xs
xsm
sm
md
lg

ต่อ ป.4 ไม่ผ่าน แล้ว ป.ไปไหน? รัฐจะยึด-รับซื้อ หรือบังคับขาย ใครรับผิดชอบทรัพย์สินประชาชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เกิดคำถามใหญ่ตามมาจากแนวทางแก้กฎหมายควบคุม ป. หลังมีข้อเสนอให้ ใบอนุญาตมีและใช้ ป. หรือ ป.4 ต้องเข้าสู่ระบบต่ออายุเป็นระยะ ขณะที่ข้อมูลล่าสุดมีการเสนอกรอบอายุใบอนุญาต 3 ปี และร่างแก้ไขอีกชุดของฝ่ายนายศุภชัย ใจสมุทร ก็มีหลักการแก้เรื่องอายุและการต่อใบอนุญาตเช่นกัน

คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า ประชาชนต้องเสียเวลาไปต่อ ป.4 ทุก 3 ปีหรือไม่ แต่ยังมีเรื่องใหญ่กว่านั้น คือ หากผู้ที่เคยได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องกลับ ต่ออายุไม่ผ่านในครั้งต่อไป แล้ว ป.ที่ซื้อมาอย่างถูกกฎหมายจะต้องจัดการอย่างไร

ยิ่งกรณีผู้ที่มี ป.หลายกระบอกหรือสะสมอย่างถูกกฎหมาย ปัญหาจะยิ่งชัดขึ้น

สมมุติประชาชนรายหนึ่งมี ป.ถูกกฎหมาย 10 กระบอก ทุกกระบอกมีใบอนุญาตถูกต้อง ซื้อและครอบครองภายใต้กฎหมายมาโดยตลอด หากกฎหมายใหม่กำหนดให้ต้องตรวจคุณสมบัติใหม่ทุก 3 ปี แล้ววันหนึ่งบุคคลดังกล่าวไม่ผ่านการต่อใบอนุญาต คำถามคือ ป.ทั้ง 10 กระบอกจะไปอยู่ที่ไหน

เพราะหากใบอนุญาตสิ้นผลและกฎหมายไม่อนุญาตให้บุคคลนั้นครอบครองต่อ การเก็บ ป.ทั้ง 10 กระบอกไว้กับตัวเองก็อาจทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา

ขณะเดียวกัน ป.เหล่านั้นก็เป็น ทรัพย์สินที่ประชาชนได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย บางกระบอกอาจมีมูลค่าสูง หรือเป็นของสะสมที่เจ้าของเก็บรักษามานาน การเปลี่ยนแปลงสถานะของใบอนุญาตจึงไม่ได้กระทบเฉพาะสิทธิในการครอบครอง แต่ยังอาจกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินของประชาชนด้วย

ที่น่าสนใจคือ กฎหมายปัจจุบันมีระบบรองรับกรณีถูกเพิกถอนใบอนุญาตอยู่แล้ว

มาตรา 66 ของ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ กำหนดว่า หากปรากฏว่าผู้ได้รับใบอนุญาตกลายเป็นบุคคลที่ไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ นายทะเบียนสามารถสั่งเพิกถอนใบอนุญาต และเมื่อถูกเพิกถอนแล้ว ผู้รับใบอนุญาตต้องส่งมอบ ป. เครื่องกระสุน และใบอนุญาตแก่นายทะเบียนท้องที่โดยไม่ชักช้า

จากนั้น มาตรา 67 กำหนดขั้นตอนต่อไปว่า ผู้ส่งมอบมีเวลา 90 วัน นับจากวันที่ส่งมอบในการจัดการโอน ป.ให้แก่ผู้มีสิทธิ หากสามารถโอนได้ นายทะเบียนจึงส่งมอบให้ผู้รับโอน แต่หากไม่สามารถโอนได้ นายทะเบียนจะดำเนินการ ขายทอดตลาด ตามกระบวนการ และคืนเงินสุทธิที่ได้จากการขายให้แก่ผู้มีสิทธิ

ตรงนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญกับระบบต่อ ป.4 ทุก 3 ปีว่า

หาก “ต่ออายุไม่ผ่าน” จะถือว่ามีผลเช่นเดียวกับการถูกเพิกถอนตามกฎหมายปัจจุบันหรือไม่?

เพราะสองกรณีนี้อาจมีที่มาต่างกัน

กรณีหนึ่งคือ บุคคลถูกตรวจพบภายหลังว่ามีลักษณะต้องห้ามจนถูกเพิกถอนใบอนุญาต แต่อีกกรณีหนึ่งคือประชาชนถูกกำหนดโดยกฎหมายใหม่ให้กลับมาต่ออายุและตรวจคุณสมบัติเป็นรอบ ๆ แล้วไม่ผ่านการต่ออายุ

หากจะนำระบบเดิมมาใช้กับกรณีใหม่ ผู้ร่างกฎหมายก็ควรระบุให้ชัดตั้งแต่ต้น ไม่ควรปล่อยให้ประชาชนต้องตีความกันภายหลัง

โดยเฉพาะผู้สะสมที่มี ป.จำนวนมาก สมมุติมี 10 กระบอก หากต่อ ป.4 ไม่ผ่าน จะต้องส่งมอบทั้งหมดทันทีหรือไม่? จะมีเวลาให้จำหน่ายหรือโอนกี่วัน? สามารถฝากไว้กับนายทะเบียนระหว่างอุทธรณ์ได้หรือไม่? และหากต้องขายภายในระยะเวลาจำกัด จะทำให้เจ้าของต้องยอมขายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงหรือไม่?

หากขายไม่ได้ ใครเป็นผู้ขายทอดตลาด?

ราคาขายทอดตลาดจะสะท้อนราคาของสะสมจริงหรือไม่?

หากเป็น ป.หายากหรือมีมูลค่าสูง เจ้าของจะได้รับการคุ้มครองมูลค่าทรัพย์สินอย่างไร?

รวมถึงคำถามสำคัญว่า ผู้ที่ต่ออายุไม่ผ่านมีสิทธิอุทธรณ์หรือขอทบทวนผลก่อนที่จะต้องจัดการกับ ป.ทั้งหมดหรือไม่

ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหากกำหนดให้ผู้ถือ ป.4 ทั่วประเทศต้องกลับเข้าสู่กระบวนการตรวจคุณสมบัติใหม่เป็นระยะ ระบบกฎหมายต้องเตรียมคำตอบสำหรับผู้ที่ไม่ผ่านการต่ออายุไว้ด้วย ไม่ใช่กำหนดเพียงว่า “ต้องต่อทุก 3 ปี” แล้วจบ

ขณะเดียวกัน ต้องแยกข้อเท็จจริงให้ชัดว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปว่ารัฐบาลจะยึด ป. รับซื้อคืน หรือบังคับขาย ป.ของผู้ที่ต่ออายุ ป.4 ไม่ผ่าน รายละเอียดเหล่านี้ต้องดูจากตัวบทสุดท้ายและบทเฉพาะกาลของกฎหมายใหม่ โดยร่างและข้อเสนอที่กำลังเป็นข่าวยังอยู่ในกระบวนการผลักดันและพิจารณารายละเอียด

ดังนั้น ก่อนจะเปลี่ยนระบบ ป.4 ครั้งใหญ่ ผู้ร่างกฎหมายอาจต้องตอบประชาชนให้ครบว่า

ต่อไม่ผ่านแล้ว ป.ไปไหน?

คนมี 1 กระบอกกับนักสะสมที่มี 10 กระบอกใช้กติกาเดียวกันหรือไม่?

ต้องโอนหรือขายภายในกี่วัน?

หากขายไม่ได้ ใครรับผิดชอบ?

หากต้องขายทอดตลาด เจ้าของได้รับเงินอย่างไร?

และที่สำคัญ ประชาชนมีสิทธิอุทธรณ์ก่อนสูญเสียสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินหรือไม่?

เพราะการเพิ่มมาตรการควบคุม ป.เพื่อความปลอดภัยของสังคมเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การกำหนดชะตาของ ทรัพย์สินที่ประชาชนซื้อและครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาตลอด ก็เป็นอีกเรื่องที่กฎหมายจำเป็นต้องตอบให้ชัดเจนและเป็นธรรมเช่นกัน

#NEWS1 รายงาน