xs
xsm
sm
md
lg

สรุปบทเรียน "สถานประกอบการสุขภาวะ" อิมเมจิน ไทยแลนด์ฯ ชี้การดูแลสุขภาวะพนักงานคือ "การลงทุน" ไม่ใช่ต้นทุน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อิมเมจิน ไทยแลนด์ มูฟเมนท์ ภายใต้ "โครงการร่วมพัฒนาพื้นปลอดภัย ปลอดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพในชุมชนและสถานประกอบการ ด้วยมาตรการชุมชน มาตรการองค์กร" สนับสนุนโดย สสส. ได้ทำการสรุปบทเรียนขับเคลื่อนสถานประกอบการสุขภาวะ และผลจากการทำศึกษาวิจัยสถานประกอบการสุขภาวะ ที่ยืนยันว่า "สุขภาวะของคนทำงาน" คือปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับผลประกอบการและความยั่งยืนขององค์กร ดังนั้น การดูแลสุขภาวะพนักงานจึงคือ"การลงทุน" ไม่ใช่ "ต้นทุน"

ดร. อุดม หงส์ชาติกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ห้องปฏิบัติการทางสังคม (ประเทศไทย) ผู้นำการขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะ ภายใต้ อิมเมจิน ไทยแลนด์ มูฟเมนท์ (Imagine Thailand Movement)
ดร. อุดม หงส์ชาติกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ห้องปฏิบัติการทางสังคม (ประเทศไทย) ผู้นำการขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะ ภายใต้ อิมเมจิน ไทยแลนด์ มูฟเมนท์ (Imagine Thailand Movement) กล่าวว่า จากการขับเคลื่อนสถานประกอบการสุขภาวะ ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมราชบุรี โดยมีสถานประกอบการ รวม 14 แห่ง รวมถึงบริษัทอำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด จ.นครปฐม ร่วมขับเคลื่อน โดยมีการประชุม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากรของแต่ละสถานประกอบการ ที่ดูแลเรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ความปลอดภัย ชีวอนามัย รวมถึงสิ่งแวดล้อม ตลอดจนให้แนวคิดการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ การส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะในองค์กร เช่น การขับขี่ปลอดภัย การสร้างวัฒนธรรมสะกิดเตือนด้วยความรัก การรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด และมีการทำวิจัยสุขภาวะของพนักงานในสถานประกอบการ นำไปสู่การจัดทำสรุปบทเรียนจากการขับเคลื่อน และจัดทำเป็น White Paper เพื่อเผยแพร่ให้สถานประกอบการที่สนใจ นำไปปรับใช้แล้ว โดยสามารถติดต่อขอรับได้ที่ imaginethailandmovement@gmail.com

“เป็นที่น่าดีใจที่สถานประกอบการต่างๆ ให้ความสนใจเรื่องสุขภาวะในองค์กรมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา จากความร่วมมือของผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมราชบุรี ทำให้เรามีโอกาส ได้ทำงานร่วมกับสถานประกอบการ และสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาสถานประกอบการสุขภาวะต้นแบบ”


สำหรับแนวทางในการเริ่มพัฒนาสถานประกอบการสุขภาวะ ดร. อุดม กล่าวว่าสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก โดยไม่ว่าจะมีข้อจำกัดอะไร ขอให้เริ่มลงมือทำแล้วค่อยๆต่อยอด ดังนี้

1. เริ่มจาก จุดเล็กๆ ที่จับต้องได้ เช่น พื้นที่พักใจ พื้นที่ฟังกัน ให้ผู้คนได้แลกเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ทำงาน
2. ค่อยๆ เชื่อมโยงสุขภาวะเข้ากับเป้าหมายขององค์กร เช่น ผลประกอบการ ความผูกพันของทีม
3. สร้างเรื่องเล่า storytelling จากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ
4. มองสุขภาวะเป็น วัฒนธรรมองค์กร ไม่ใช่แค่นโยบาย

ตัวอย่างการพัฒนาสู่สถานประกอบการสุขภาวะ ที่แต่ละองค์กรสามารถนำไปปรับใช้ได้เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสุขภาพ ด้วยการเพิ่มห้องพักผ่อน พื้นที่สีเขียว การปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน การส่งเสริมกิจกรรมร่วมกันของพนักงาน ด้วยการทำโครงการวิ่งเพื่อสุขภาพ ชมรมโยคะ กิจกรรมจิตอาสา ซึ่งนอกจากช่วยลดความเครียดแล้วยังสร้างเสริมความสัมพันธ์ในทีม หรือการสื่อสารแนวคิดสุขภาวะให้เชื่อมโยงกับความสำเร็จขององค์กร: เช่น การแสดงข้อมูลว่าองค์กรสุขภาวะช่วยลดอัตราการลา ลดการเปลี่ยนงาน และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า


“หัวใจสำคัญ ในการพัฒนาสถานประกอบการสุขภาวะ นอกจากผู้บริหารระดับสูงเห็นด้วยแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ การส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสุขภาวะ เพื่อให้มาตรการต่าง ๆ เกิดจากความรู้สึกเป็นเจ้าของ Ownership ไม่ใช่แค่การสั่งจากบนลงล่าง โดยอาจจะมีการตั้งคณะกรรมการสุขภาวะขึ้นอย่างเป็นทางการ หรือรวมเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในคณะทำงานเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตลอดจนคณะทำงาน Happy Workplace อย่างไรสำหรับหน่วยงานที่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว และทำมาโดยตลอด สิ่งที่อยากให้ทำเป็นรูปธรรมคือ การประกาศนโยบายหรือเป้าหมายในการเป็นสถานประกอบการสุขภาวะอย่างเป็นทางการ อันจะช่วยทำให้การขับเคลื่อนมีความต่อเนื่อง ยั่งยืน”

14 บริษัท ที่เข้าร่วมขับเคลื่อนสถานประกอบการสุขภาวะ อิมเมจิน ไทยแลนด์ มูฟเมนท์ ในช่วงที่ผ่านมาประกอบด้วย บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด และ อีก 13 บริษัทในนิคมอุตสาหกรรมราชบุรี คือ 1. บริษัท ไทยแทน ฟู้ดส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 2.บริษัท เอแอนด์เอ็ม แคสติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด 3.บริษัท ราชราตัน ไทย ไวร์ จำกัด 4.บริษัท ไคฮาระ (ประเทศไทย) จำกัด 5.บริษัท โบทานี เพ็ทแคร์ จำกัด 6.บริษัท มหาชัยพัฒนาที่ดิน จำกัด 7.บริษัท ทรัยแทคท์ จำกัด 8.บริษัท ไดมอนด์พรีเสิร์ฟ ฟู้ด จำกัด 9.บริษัท โรงงานลักกี้สตาร์การทอ จำกัด 10.บริษัท เออิโย(ประเทศไทย) จำกัด 11.บริษัท ลักกี้กลาส จำกัด 12.บริษัท อิเคบานา เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 13.บริษัท อัลมิต(ไทยแลนด์) จำกัด


สำหรับผลวิจัยสถานประกอบการสุขภาวะ ที่ Imagine Thailand Movement ได้ทำการศึกษา พบความสัมพันธ์ชัดเจนระหว่างสุขภาวะพนักงานกับค่าใช้จ่ายขององค์กร ทั้งค่าใช้จ่ายตรง เช่น ค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพ และค่าใช้จ่ายแฝง เช่น การลาป่วย การมาทำงานสาย และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง นอกจากนี้เมื่อศึกษางานวิจัยในต่างประเทศ พบตรงกันว่าการลงทุนในสุขภาวะสามารถสร้างผลตอบแทนสูงถึง 3.15 ดอลลาร์ต่อทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุน ขณะที่งานวิจัยของ World Economic Forum และ McKinsey Health Institute (2025) ชี้ว่า การลงทุนในสุขภาพองค์รวมของพนักงานสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 17–55% ของรายรับต่อพนักงานต่อปี เพิ่มผลผลิตการทำงาน 10–21% ลดการลาออก 11% และช่วยดึงดูดบุคลากรคุณภาพ การมีสุขภาวะดีจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนการเติบโตทางธุรกิจและยังเป็นการดำเนินงานตามแนวทาง ESG

“เป็นที่ชัดเจนว่า การสร้างสุขภาวะในสถานประกอบการไม่ใช่ “ต้นทุน” แต่คือ “การลงทุน” เพราะเมื่อพนักงานมีร่างกายแข็งแรง จิตใจที่ดี และสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน องค์กรก็จะได้ทั้งประสิทธิภาพ ผลประกอบการ และความยั่งยืนในระยะยาว การลงทุนในสุขภาวะของคนทำงานไม่เพียงทำให้ธุรกิจอยู่รอดและมีกำไร แต่ยังสร้างความยั่งยืนให้กับทุกฝ่าย และสุขภาวะไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่ภารกิจเพื่อสังคม แต่คือการลงทุนกับคนที่เราทำงานด้วยทุกวัน สุขภาพกายดี ใจดี สังคมดี คือพื้นฐานให้ทุกอย่างในองค์กรเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันคนทำงานก็สามารถเริ่มเรื่องนี้ได้โดยทันที เพราะสุขภาวะเริ่มได้จากตัวเราเอง เพื่อคนที่เรารัก และเพื่อสังคม”สุขภาวะที่ดีเริ่มได้จากตัวเรา และประโยชน์จะส่งต่อไปถึงคนที่เรารัก องค์กร และสังคม”


ดร. อุดม หงส์ชาติกุล กล่าวเพิ่มเติมว่า แท้จริงแล้ว สุขภาวะไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีโรคหรือการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงเท่านั้น แต่หมายถึง คุณภาพของชีวิต ในที่ทำงาน ที่ส่งผลต่อใจ ผลิตภาพ และความสุขของคนในองค์กรอย่างยั่งยืน

สำหรับความท้าทายในการขับเคลื่อน ดร. อุดม กล่าวว่า กรอบความคิด Mindset ของผู้นำ ผู้บริหาร คือความท้าทายที่สำคัญ เพราะหลายคนยังมองว่าการลงทุนในเรื่องสุขภาวะเป็น “ต้นทุน” ไม่ใช่ “การลงทุนเชิงกลยุทธ์” ที่จะคืนกลับมาด้วยความผูกพันต่อองค์กรและประสิทธิภาพการทำงานของทีม นอกจากนี้ความท้าทายยังมาจากมาตรการเดิมที่ทำให้เข้าใจว่าเพียงพอแล้ว โดยหลายแห่งมีนโยบายเรื่องสุขภาพเชิงป้องกันอยู่แล้ว แต่ยังขาดการสร้างวัฒนธรรมเชิงบวกและระบบสนับสนุนที่ต่อเนื่อง อีกความท้ายคือการวัดผลลัพธ์: การเปลี่ยนแปลงในด้านสุขภาวะ ซึ่งมักจะเห็นผลในระยะยาว ทำให้ยากต่อการโน้มน้าวผู้บริหารที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้น และอีกประเด็นสำคัญคือ แรงต้านจากวัฒนธรรมองค์กรเดิม เนื่องจากบางองค์กรมีวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นการแข่งขันสูง หรืออยู่ในสภาวะความเครียดเรื้อรัง ทำให้การแทรกเรื่อง “ความสุข” ถูกมองว่าเป็นสิ่งรอง

ผู้สนใจติดตามความเคลื่อนไหวการขับเคลื่อนสังคมสุขภาวะ Imagine Thailand Movement
สามารถดูรายละเอียดได้ทาง FacebookPage: ImagineThailandMovement https://www.facebook.com/imaginethailandmovement/




กำลังโหลดความคิดเห็น