เลือกตั้งล่วงหน้าคึกคัก
แต่กกต.สอบไม่ผ่าน
ปัญหารุงรังชวนกังขา
การเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ถูกจับตามองในฐานะด่านแรกของการทดสอบความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ภาพรวมในวันดังกล่าวสะท้อนถึงความตื่นตัวของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก หน่วยเลือกตั้งหลายแห่งมีผู้มาใช้สิทธิต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเวลาปิดหีบ บรรยากาศโดยรวมแสดงให้เห็นว่าการรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมกระบวนการเลือกตั้งประสบผลสำเร็จในแง่การกระตุ้นการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกของสังคมประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปในรายละเอียดของการดำเนินงาน กลับพบว่าความสำเร็จด้านปริมาณผู้มาใช้สิทธิไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพของการบริหารจัดการอย่างแท้จริง ข้อบกพร่องที่ปรากฏในหลายพื้นที่ทำให้เกิดคำถามต่อประสิทธิภาพ ความรอบคอบ และมาตรฐานการทำงานของ กกต. ในฐานะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่รับผิดชอบกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ
ปัญหาหนึ่งที่พบได้ตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐาน ได้แก่ การติดประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ไม่ครบถ้วน หรือจัดวางในตำแหน่งที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงหรือมองเห็นได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้มาใช้สิทธิขาดข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจลงคะแนน นอกจากนี้ ยังมีรายงานเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง ทั้งในเรื่องขั้นตอนการใช้สิทธิ การอธิบายระบบเลือกตั้งล่วงหน้า และรายละเอียดของเขตเลือกตั้งปลายทาง ความคลาดเคลื่อนเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านการสื่อสารและการฝึกอบรมบุคลากร ซึ่งไม่ควรถูกมองข้าม
ประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมากอยู่ที่การจัดการบัตรเลือกตั้งล่วงหน้า โดยเฉพาะขั้นตอนการกรอกรหัสเขตเลือกตั้งบนซองบัตร พบทั้งกรณีกรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง กรอกไม่ครบถ้วน หรือไม่มีการกรอกข้อมูลดังกล่าวเลย ความผิดพลาดในขั้นตอนนี้ไม่ได้เป็นเพียงความบกพร่องทางเอกสาร แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความถูกต้องของกระบวนการนับคะแนน เนื่องจากบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าต้องถูกส่งกลับไปยังเขตเลือกตั้งปลายทาง หากระบบการจัดการขาดความแม่นยำ ย่อมเกิดข้อสงสัยว่าบัตรทุกใบจะถูกส่งถึงปลายทางอย่างครบถ้วนหรือไม่ และจะถูกนับรวมกับคะแนนในวันเลือกตั้งจริงอย่างถูกต้องเพียงใด
ขณะเดียวกัน กรณีการสแกนป้ายแจ้งรายชื่อผู้สมัครในพื้นที่กรุงเทพมหานครแล้วปรากฏเป็นข้อมูลจากการเลือกตั้งปี 2566 ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหละหลวมในการเตรียมความพร้อม เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความผิดพลาดทางเทคนิค แต่ยังตั้งคำถามถึงระบบการตรวจสอบภายในของ กกต. ว่ามีความรัดกุมเพียงพอหรือไม่ การปล่อยให้ข้อมูลล้าสมัยหรือผิดพลาดปรากฏในบริบทของการเลือกตั้ง ย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการที่ควรต้องอาศัยความแม่นยำสูงสุด
แม้ภายหลัง กกต. จะออกมาแถลงขอโทษต่อข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าจะเร่งแก้ไขปัญหา แต่การแสดงความรับผิดชอบในลักษณะดังกล่าวยังไม่สามารถคลายความกังวลของสังคมได้มากนัก เนื่องจากขาดรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการแก้ไขเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าที่ได้รับผลกระทบ การประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หรือแนวทางป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดซ้ำ การขอโทษโดยไม่มาพร้อมแผนปฏิบัติการที่ตรวจสอบได้ ย่อมไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน
กระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม ถือเป็นรากฐานของระบบการเมืองที่มีความชอบธรรม หากขั้นตอนเริ่มต้นถูกตั้งคำถาม ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้ง ไปจนถึงความศรัทธาต่อสถาบันทางการเมืองโดยรวม ในบริบทที่สังคมไทยเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ความผิดพลาดในกระบวนการเลือกตั้งแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจถูกขยายผลจนกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งในวงกว้าง
ด้วยเหตุนี้ กกต. จำเป็นต้องเร่งทบทวนและปรับปรุงการทำงานอย่างจริงจังและเร่งด่วน ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การจัดทำคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจน การตรวจสอบข้อมูลและเอกสารในทุกขั้นตอน ไปจนถึงการสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งครั้งสำคัญในวันที่ 8 กุมภาพันธ์กำลังจะมาถึง การนำบทเรียนจากการเลือกตั้งล่วงหน้ามาปรับใช้ทันทีจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
หาก กกต. สามารถแสดงให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและทันเวลา ย่อมช่วยลดแรงกดดันและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน แต่หากเลือกปล่อยให้เสียงวิจารณ์เงียบไปเอง ปัญหาที่เริ่มต้นจากการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าอาจลุกลามไปสู่การตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ ซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


