McMurtry Automotive เตรียมนำ Spéirling PURE รุ่นผลิตจริง ออกเปิดตัวต่อสาธารณชนในวันที่ 14 สิงหาคม 2026 ที่งาน The Quail, A Motorsports Gathering ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Monterey Car Week ในสหรัฐฯ ก่อนนำรถไปปรากฏตัวที่สนาม Laguna Seca ในวันที่ 15 สิงหาคม
รถรุ่นผลิตจริงได้รับการปรับปรุงจากต้นแบบครั้งใหญ่ โดย ประมาณ 95% ของชิ้นส่วนเป็นของใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่แบตเตอรี่ ระบบขับเคลื่อน ระบบระบายความร้อน แชสซี ระบบพัดลม ไปจนถึงห้องโดยสาร โดย McMurtry ระบุว่าได้นำความคิดเห็นจากลูกค้ากลุ่มแรกที่วางเงินจองมาประกอบการพัฒนาด้วย
เพิ่มแบตเตอรี่จาก 60 เป็น 100 kWh เพื่อวิ่งในสนามได้นานขึ้น
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ เพิ่มความจุแบตเตอรี่จาก 60 kWh เป็น 100 kWh โดยใช้เซลล์ Molicel P50B NCA 21700 จุดประสงค์หลักคือเพิ่มระยะเวลาในการขับขี่บนสนามต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
แบตเตอรี่ยังออกแบบเป็นโมดูล เพื่อรองรับการพัฒนาหรืออัปเกรดเทคโนโลยีในอนาคต ขณะที่มอเตอร์ Helix รุ่นใหม่ให้แรงบิดเพิ่มขึ้นและทำงานร่วมกับชุดเกียร์ที่ได้รับการปรับปรุง
ระบบ Regenerative Braking สามารถนำพลังงานจากการชะลอรถกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ได้สูงสุด 200 kW และสามารถทำงานได้ในทุกระดับประจุของแบตเตอรี่
Spéirling PURE ยังคงมีกำลังสูงสุดประมาณ 1,000 แรงม้า ส่งกำลังไปยังล้อหลัง และตามข้อมูลของ McMurtry สามารถเร่ง 0–60 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 0–96 กม./ชม. ได้ใน 1.55 วินาที และทำความเร็วสูงสุดประมาณ 305 กม./ชม.
ตัวรถยาวขึ้นเพื่อรองรับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่
แบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นทำให้ McMurtry ต้องปรับโครงสร้างของรถ โดยเพิ่มระยะฐานล้อจาก 2.0 เมตรเป็น 2.2 เมตร
ทีมวิศวกรยังย้ายระบบระบายความร้อนของชุดขับเคลื่อนจากด้านหลังมาไว้ด้านหน้า เพื่อปรับการไหลเวียนของอากาศและการจัดการความร้อน พร้อมพัฒนาโครงสร้าง Carbon Fibre Monocoque ใหม่ให้รองรับมาตรฐานความปลอดภัยของมอเตอร์สปอร์ตในหลายประเทศ
ตำแหน่งเสา A ก็ถูกปรับใหม่เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้ขับ
ห้องโดยสารกว้างขึ้น เข้า-ออกรถง่ายกว่าเดิม
แม้ Spéirling PURE จะเป็นรถสำหรับสนามแบบที่นั่งเดียว แต่รุ่นผลิตจริงได้รับการปรับให้ใช้งานสะดวกกว่ารถต้นแบบ
McMurtry เพิ่ม พื้นที่ช่วงขาและข้อศอก รวมถึงขยายช่องประตูให้กว้างขึ้น เพื่อให้ผู้ขับเข้าและออกจากรถได้ง่ายกว่าเดิม
บริเวณใต้ปีกหลังแบบ Swan-neck ยังเพิ่มพื้นที่เก็บของสำหรับหมวกกันน็อกและอุปกรณ์ HANS
ตัวรถติดตั้งไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน และไฟเบรกครบ เพื่อให้สามารถนำไปขับในสนามช่วงเย็นหรือกลางคืนได้
ปรับระบบพัดลมสร้างแรงกดใหม่
เอกลักษณ์สำคัญของ Spéirling PURE คือระบบพัดลมที่ใช้สร้างแรงกดใต้ท้องรถ โดยรุ่นผลิตจริงได้รับการออกแบบใหม่ทั้ง ใบพัด มอเตอร์ และระบบระบายความร้อน รวมถึงย้ายตำแหน่งอุปกรณ์เพื่อช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของรถ
ระบบ Downforce-on-Demand ของ McMurtry สามารถสร้างแรงกดได้สูงสุดถึง 2,000 กิโลกรัมตั้งแต่ความเร็ว 0 กม./ชม. โดยไม่จำเป็นต้องรอให้รถมีความเร็วสูงเหมือนระบบแอโรไดนามิกแบบทั่วไป
นอกจากนี้ รถรุ่นผลิตจริงยังมีเครื่องอัดอากาศติดตั้งอยู่ภายใน ทำให้ผู้ขับสามารถยก Skirt ใต้ท้องรถขึ้นเมื่อต้องนำรถขึ้นเทรลเลอร์ได้ โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อัดอากาศภายนอกเหมือนรถต้นแบบ
เปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยไฮดรอลิก
McMurtry เปลี่ยนจากระบบพวงมาลัยไฟฟ้าในรถต้นแบบมาเป็น พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฮดรอลิก พร้อมระบบวาล์วในลักษณะที่ใช้กับรถ Formula 1
ช่วงล่างถูกปรับให้มีระยะการเคลื่อนตัวมากขึ้น และเพิ่มความสูงจากพื้นในระดับใช้งานปกติประมาณ 20%
ยาง Slick ของ Michelin ในรุ่นผลิตจริงมีขนาดกว้างขึ้น โดย ยางหน้ากว้างขึ้น 11% และยางหลังกว้างขึ้น 3% และสามารถใช้ยางที่มีจำหน่ายทั่วไป แทนการพึ่งยางที่ผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับรถเพียงรุ่นเดียว
ลูกค้ายังสามารถเลือกติดตั้งโช้กที่ปรับตั้งค่าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติมได้
ผลิตไม่เกิน 100 คัน ราคาเริ่มประมาณ 43 ล้านบาท
McMurtry วางแผนผลิต Spéirling PURE ไม่เกิน 100 คัน และมีกำหนดเริ่มส่งมอบรถให้ลูกค้าชุดแรกภายในช่วงปลายปี 2026
ราคาจำหน่ายเริ่มต้นอยู่ที่ 995,000 ปอนด์ หรือประมาณ 43 ล้านบาท โดยตัวเลขเงินบาทเป็นการแปลงค่าเงินโดยประมาณ และราคาจริงยังขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงซื้อขาย
Spéirling PURE รุ่นผลิตจริงจึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้น แต่ McMurtry ปรับรถเกือบทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนจากรถต้นแบบสมรรถนะสูงให้เป็นรถสำหรับสนามที่ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของและใช้งานได้สะดวกขึ้น โดยยังคงสมรรถนะและระบบพัดลมสร้างแรงกดซึ่งเป็นจุดเด่นของ Spéirling เอาไว้
ที่มา: Interesting Engineering / McMurtry Automotive


