เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ากลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” ในปี 2569 ฉลองก้าวสู่ปีที่ 75 ชูการดูแลสุขภาพกาย-ใจ-การเงินผ่าน Health Ecosystem และพาร์ทเนอร์การแพทย์ครบวงจร พร้อมตั้งเป้าเบี้ยรับรวมโต 2–3% ท่ามกลางความท้าทายเศรษฐกิจและต้นทุนรักษาพยาบาลที่ยังเพิ่มขึ้น
นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ในปี 2569 เมืองไทยประกันชีวิตก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ที่อยู่เคียงข้างเพื่อส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้แก่ทุกคน พร้อมยกระดับการเป็นคู่คิดที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งเรื่องชีวิตและสุขภาพขึ้นไปอีกขั้นด้วยการประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ “Go Healthier with MTL” สุขภาพดีขึ้นไปกว่าเดิมกับเมืองไทยประกันชีวิต มุ่งดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพทางการเงินให้ดียิ่งขึ้น ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พาร์ทเนอร์ และ Health Ecosystem ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิตได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกก้าว ภายใต้การกำกับดูแลกิจการและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และ มิติบรรษัทภิบาล
พร้อมอยู่เคียงข้างตั้งแต่การวางแผนดูแลเชิงป้องกันเพื่อสุขภาพดีในระยะยาว (Wellness and Prevention) ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพ เช่น เมืองไทยไตรกีฬา เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน เป็นต้น การดูแลเมื่อเจ็บป่วย ผ่านความคุ้มครองที่เลือกได้ตามใจ บริการต่าง ๆ และพาร์ทเนอร์ที่ครอบคลุมอย่างครบวงจร (Diagnosis and Treatment) ไม่ว่าจะเป็น MTL Health Buddy แคร์คัฟเวอร์ สหคลินิก เครือข่ายโรงพยาบาล MTL Smile Hospital Network MTL Global Doctors และ MTL Global Connect เป็นต้น
รวมถึงการดูแลต่อเนื่องหลังการรักษาหรือพักฟื้น รวมไปถึงการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิง ผ่านพาร์ทเนอร์ผู้เชี่ยวชาญ (Post-Treatment) อย่าง Health at Home นายาเรสซิเดนซ์ บาย ลิฟเวล และ พาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพอีกมากมาย ความร่วมกับเครือข่ายโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศภายใต้โครงการ MTL Hospital Smile Network ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงเรียนแพทย์กว่า 145 แห่ง เพื่อยกระดับการดูแลผู้เอาประกันอย่างสะดวกและอุ่นใจ ตั้งแต่การลดความกังวลด้านค่าใช้จ่ายส่วนเกิน การประสานงานประเมินค่าใช้จ่ายก่อนการรักษาอย่างรวดเร็ว ไปจนถึงสิทธิประโยชน์และแพ็กเกจผ่าตัดพิเศษ สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในดูแลลูกค้าอย่างครบวงจร
ทางด้านของการดูแลสุขภาพทางการเงิน เมืองไทยประกันชีวิต ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ สามารถเข้ามาช่วยให้การวางแผนชีวิตเป็นเรื่องง่ายขึ้น เลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับช่วงชีวิตได้ตรงจุด ทั้งผลิตภัณฑ์ทางเลือกในการส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่สะดุด ด้วยแบบประกันภัย “เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่” หรือตัวช่วยให้คุณเบาใจ ในวันที่คุณจากไป ด้วยการวางแผนสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้คนที่คุณรัก ผ่านโครงการ “ShieldLife” รวมถึงประกันรูปใหม่ที่รวมประกันชีวิตและสุขภาพที่ให้คุณดูแลได้ทั้งตัวเองและคนข้างหลังในกรมธรรม์เดียว “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น” พร้อมด้วยประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง ประกันชีวิตควบการลงทุน ประกันอุบัติเหตุ ที่มีอย่างหลากหลาย เข้าถึงได้จริง เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าคนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 เมืองไทยประกันชีวิต ตั้งเป้าเบี้ยรับรวมเติบโต 2-3% จากปี 2568 ที่เติบโต 5% โดยระดับดังกล่าวเป็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และ ไม่ได้ขยายตัวเกินกว่าศักยภาพของตลาด และ กำลังซื้อของประชาชน ซึ่งทิศทางธุรกิจประกันชีวิตยังเผชิญความท้าทายรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โลกธุรกิจในปัจจุบันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากความผันผวนของตลาดการเงิน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และ ความกังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด
ประกอบกับ โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันยังคงพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม รูปแบบ และ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ส่งผลให้การใช้จ่าย และ การกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจแตกต่างจากอดีต ทำให้ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจจะหมุนเวียนได้มากน้อยเพียงใด และ ประชาชนจะมีความพร้อมในการใช้จ่าย รวมถึงการตัดสินใจซื้อประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากประกันยังไม่ถือเป็นปัจจัยจำเป็นอันดับแรกในการใช้จ่ายของหลายครัวเรือน
โดยในปีที่ผ่านมาเบี้ยประกันภัยรับปีแรก(New Business Premium) เติบโตขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบบประกัน Investment-Linked เติบโต 249% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ แบบประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง(รายเดี่ยว) เติบโต 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านคะแนน NPS (Net Promoter Score) สูงขึ้นจาก 75 คะแนน เป็น 78 คะแนน มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio) ณ สิ้นปี 2568 มากกว่า 350% ซึ่งสูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดที่ 140% ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และ ความแข็งแกร่งทางการเงินจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ (Stable Outlook) และ Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA(tha) (Stable Outlook)
ขณะที่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ บรรษัทภิบาล (ESG) เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้านโยบายการสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ จากการประเมินล่าสุดโดย MorningStar Sustainalytics สถาบันวิจัยและจัดอันดับความยั่งยืนระดับโลกด้าน ESG บริษัทฯ สามารถทำคะแนน ESG Risk Rating ได้ที่ 19.9 คะแนน จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ(Low Risk Profile) โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้มาจากความสามารถในการควบคุมความเสี่ยงด้าน ESG ได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของไทยที่เข้าร่วมลงนาม UN-supported Principles for Responsible Investment (PRI) พร้อมด้วยการขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) กับ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) รวมถึงการเข้าเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย(CAC – Thai Private Sector Collective Action Against Corruption) ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3
ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/5” แบบประกันชีวิตที่ “คนซื้อได้ใช้จริง” โดดเด่นด้วยคุ้มครองครอบคลุมทั้งชีวิตและสุขภาพ ครบจบในกรมธรรม์เดียว เปลี่ยนทุนประกันเป็นค่ารักษาพยาบาลได้เมื่ออายุครบ 65 ปี ช่วยให้อุ่นใจด้วยวงเงินสุขภาพพร้อมใช้ในวัยเกษียณ จ่ายตามจริงทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก จ่ายเบี้ยคงที่ 5 ปี ไม่ปรับเพิ่มตามอายุ พร้อมได้ทำการขยายอายุรับประกันตามความต้องการของลูกค้า จากเดิมรับได้ถึงอายุ 45 ขยายเพิ่มเป็นอายุ 55 ปี คุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี กรณีเสียชีวิตทุนประกันที่เหลือสามารถส่งต่อให้คนข้างหลังได้ และ เบี้ยประกันสามารถลดหย่อนภาษีได้
“เรามองว่า ปี 69 ยังคงเป็นปีแห่งความท้าทาย โลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว และ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย เมืองไทยประกันชีวิต เราพร้อมยืนเคียงข้าง และ ดูแลลูกค้าคนสำคัญในทุกช่วงของชีวิตไม่ว่าโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน โดยมุ่งหวังว่าเราจะทำให้ทุกคนมีความสุขและรอยยิ้ม เราจะไม่หยุดยั้งการพัฒนา คิดค้นนวัตกรรม รวมถึงบริการ ที่สามารถเข้าถึงและใช้บริการได้จริง เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีสุขภาพดีในทุกด้าน”นายสาระ กล่าว
ส่วนนโยบายการลงทุนยังเน้นที่ตราสารหนี้(Fixed Income) เป็นหลัก ในขณะที่ตราสารทุนบางส่วนตามกฎระเบียบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหุ้นในประเทศที่ไม่มีความเสี่ยง และ มีการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ ซึ่งบริษัทฯ เป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ระยะสั้น และ ให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตให้มีความสมดุล และ สอดคล้องกับเบี้ยประกันของบริษัทฯ โดยปัจจุบันสินทรัพย์ของบริษัทฯ อยู่ที่ 6.9 แสนล้านบาท
สำหรับกรณีที่ปัจจุบันค่ารักษาพยาบาล หรือ อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) เติบโตขึ้นทุกปีนั้น นายสาระ กล่าวว่า เป็นปัจจัยที่ธุรกิจประกันไม่สามารถควบคุมได้ โดยในปี 2566 Medical Inflation อยู่ในระดับสูงประมาณ 15% และ ปี 2567 ปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ราว 14–14.6% ขณะที่ปี 2568 Medical Inflation ชะลอลงมาอยู่ที่ประมาณ 10–10.8% โดยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นผลมาจากการนำ Co-payment(การร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล) มาใช้ เนื่องจากในปีที่ผ่านมามีผู้เอาประกันที่เข้าเงื่อนไขต้องจ่าย Co-payment น้อย ดังนั้นในปี 2569 แนวโน้ม Medical Inflation เชื่อว่า ยังเติบโต ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีการรักษาใหม่ และ การใช้ AI ทางการแพทย์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากค่ารักษาที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจประกันทางด้านต้นทุนค่าสินไหม การออกแบบความคุ้มครอง การตั้งเบี้ยประกันให้เหมาะสม และ ความสามารถในการดูแลลูกค้าในระยะยาว ทำให้บริษัทฯ ต้องทำงานร่วมกับโรงพยาบาล และ พันธมิตรทางการแพทย์ เพื่อบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงมาตรฐานการรักษา และ ไม่กระทบสิทธิของผู้เอาประกัน


