xs
xsm
sm
md
lg

ผู้บริหารโตโยต้า แนะแนวทางรัฐ ชั่งน้ำหนักให้ดี “สร้าง” หรือ “ขาย”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ส่งสารผ่านบัญชี Facebook ส่วนตัว ตั้งคำถามถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่า วันนี้ประเทศกำลังมุ่งส่งเสริมเพียง “รถ EV” หรือกำลังวางรากฐานเพื่อสร้าง “อุตสาหกรรม EV” ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยอย่างแท้จริง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์
.


ผู้บริหารโตโยต้าชี้ว่า การที่รถ EV ขายในไทยเพิ่มขึ้นจากราคาที่เข้าถึงง่ายและต้นทุนพลังงานต่ำ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ประเด็นสำคัญคือ หากรถเหล่านั้นผลิตจากต่างประเทศ หรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญ ก่อนนำมาประกอบในประเทศเพียงบางขั้นตอน คำถามคือประเทศไทยจะได้รับมูลค่าเพิ่ม การจ้างงาน การพัฒนาเทคโนโลยี และความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนมากน้อยเพียงใดจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

ศุภกรยังตั้งข้อสังเกตถึงสมดุลระหว่างการดึงผู้ลงทุนรายใหม่กับฐานอุตสาหกรรมเดิม โดยตั้งคำถามว่า แม้ไทยอาจได้ผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามา แต่เมื่อเทียบกับระบบซัพพลายเชนที่อาจสูญเสียไปแล้ว ประเทศสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ พร้อมทิ้งประโยคชวนคิดว่า “เสียซูซูกิไปแล้วได้เนต้า มา คือเราจะไปกันแบบนี้หรือ?” สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่นโยบาย EV ของไทยอาจต้องมองไกลกว่ายอดขายรถ ไปถึงการรักษาฐานการผลิต ผู้ผลิตชิ้นส่วน แรงงาน และองค์ความรู้ไว้ในประเทศ


สำหรับข้อความทั้งหมดที่โพสต์ มีดังนี้

เนื่องด้วยในปัจจุบันผมมีอยู่ 2 หน้าที่หน้าที่แรกคือ “ลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น” ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี ก็หมดหน้าที่ 🤣ส่วนหน้าที่ที่ 2 คือ “คนไทย” เป็นหน้าที่ที่ไม่มีวันหมด ดังนั้นผมน่าจะต้องทำหน้าที่คนไทยนานกว่าหน้าที่แรก เว้นแต่โชคดีมากอยู่ไม่ถึง 10 ปีจากนี้ 😅วันนี้จึงขอแชร์มุมมองในฐานะ “คนไทย”ข่าวที่อินโดนีเซียออกมาบอกว่า ถ้า Toyota ย้ายฐานการผลิตมา ต้องการอะไร เค้าพร้อมให้ทุกอย่าง โอ้ว! ช่างดุดันไม่เกรงใจใคร!จากข่าวนี้ สิ่งที่อินโดนีเซียกำลังบอกเราคือ“ไอกำลังจะเข้ามาแข่งกับยูอย่างจริงจังแล้วนะไทยแลนด์”และประเทศไทยควรฟังเสียงนี้ให้ดีเพราะสิ่งที่เค้ากำลังทำ คือพยายามดึง Investment เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


ประเทศไทยสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาไม่ต่ำกว่า 60 ปีเรามีทั้ง Supplier, คน, โรงงาน, Logistics, Engineering และตลาดส่งออก จนเกิดเป็น Automotive Ecosystem ที่ไม่ได้สร้างกันได้ในวันสองวันหรือปีสองปีแต่ข้อได้เปรียบที่เรามีวันนี้ จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 10–20 ปีข้างหน้าหรือเปล่า?

ยิ่งตอนนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมที่ภาครัฐกำลังผลักดัน “EV”ลองออกไปมองโลกกว้างกันดู* จีน EV โตเร็วมาก แต่เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น การเติบโตก็เริ่มชะลอ และการแข่งขันก็รุนแรงจนผู้ผลิตกว่าครึ่งหายไปจากตลาด* ยุโรป EV ยังโตแรง จากทั้ง Environmental Policy และ Regulation* อเมริกาก็อีกแบบ EV อยู่ราว ๆ 10% และลูกค้าเริ่มกลับมาให้ความสนใจ Hybrid มากขึ้น

สิ่งที่เราเรียนรู้จากโลกคือไม่มี Technology เดียวที่เหมาะกับทุกประเทศแต่ละตลาดกำลังหา Technology Mix ที่เหมาะกับตัวเองซึ่งจริงๆ แล้วก็คือแนวคิด Multi-Pathway ที่ Toyota พูดมานานกลับมาที่ประเทศไทย 


ผมคิดว่าเราต้องถามตัวเองให้ชัดว่าเรากำลังส่งเสริม “รถ EV” หรือกำลังสร้าง “อุตสาหกรรม EV”?เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงวันนี้รถ EV ขายในไทยเยอะขึ้นเพราะราคาถูก ค่าพลังงานถูก 

แน่นอนครับ ”เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค“ แบบที่หลายคนพูดแต่ถ้ารถเหล่านั้นผลิตจากต่างประเทศหรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญมาแค่ “ประกอบ” ขันน็อต หยอดกาว เชื่อมสายไฟประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้?

Automotive Industry ไม่ได้มีแค่รถหนึ่งคัน แต่มันคือทั้ง Ecosystem แล้ววันนี้ Ecosystem เหล่านี้กำลังโตไปพร้อมกับยอดขาย EV หรือเปล่า?

และยังมีโจทย์อีกหลายเรื่องที่วันนี้อาจยังไม่เห็นเต็มตา Battery หมดอายุแล้วไปไหน? กำจัดยังไง? ใครรับผิดชอบ?EV มือสองในอีก 5–10 ปีเมื่อเทคโนโลยี battery เปลี่ยน รถจะมี Residual Value เท่าไร? กระทบตลาดมือสองและตัวลูกค้ายังไง?Charging Infrastructure พร้อมแค่ไหน?ถ้า EV เพิ่มขึ้นมากๆ ระบบไฟฟ้าพร้อมหรือยัง?

และเราจะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้จริงหรือเปล่า? เพราะทุกวันนี้ยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า EV ไม่ดีนะครับแต่โจทย์เหล่านี้เราต้องเตรียมให้ทัน ไม่ใช่รอให้ “วัวหาย แล้วค่อยล้อมคอก” เพราะถ้ารอถึงวันที่วัวหาย ควายก็อาจจะไม่อยู่แล้ว

😅ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ไม่ใช่พยายามรักษาอดีตแต่ต้องตอบให้ได้ว่า “อะไรคือเหตุผลที่ ในอนาคตนักลงทุนยังอยากเลือกประเทศไทย?”


และแน่นอน คำตอบต้องไม่ใช่ “แค่ incentive” ที่มาจากการเก็บภาษี ICE แพงๆ เพื่อเอาไปสนับสนุน EV แบบงงๆ จนเราเสีย Suzuki ไปและได้ Neta มา

สิ่งที่ต้องทำคือคัดเลือกและส่งเสริมนักลงทุนที่จริงใจ ที่จะมาสร้าง ecosystem สร้างความสามารถในการแข่งขันผ่านการถ่ายทอด technology พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร ตลอดจน supply chain แบบครบวงจรและที่สำคัญที่สุดคือ“สร้างความมั่นใจว่านโยบายของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่อง” เพราะนักลงทุนไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลงแต่กลัวความไม่แน่นอน


ผมยังเชื่อว่าความสามารถของคนไทยไม่เป็นรองใครในโลกผมยังอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่“ผลิตรถแห่งอนาคต พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต สร้างงานและส่งออกไปทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ”และผมยังมั่นใจว่า ถ้าเราทำได้แบบนั้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็น BEV, HEV, PHEV, Bio-Fuel, Fuel-Cell, Hydrogen หรือ technology อะไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังเป็น Automotive Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

รักนะประเทศไทย