม้แต่น้อย

ท่อส่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกแปรรูปไปเมื่อปี 2544 ในราคาตามมูลค่าบัญชี ที่ราคาเหลืออยู่ประมาณ 47,000 ล้านบาท แต่บมจ.ปตท.ได้รายได้จากการเก็บค่าผ่านท่อเป็นเงิน 6 แสนล้านบาทในเวลา 22ปี (2544-2565) ในขณะที่จ่ายค่าเช่าท่อส่งก๊าซบนบก 3 เส้น(ที่คืนให้กระทรวงการคลัง) ในเวลา 22ปีเพียง9,800 ล้านบาท

ลองคิดคำนวณดูเถิดว่าปตท. มีรายได้จากการเก็บค่าผ่านท่ออย่างอู้ฟู่เพียงใดจากท่อก๊าซที่แปรรูปในราคา47,000 ล้านบาท เทียบกับหารายได้ค่าผ่านท่อจากคนไทยทั้งประเทศได้ถึง 6 แสนล้านบาท ซึ่งมีผลต่อราคาค่าไฟฟ้า และราคาก๊าซหุงต้มที่เป็นกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานในการดำรงชีพของประชาชนคนไทย

หากมีการคืนท่อส่งก๊าซในทะเลชุดนี้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เชื่อได้ว่าประชาชนคนไทยจะเสียเงินค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้มถูกกว่านี้มาก ใช่หรือไม่ ?!

แล้วประชาชนยังจะมีความหวังกับพรรคประชาชนหรือไม่ในการทวงคืนท่อส่งก๊าซในทะเล หากพรรคนี้ มีอดีตมือกฎหมายของปตท.มาเป็นผู้บริหารการปฏิรูปภาครัฐ!! ซึ่งจะสนับสนุนให้พรรคทวงคืนท่อก๊าซ หรือจะเข้ามาเพื่อขัดขวางการทวงคืนท่อก๊าซกันแน่ ?!?

หรือสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงของหัวหน้าพรรคประชาชน จะเป็นแค่สายลมปากเท่านั้น?!!

รสนา โตสิตระกูล
12 มกราคม 2569








กำลังโหลดความคิดเห็น