xs
xsm
sm
md
lg

“รวยไม่ไหวแล้ว” ไวรัลจากเวทีคอนเสิร์ต ลึกซึ้งมากกว่าความบันเทิง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“รวยไม่ไหวแล้ว”
ไวรัลจากเวทีคอนเสิร์ต
ลึกซึ้งมากกว่าความบันเทิง

กระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หนีไม่พ้นคลิปการแสดงบนเวทีคอนเสิร์ตของสองนักร้องชื่อดัง โอ๊ต ปราโมทย์ และ ป๊อบ ปองกูล ที่หยิบเอาเพลง “เหงา” ของวง Peacemaker มาดัดแปลงเนื้อร้องในแบบเสียดสีการเมือง จนกลายเป็นประเด็นพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล

ต้นทางของกระแสดังกล่าวมาจากเฟซบุ๊ก Peacemaker Concert ที่เผยแพร่คลิปบรรยากาศภายในงาน PEACEMAKER THE RE:PEACE CONCERT 23RD ANNIVERSARY ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยช่วงหนึ่งของการแสดง โอ๊ตและป๊อบได้ร้องเพลงดังกล่าวในเวอร์ชันพิเศษ พร้อมดัดแปลงเนื้อร้องให้สะท้อนความรู้สึกของประชาชนต่อสภาพเศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบัน

เนื้อร้องตอนหนึ่งที่กลายเป็นไวรัล คือประโยค “เธอรู้สึกไหมว่าเรารวยไม่ไหวแล้ว” ซึ่งดัดแปลงมาจากวลี “รวยไม่ไหวแล้ว” ของอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างลงพื้นที่หาเสียง ก่อนจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับภาวะค่าครองชีพและความไม่พอใจของประชาชนในปัจจุบัน

ภายหลังคลิปถูกเผยแพร่ออกไป ไม่นานยอดวิวก็พุ่งทะลุ 1.2 ล้านครั้ง พร้อมกับมีการแชร์ต่อจำนวนมาก โดยเฉพาะในแพลตฟอร์ม TikTok และ Facebook ที่ผู้คนต่างนำบางช่วงของเพลงไปตัดต่อ ทำมีม และใช้ประกอบคลิปสะท้อนสภาพเศรษฐกิจของตัวเอง จนกลายเป็นอีกหนึ่งไวรัลทางการเมืองที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้

แม้ในด้านหนึ่ง อาจมีผู้มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงสีสันของคอนเสิร์ต หรืออารมณ์ขันทางการเมืองตามสไตล์ของศิลปิน แต่หากมองอย่างจริงจัง ปรากฏการณ์นี้กำลังสะท้อนบางอย่างที่ลึกกว่านั้น นั่นคือระดับความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล

เพราะแท้จริงแล้ว คำว่า “รวยไม่ไหวแล้ว” ไม่ได้เพิ่งกลายเป็นไวรัลจากคอนเสิร์ตครั้งนี้ หากแต่ถูกนำมาใช้ล้อเลียนและวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะหลังเกิดสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

ในห้วงเวลาที่คนจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญภาระค่าใช้จ่ายที่หนักขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร และราคาสินค้าที่ทยอยปรับขึ้นตามต้นทุนพลังงาน แต่อีกมุมหนึ่งกลับเกิดภาพของกลุ่มทุนพลังงานที่ทำกำไรมหาศาล จนทำให้วลี “รวยไม่ไหวแล้ว” ถูกนำมาใช้ในเชิงประชดประชันอย่างแพร่หลาย

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นกับรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น เพราะในอดีต “แพทองธาร ชินวัตร” เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยเผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน ภายหลังคำปราศรัยช่วงหาเสียงที่ว่า “ร่วมกันปิด สว. ปิดสวิตช์ 3 ป. เพื่อทำให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” ถูกนำกลับมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โทษฐานที่รัฐบาลไม่สามารถผลักดันนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตได้ตามที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงเอาไว้

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ในยุคโซเชียลมีเดีย “คำพูดทางการเมือง” ถือเป็นเจ้านายของนักการเมืองอย่างแท้จริง และสามารถย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันทางการเมืองมายังรัฐบาลได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับจากรัฐบาลไม่สอดคล้องกับความคาดหวังที่เคยถูกสัญญาไว้

ขณะเดียวกัน บทบาทของศิลปินและวงการบันเทิงก็เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะทุกวันนี้เวทีคอนเสิร์ตไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แห่งความสนุกสนาน แต่ยังกลายเป็นพื้นที่สะท้อนอารมณ์ ความอึดอัด และความรู้สึกร่วมของผู้คนในสังคม

กรณีของโอ๊ต ปราโมทย์ และป๊อบ ปองกูล จึงอาจไม่ใช่เพียงการร้องเพลงล้อการเมืองธรรมดา หากแต่เป็นภาพสะท้อนว่า อารมณ์ร่วมของสังคมต่อปัญหาเศรษฐกิจและบ้านเมือง มีความลึกซึ้งมากขึ้น

ในท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้คลิปนี้ถูกแชร์ออกไปอย่างมหาศาล อาจไม่ใช่แค่ความสนุกของเนื้อเพลงดัดแปลง แต่เป็นเพราะผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่า เนื้อร้องเหล่านั้นกำลังพูดแทนความรู้สึกของประชาชนที่ต้องมาแบกรับกับรัฐบาลที่ยังไม่สามารถแสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาได้

บางทีคงถึงเวลาแล้วที่ “อนุทิน” ต้องทำตัวเป็น “ทองที่รู้ร้อน” ได้แล้ว ไม่ใช่เพียงแค่สั่งการหรือมอบหมายงานผ่านการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อเท่านั้น