บุรีรัมย์- จบด้วยดี! ตำรวจเจ้าหนี้ยอมคืนที่นา เอกสาร ส.ป.ก.ตัวจริง ให้ครอบครัวพิการ 6 ชีวิต อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ พร้อมยกหนี้ที่เหลือ 85,000 ตามที่ระบุในสัญญากู้ยืมให้ด้วย เพื่อจบข้อพิพาท หลัง ผกก.ประโคนชัย ร่วมกับหลายภาคส่วนช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ป้าและครอบครัวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ช่วยเหลือและขอบคุณเจ้าหนี้ที่ยอมยกหนี้ที่เหลือให้
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีที่นางถูก อายุ 59 ปี ชาวตำบลแสลงโทน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งพิการทางการได้ยิน ได้ร้องขอความช่วยเหลือ อ้างว่าไปกู้ยืมเงินจากตำรวจนายหนึ่งจำนวน 20,000 บาท เมื่อประมาณปี 2557 เพื่อนำไปใช้หนี้กองทุนหมู่บ้าน ต่อมาภายหลังกู้ยืม 3 – 4 ปี ได้นำเงินไปชำระคืน 40,000 บาท และเข้าใจว่าเป็นการปิดหนี้แล้ว แต่กลับถูกยึดที่นาเกือบ 1 ไร่ไปทำกิน ทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากที่นาดังกล่าวไว้สำหรับทำกินเลี้ยงครอบครัว 8 ชีวิต ในจำนวนนี้เป็นผู้พิการถึง 6 คน
ขณะที่ทางตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ออกมาชี้แจง พร้อมยืนยันยอดหนี้ทั้งหมดไม่ใช่ 20,000 บาท ตามที่ป้ากล่าวอ้าง แต่ป้า มากู้ยืมหลายครั้ง และไม่เคยมาชำระเงินต้นและจ่ายดอกเบี้ย ตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญากู้ยืม จนสุดท้ายป้า บอกว่าไม่สามารถหาเงินมาชำระคืนได้ และเซ็นยินยอม ยกที่นาเนื้อที่ประมาณ 3 งานให้ทำกินแทนยอดหนี้ ไม่ได้เข้าไปยึดตามที่ถูกร้องเรียน
ภายหลังที่มีการร้องเรียน พ.ต.อ.วิษณุ อาภรณ์พงษ์ ผู้กำกับการ(ผกก.) สภ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอประโคนชัย ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายกเทศมนตรีตำบลแสลงโทน และผู้ใหญ่บ้าน ก็ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งหาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงมอบสิ่งของช่วยเหลือครอบครัวพิการซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางในเบื้องต้น
อย่างไรก็ตามภายหลังตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า พบว่านางถูก ได้ไปกู้ยืมเงินจากตำรวจที่เป็นเจ้าหนี้จริง รวมยอดหนี้เป็นเงินต้นทั้งหมด 125,000 บาท มีการทำสัญญาเงินกู้ทั้งหมด 4 ฉบับ ยอดแรกเมื่อปี 2558 ป้าถูกได้กู้เงินจากตำรวจ 35,000 บาท โดยป้า ได้นำเอกสาร ส.ป.ก.ตัวจริงมาวางค้ำเป็นหลักประกันไว้ ยอดที่สองป้า ได้ไปกู้เงินตำรวจอีก 40,000 บาท โดยมีการนำเอกสาร ส.ป.ก.ตัวจริงของนางเรือง ซึ่งเป็นพี่สาว ไปวางค้ำเป็นหลักประกัน ซึ่งยอดนี้ได้มีการคืนเฉพาะเงินต้นให้ตำรวจไปแล้ว 40,000 บาท ซึ่งทางตำรวจก็ได้คืนเอกสาร ส.ป.ก.ให้ป้าคืนไปด้วย
หลังจากนั้นป้าถูก ก็ได้มากู้ยืมเงินจากตำรวจอีก 2 ครั้ง รวมยอดหนี้ 50,000 บาท ซึ่งยอดหนี้ที่เหลือ 85,000 บาทไม่รวมดอกเบี้ย ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ป้า ไม่เคยไปชำระทั้งต้นและดอกเบี้ยเลย จากนั้นปี 2562 ตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหนี้ จึงได้เข้าไปทำนาในเนื้อที่ 2 งาน 83 ตาราวาง ตามที่ป้าได้เซ็นยินยอมให้เข้าทำกินแทนหนี้ที่ไม่มีเงินไปชำระ
เมื่อทราบข้อเท็จจริงทางผู้กับการ สภ.ประโคนชัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้เชิญทั้งป้า ซึ่งเป็นลูกหนี้ รวมถึงตำรวจที่เป็นเจ้าหนี้ ไปเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่ สภ.ประโคนชัย ผลการไกล่เกลี่ยทางตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหนี้ก็ยินยอมคืนที่นา และเอกสาร ส.ป.ก.ฉบับจริงที่ป้านำมาวางเป็นหลักประกันเงินกู้ คืนให้กับป้า พร้อมทั้งยอมยกหนี้ที่ยังค้างอยู่ 85,000 บาทให้ด้วย เพื่อยุติข้อพิพาท โดยได้มีการทำบันทึกข้อตกลงเอาไว้
ส่วนนาข้าวที่ทำไปแล้วหลังจากเก็บเกี่ยวฤดูกาลนี้แล้ว ทางครอบครัวป้า ก็สามารถเข้าไปทำกินได้เหมือนเดิม หลังจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ติดใจเอาเรื่องซึ่งกันและกัน ทำให้ปัญหาพิพาทที่เกิดขึ้นจบลงด้วยดี สร้างความดีใจให้กับป้า และครอบครัวพิการ
โดยป้าถูก ซึ่งเป็นลูกหนี้ พร้อมพี่สาว และพี่เขย บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีใจที่เจ้าหนี้ยอมคืนที่นา และเอกสาร ส.ป.ก.ตัวจริงให้ จากก่อนหน้านี้กินไม่ได้นอนไม่หลับเลย เพราะครอบครัวซึ่งพิการถึง 6 คน ก็มีรายได้จากการเก็บของเก่าขาย และเบี้ยคนพิการประทังชีวิต ก็มีที่นาที่ไว้ทำกินเลี้ยงครอบครัว ขอขอบคุณผู้กำกับประโคนชัย และทุกภาคส่วนที่ช่วยเหลือเจรจาไกล่เกลี่ย และขอบคุณเจ้าหนี้ที่ยอมยกหนี้ที่เหลือให้ ส่วนยอดหนี้ที่อาจจะไม่ตรงกันนั้น ขอไม่พูดถึงเพื่อให้ปัญหาทุกอย่างยุติตามข้อตกลง


