xs
xsm
sm
md
lg

'ไทย-เวียดนาม' สัมพันธ์แน่น 'กัมพูชา' ออกอาการดินหนัก ระแวงกลัวโดนรุมกินโต๊ะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



'ไทย-เวียดนาม' สัมพันธ์แน่น
'กัมพูชา' ออกอาการดินหนัก
ระแวงกลัวโดนรุมกินโต๊ะ


ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามในช่วงเวลานี้กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่มีนัยสำคัญ แม้ทั้งสองประเทศจะมีบทบาทเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจในหลายมิติ แต่ภาพรวมของความร่วมมือกลับมีความใกล้ชิดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังผู้นำของทั้งสองประเทศได้มีการเดินทางเยือนไปมาหาสู่กันอย่างต่อเนื่องระหว่างเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการยกระดับความสัมพันธ์ทั้งในเชิงทวิภาคีและกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค

ภาพการพบกันระหว่าง 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ 'โต เลิม' เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม ส่งผลให้กัมพูชาย่อมต้องมองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากกัมพูชามีปัญหาข้อพิพาทกับไทยและเวียดนาม

ทั้งนี้ ข้อพิพาทระหว่างเวียดนามกับกัมพูชาที่สำคัญ คือ โครงการคลองฟูนันเตโชของกัมพูชา มูลค่าประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของกัมพูชาที่มุ่งพัฒนาเส้นทางการขนส่งสินค้าออกสู่ทะเลโดยตรง อย่างไรก็ตาม ทว่า โครงการดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับเวียดนาม โดยเฉพาะผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและรูปแบบการไหลของน้ำในลุ่มน้ำโขงตอนล่าง

เวียดนามมีความห่วงกังวลว่าโครงการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญด้านเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยเวียดนามได้เสนอให้มีการหารือร่วมกันเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบ แต่กัมพูชายังไม่ตอบรับในเรื่องนี้ ทำให้ความตึงเครียดในเชิงนโยบายเพิ่มมากขึ้น เวียดนามจึงตอบโต้ด้วยการสร้างโครงการเชื่อมถนนจากเกาะเตียนไห่ไปยังเกาะฟูก๊วก ระยะทางประมาณ 47 กิโลเมตร โครงการนี้มีผลกระทบสำคัญอย่างยิ่งต่อคลองฟูนันเตโช เพราะจะทำให้เส้นทางการออกสู่ทะเลของกัมพูชาถูกปิดกั้น และมีผลให้ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการลดลงในระยะยาว

ภายใต้บริบทดังกล่าว กัมพูชาจึงเริ่มมีการขับเคลื่อนเชิงวาทกรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นชาตินิยมและอธิปไตยขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความพยายามในการสร้างแรงสนับสนุนภายในประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจและความท้าทายในด้านต่างๆ ที่ส่งผลต่อเสถียรภาพในทางการเมือง

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างไทยและเวียดนาม อาจมีความเป็นไปได้ที่กัมพูชาจะต้องพยายามหาทางตอบโต้และไม่เป็นฝ่ายโดนรุกไล่ข้างเดียว และนั่นจะเป็นการสบช่องให้กัมพูชาสวมบท 'กุ๊ยข้างถนนแห่งอาเซียน' ด้วยการหาเหตุให้เกิดการปะทะตามแนวชายแดนอีกระลอก เพื่อสร้างความเป็นผู้นำในทางการเมืองของผู้นำกัมพูชา โดยหวังให้โลกกลับมาสนใจตัวเองอีกครั้งตามแนวทางการเมืองระหว่างประเทศชั้นต่ำในสไตล์ของครอบครัวตระกูลฮุน

โดยกัมพูชามีความประสงค์ที่จะทำให้ปัญหาพิพาทกับไทยเป็นพื้นที่ที่ให้ประเทศที่สามหรือชาติมหาอำนาจเข้ามามีบทบาทในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้มีอิทธิพลต่อทิศทางการเจรจา การดึงเวทีระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะนี้ ของกัมพูชา ก็เพื่อให้ข้อพิพาทไม่ได้อยู่เพียงระดับทวิภาคี แต่ถูกจับตามองในระดับโลก

การดึงมหาอำนาจเข้ามามีบทบาทก็มีนัยสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนเป็นพื้นที่ที่ประเทศมหาอำนาจโดยเฉพาะจีนกับสหรัฐอเมริกาต่างมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความมั่นคงทางพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งกัมพูชาเองก็มองเห็นถึงโอกาสนี้จึงเริ่มมีการเดินหน้าส่งสัญญาณยั่วยุฝ่ายไทยต่อเนื่อง

ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ รัฐบาลไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์ในทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ เพราะหากกัมพูชาสามารถสร้างโอกาสให้ประเทศมหาอำนาจเข้ามามีบทบาทเมื่อไหร ย่อมมีความเป็นไปได้ที่ไทยเผชิญกับแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจผ่านมาตรการเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าไปถึงจุดนั้นเมื่อไหร ความได้เปรียบที่ไทยเคยมีอาจจะไม่ได้เปรียบอีกต่อไป