โดย ทีมจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เริ่มต้นปี 2026 อย่างโดดเด่น โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงช่วงปลายเดือนม.ค. ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นมาแล้วราว 5% ยืนเหนือระดับ 1,300 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มสูงขึ้นมากถึงราว 20% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หากพิจารณากระแสเงินทุน (Fund flow) จะพบว่า นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เข้ามาซื้อหุ้นไทยในปีนี้เป็นหลัก โดยยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ราว 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าช่วงขาลงของตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2023 นั้น ในทุกปีจะพบว่าเกิดจากแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก แต่ในปีนี้กลับพบว่ามีเม็ดเงินซื้อสุทธิตั้งแต่ต้นปี สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตชะลอลงจากปีที่แล้ว โดยอาจโตต่ำกว่าระดับ 2%
การเปลี่ยนแปลงปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคระหว่างประเทศในปีนี้ถือเป็นประเด็นหลักที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical tension) นำโดยสหรัฐฯ กับประเทศสำคัญอื่น ๆ โดยเฉพาะกับประเทศในฝั่งตะวันตก จึงมีการคาดหมายว่าประเทศในฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีความเป็นกลาง อาทิ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจได้รับอานิสงค์จากการที่หลายประเทศต้องลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ ลงเพื่อจุดประสงค์ในการกระจายความเสี่ยง ในแง่ของกระแสเงินทุนเองก็เช่นกัน โดยในตลาดมีการคาดหมายถึงแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงการลดการถือครองสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ฯ หลักจากนี้ โดยกระแสเงินทุนส่วนหนึ่งในปีนี้ได้เคลื่อนย้ายมายังตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่อย่างมีนัยยะ รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือกต่าง ๆ โดยเฉพาะทองคำ
ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับปัจจัยเฉพาะตัวของตลาดหุ้นไทย นำโดยจุดเด่นเรื่องของอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จูงใจ โดยเฉพาะจากบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ซึ่งมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง การประกาศซื้อหุ้นคืนของบริษัทจดทะเบียนในวงกว้าง รวมถึงระดับ Valuation ของ SET Index ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าทางบัญชี ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงขาลงของตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัด นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยยังสามารถคาดหวังความเสี่ยงขาขึ้น (Upside risk) จากปัจจัยเรื่องของการเลือกตั้งทั่วปีในช่วงเดือนก.พ. ต่อเนื่องด้วย ครม.เศรษฐกิจและนโยบายทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่
ซึ่งอาจสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญให้กับเศรษฐกิจไทยในเชิงโครงสร้าง และเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยมหภาคข้างต้น รวมถึงความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทยผ่านนโยบายต่าง ๆ ของทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้เป็นตามมาตรฐานสากลมากขึ้น ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องการซื้อขายให้ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามว่าจะช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใด


