กกต.แจงขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สส.นครฯหลังโซเชียลขุดคดีลักทรัพย์ปี 42 ชี้ หากประกาศชื่อเป็นผู้สมัครแล้ว เปิดช่องร้องต่อ กกต.-ถือเป็นความปรากฎได้ เพื่อพิจารณาถอนชื่อผู้สมัคร
วันนี้(13ม.ค.) นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการ กกต.กล่าวถึงกรณี มีการเผยแพร่คำพิพากษา ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่16 ธ.ค.2542 สั่งจำคุกนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคกล้าธรรม 1 ปีปรับ 3,000 บาทโดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ในคดีลักทรัพย์เมื่อปี 2542 ซึ่งอาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้งว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วนส่วนแรกกรณีทยังไม่มีการประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ หากผู้สมัครได้มาสมัครแล้วแต่รายชื่อยังไม่ประกาศ เป็นหน้าที่ของผู้สมัครรายนั้นจะต้อง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาภายใน 7 วัน
ส่วนที่ 2 กรณีที่มีการประกาศรายชื่อไปแล้วถ้ามีผู้ใดเห็นว่าผู้สมัครรายนั้นขาดคุณสมบัติในการรับสมัครรับเลือกตั้งให้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานกกต.ประจำจังหวัด ซึ่งก็จะมีคณะกรรมการวินิจฉัยสิทธิสมัครทำการพิจารณาเรื่องให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน และจัดทำคำวินิจฉัยภายใน 2 วันถัดมา จากนั้นจึงส่งเรื่องพร้อมความเห็นมาให้ กกต. พิจารณาว่าควรถอนชื่อบุคคลดังกล่าวออกจากการเป็นผู้สมัครหรือไม่ หาก กกต. วินิจฉัยว่าผู้สมัครรายนั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ก็ต้องลบชื่อบุคคลนั้นออกจากการเป็นผู้สมัครทันที อย่างไรก็ตาม ผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อสามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่าการใช้อำนาจของ กกต. ถูกต้องหรือไม่ โดยคำวินิจฉัยของศาลฎีกาถือเป็นที่สุด ส่วนในกรณีที่ศาลฎีกายังพิจารณาไม่เสร็จสิ้นก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้ง ก็ต้องยึดตามคำวินิจฉัยของ กกต. เป็นหลัก แต่หาก กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้สมัครยังมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีการถอนชื่อ ก็ถือว่าผู้สมัครรายนั้นยังคงมีสถานะเป็นผู้สมัครต่อไป ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน
กรณีดังกล่าวจึงต้องดูว่ามีคนมาร้องเรียนหรือไม่ ถ้าไม่มี แล้วเป็นความปรากฏก็เป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตซึ่งเป็นคนรับสมัคร จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานข้อเท็จจริงและส่งให้กกต.พิจารณาเพื่อส่งเรื่องต่อศาลฎีกาต่อไป


