xs
xsm
sm
md
lg

คนไทยยุคน้ำเงินครองเมือง เป็นลูกกตัญญู-เสียภาษีถูกต้อง แต่พ่อแม่โดนตัดสวัสดิการ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คนไทยยุคน้ำเงินครองเมือง
เป็นลูกกตัญญู-เสียภาษีถูกต้อง
แต่พ่อแม่โดนตัดสวัสดิการ

การเกิดเป็นคนไทยในยุคนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นภารกิจที่ยากขึ้นทุกวัน ทำงานหนัก รายได้เติบโตไม่ทันค่าครองชีพ แบกรับภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความหวังว่าจะได้รับการดูแลจากรัฐในวันที่ลำบากกลับถูกแทนที่ด้วยนโยบายที่สร้างคำถามและความรู้สึกคับข้องใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

หากจะมีใครสักคนที่อาจรู้สึกพึงพอใจกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนในเรื่องหลักเกณฑ์การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่เวลานี้ น่าจะเป็น 'ไชยชนก ชิดชอบ' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพราะเรื่องดังกล่าวเข้ามากลบเรื่องความเทาของโครงการแจกสิทธิ์ใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ระดับโปรฟรี 5 ล้านคน มูลค่าสูงถึง 1,621 ล้านบาท ได้เกือบแนบสนิทเลยทีเดียว

สำหรับกรณีการออกหลักเกณฑ์การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลังที่กำหนดว่าบิดามารดาที่ถูกบุตรนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจะไม่ได้รับสิทธิในโครงการ กลายเป็นตัวอย่างล่าสุดของนโยบายที่อาจมีเหตุผลในทางบัญชี แต่กลับขาดความเข้าใจในชีวิตจริงของประชาชน

ในมุมของผู้กำหนดนโยบายอย่าง 'เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาจอธิบายได้ว่าเป็นความพยายามคัดกรองผู้มีสิทธิให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และใช้ทรัพยากรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ในมุมของประชาชนจำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นภาพของความย้อนแย้งที่ยากจะยอมรับ

เพราะการที่ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่มีฐานะร่ำรวย หรือหลุดพ้นจากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ตรงกันข้าม ในหลายครอบครัว การใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสะท้อนว่าผู้สูงอายุยังจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากลูกหลาน และครอบครัวเหล่านั้นกำลังช่วยกันแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น การนำสิทธิลดหย่อนภาษีมาเป็นเงื่อนไขตัดสิทธิในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึกเหมือนกำลังถูกบังคับให้เลือกระหว่างสองสิ่งที่ไม่ควรต้องเลือก นั่นคือจะเป็นลูกที่ใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของตนเอง หรือจะยอมไม่ใช้สิทธิดังกล่าวเพื่อให้บุพการียังคงได้รับสวัสดิการจากรัฐ นี่คือความย้อนแย้งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ

ยิ่งไปกว่านั้น จากเสียงวิจารณ์ในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า 'เอกนิติ' ซึ่งเคยเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงผู้เชี่ยวชาญด้านการคลังมาก่อนนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเป็นผู้นำทางนโยบายที่เข้าใจความรู้สึกและความลำบากของประชาชน เพราะการบริหารประเทศไม่ได้มีเพียงมิติของตัวเลข รายรับ รายจ่าย หรือการควบคุมงบประมาณเท่านั้น แต่ยังต้องเข้าใจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตจริงของผู้คนด้วย

คำถามสำคัญคือ หากรัฐบาลต้องการประหยัดงบประมาณจริง เหตุใดจึงเลือกเริ่มต้นจากสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับคนรายได้น้อยและผู้สูงอายุ ทั้งที่งบประมาณภาครัฐอีกจำนวนไม่น้อยยังถูกใช้ไปกับกิจกรรมและโครงการที่สังคมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ การจัดสัมมนาที่ซ้ำซ้อน หรือโครงการที่ไม่ได้ตอบโจทย์ความเดือดร้อนเร่งด่วนของประชาชน

ที่สุดแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่วิธีคิดของรัฐบาลในการออกแบบนโยบายสาธารณะ หากประชาชนเริ่มรู้สึกว่าการทำงานสุจริต การเสียภาษีอย่างถูกต้อง และการดูแลพ่อแม่ตามหน้าที่ กลับกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ครอบครัวสูญเสียสิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ ความไม่พอใจย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการรักษาวินัยการคลังหรือบริหารงบประมาณให้สมดุลเท่านั้น แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าระบบของรัฐยังมีความเป็นธรรม มีเหตุผล และเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตผู้คนด้วย และเมื่อใดที่ประชาชนเริ่มรู้สึกว่ารัฐกำลังลงโทษคนที่ทำถูกต้อง เมื่อนั้นแม้แต่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็คงไม่อาจแบกปัญหานี้ต่อไปได้ไหวเช่นกัน และอำนาจของระบอบสีน้ำเงินที่เชื่อว่าตนเองจะสามารถครอบงำการเมืองไทยได้ต่อไป อาจเผชิญแรงต้านจากประชาชนมากกว่าที่คาดคิดก็เป็นได้