ปราจีนบุรี – “ดร.สนธิ” จี้รัฐบาลพิจารณาใช้มาตรา 9 และ 10 พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ รับมือวิกฤตมลพิษปราจีนบุรี หลังน้ำท่วมพบคราบสีรุ้ง น้ำดำ และข้อกังวลกากสารเคมีไหลลงแหล่งน้ำ หวั่นกระทบสุขภาพประชาชนและลุกลามจังหวัดอื่นในภาคตะวันออก แนะเร่งตรวจสอบ ควบคุมต้นตอ จัดหาน้ำสะอาด และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.ปราจีนบุรี กำลังกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะหลังระดับน้ำลดลงกลับพบปัญหาน้ำสีดำ คราบสีรุ้งคล้ายน้ำมัน และข้อกังวลเรื่องน้ำชะขยะหรือกากสารเคมีจากพื้นที่อุตสาหกรรมไหลลงสู่แหล่งน้ำผิวดิน ตั้งแต่แควพระปรงไปจนถึงแม่น้ำปราจีนบุรี จนเกิดความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนและระบบนิเวศ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานปลาตายจำนวนมากในบางพื้นที่ รวมถึงปัญหาน้ำเน่าเสียและข้อกังวลด้านสุขภาพของประชาชน ทำให้ต้องเร่งตรวจสอบว่ามีสารปนเปื้อนจากกากอุตสาหกรรมหรือไม่ และมีผลกระทบต่อแหล่งน้ำที่ชุมชนใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์ ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การตรวจสอบสารปนเปื้อน การจัดหาแหล่งน้ำสะอาด ตลอดจนการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้กลับมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชนก่อนปัญหาจะขยายวงกว้างไปยังจังหวัดอื่นในภาคตะวันออก
ดร.สนธิ ชี้ว่า เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลมีเครื่องมือทางกฎหมายที่สามารถนำมาใช้เพื่อควบคุมและบรรเทาความเสียหายได้ โดยเฉพาะมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการหรือร่วมกันดำเนินการเพื่อควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผลร้ายจากเหตุฉุกเฉินหรือเหตุภยันตรายต่อสาธารณชน อันเกิดจากภัยธรรมชาติหรือภาวะมลพิษที่อาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย หรือสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างมาก
อำนาจดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลสามารถบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าจัดการสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยนายกรัฐมนตรีสามารถมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทนในพื้นที่ เพื่อให้การควบคุมและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างทันท่วงที ขณะที่มาตรา 10 กำหนดให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่กำหนดมาตรการป้องกัน แก้ไข ระงับ หรือบรรเทาเหตุฉุกเฉินหรือเหตุภยันตรายจากภาวะมลพิษตามมาตรา 9 รวมถึงจัดทำแผนฉุกเฉินรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า
รัฐบาลควรพิจารณาใช้กลไกตามกฎหมายดังกล่าว
เพื่อจัดการวิกฤตมลพิษในปราจีนบุรีอย่างเป็นระบบ ไม่ควรปล่อยให้การแก้ไขปัญหาจำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบเป็นรายจุดหรือรอให้ประชาชนร้องเรียน แต่ต้องเร่งควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ ตรวจสอบเส้นทางการแพร่กระจายของสารปนเปื้อน และกำหนดมาตรการคุ้มครองประชาชนอย่างชัดเจน และสิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน คือการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ดิน และตะกอนในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงติดตามผลกระทบต่อประชาชนที่อาจสัมผัสสารปนเปื้อน จัดหาแหล่งน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค และประเมินความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อกำหนดมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาอย่างเหมาะสม
ดร.สนธิ ยังเตือนว่า ภาคตะวันออกมีโรงงานคัดแยก ฝังกลบ และรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทั้งกิจการที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและกิจการที่มีข้อกังวลเรื่องการกำกับดูแล หากไม่เร่งจัดการปัญหาที่ปราจีนบุรีให้ชัดเจน อาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญต่อจังหวัดอื่น ทั้งชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีความเสี่ยงจากปัญหาการจัดการของเสียอุตสาหกรรมเช่นกัน
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการทางกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพื่อหยุดยั้งการแพร่กระจายของมลพิษ ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และคืนความปลอดภัยให้ประชาชน ก่อนที่ปัญหาจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพของชุมชนในระยะยาว


