xs
xsm
sm
md
lg

ถนนเส้นหลักทุกสายน้ำในเมืองแปดริ้ว แห้งหมดแล้ว แต่คราบน้ำตาเกษตรกรยังอยู่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ฉะเชิงเทรา – สถานการณ์น้ำท่วมถนนสายหลักเริ่มคลี่คลาย รถทุกชนิดกลับมาสัญจรได้เกือบทุกเส้นทาง แต่ชาวสวนมะม่วง ต.คลองเขื่อน ยังเผชิญความสูญเสีย หลังน้ำท่วมขังตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. ทำไม้ผลเสียหายกว่า 80% นาข้าวใกล้เก็บเกี่ยวจมน้ำทั้งหมู่บ้าน เกษตรกรรุ่นใหม่เผยรายได้ปีละ 3-4 แสนบาทหายวับ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีเริ่มต้นใหม่ ขณะที่ประธานสหกรณ์ชาวสวนมะม่วงเผย ก่อนน้ำท่วมผลผลิตกำลังขายได้ราคาดี

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา พบว่าระดับน้ำบนถนนสายหลักหลายเส้นทางลดลงจนเกือบแห้ง เหลือเพียงบางจุดที่ยังมีน้ำไหลตัดผ่านบริเวณขอบไหล่ทางเล็กน้อย รถยนต์ทุกชนิดสามารถสัญจรได้ตามปกติ โดยเฉพาะถนนสาย 3121 บางคล้า-แปลงยาว ซึ่งเป็นเส้นทางเศรษฐกิจเชื่อมตลาดบางบ่อ มุ่งหน้าเข้าสู่ อ.แปลงยาว และนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ หลังถูกน้ำไหลบ่าท่วมเส้นทางต่อเนื่องเกือบ 1 เดือน

ส่วนถนนวนภูติ อ.บางคล้า เส้นทางเชื่อมไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ศูนย์บางคล้า สาขาหัวไทร ต.หัวไทร ตลอดจนพื้นที่ ต.บางกระเจ็ด และ อ.ราชสาส์น ระดับน้ำบนผิวจราจรลดลงกลับสู่ภาวะปกติแล้ว เช่นเดียวกับบริเวณลานวัดปากน้ำโจ้โล้ ซึ่งก่อนหน้านี้มีน้ำท่วมขังสูงกว่า 60 เซนติเมตร ขณะนี้น้ำลดลงหมดแล้ว เหลือเพียงบริเวณลานหน้าเสาธงโรงเรียนวัดปากน้ำโจ้โล้ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำที่ยังมีน้ำขังอยู่

อย่างไรก็ตาม แม้เส้นทางคมนาคมเริ่มกลับมาใช้ได้ แต่ความเสียหายในพื้นที่เกษตรกรรมยังคงปรากฏชัด โดยเฉพาะสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองชื่อดัง บริเวณหมู่ 3 ต.คลองเขื่อน อ.คลองเขื่อน ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำบางปะกงกับวัดหัวไทร เกษตรกรหลายรายต้องสูญเสียทั้งไม้ผลและนาข้าวจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

นายฐิติพร พุ่มอรุณ อายุ 35 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่ เปิดเผยว่า มีพื้นที่ทำสวนมะม่วงและสวนมะพร้าวรวม 13 ไร่ และทำนาข้าวอีก 4 ไร่ ขณะนี้ต้นไม้ในสวนเสียหายแล้วกว่า 80% ยังไม่แน่ใจว่าจะฟื้นฟูสวนให้กลับมาเหมือนเดิมได้หรือไม่ รายได้จากสวนที่เคยมีปีละประมาณ 300,000-400,000 บาท ต้องสูญเสียไปกับน้ำท่วมทั้งหมด หากเริ่มปลูกมะม่วงใหม่ด้วยกิ่งพันธุ์จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี จึงจะกลับมามีผลผลิตได้อีกครั้ง

มะม่วงที่ได้รับความเสียหายมีหลายสายพันธุ์ ทั้งมันเดือนเก้า ขายตึก แก้วขมิ้น น้ำดอกไม้สีทอง และน้ำดอกไม้เบอร์ 4 รวมถึงพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ภายในสวน นายฐิติพรระบุว่า อาจต้องปรับพื้นที่บางส่วนไปทำบ่อเลี้ยงปลา ยกร่องสวนใหม่ หรือปรับเป็นเกษตรแบบผสมผสาน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาชดเชยความเสียหายอย่างเหมาะสม เพราะการฟื้นฟูอาชีพต้องใช้ทั้งเงินทุนและเวลา

เกษตรกรรายนี้ยังระบุว่า เคยเผชิญน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ซึ่งทำให้สวนมะม่วงเสียหายทั้งหมด ก่อนเริ่มต้นปลูกใหม่ในปี 2555 แต่กลับถูกน้ำท่วมซ้ำอีกในปี 2556 ทำให้ต้องสูญเสียผลผลิตอีกครั้ง การเกิดน้ำท่วมซ้ำซากจึงทำให้เริ่มท้อแท้กับการทำสวน แม้ยังต้องการสืบทอดอาชีพจากบิดาต่อไปก็ตาม ขณะเดียวกัน นาข้าวในหมู่ 3 ต.คลองเขื่อน ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทั้งที่เหลือเวลาอีกประมาณ 20 วันจะถึงกำหนดเก็บเกี่ยว โดยประเมินว่าพื้นที่เกษตรของทั้งหมู่บ้านได้รับผลกระทบเกือบทั้งหมด

ด้านนายอำนาจ ตันเฉี่ยง อายุ 59 ปี ประธานสหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วงจังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด กล่าวว่า ก่อนเกิดน้ำท่วม เกษตรกรกำลังมีรายได้ดีจากมะม่วงทวายเดือนเก้า ซึ่งมีราคาสูงขึ้นหลังผลผลิตจากกัมพูชาไม่เข้ามาในตลาด ประกอบกับมะม่วงนอกฤดูที่ให้ราคาดี แต่เมื่อน้ำเริ่มท่วมขังสวนตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. เกษตรกรกลับต้องเผชิญความเสียหายอย่างหนัก ทั้งที่ก่อนหน้านี้กำลังมีความหวังจากราคาผลผลิตที่ดีขึ้น

นายอำนาจกล่าวว่า เฉพาะสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเกรดส่งออกของตนเอง ซึ่งมีพื้นที่ 9 ไร่ ปีที่ผ่านมาเก็บผลผลิตได้ประมาณ 5-7 ตัน ขายในราคากิโลกรัมละกว่า 100 บาท สร้างรายได้จากผลผลิตเกรดส่งออกปีละประมาณ 400,000-500,000 บาท และยังมีรายได้จากตลาดภายในประเทศ ทำให้มูลค่าผลผลิตรวมของสวนดังกล่าวไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทต่อปี แต่ขณะนี้ต้องสูญเสียรายได้จากน้ำท่วม ขณะที่การปรับพื้นที่และปลูกใหม่ต้องใช้เงินลงทุนอย่างน้อย 500,000-600,000 บาท

นอกจากนี้ สวนมะม่วงบนพื้นที่รวมกว่า 55 ไร่ของนายอำนาจ ยังเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานด้านการผลิตมะม่วง มีทั้งผู้สนใจจากประเทศไทย ญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรปเข้ามาเยี่ยมชมเป็นกลุ่ม แต่หลังสวนได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมจนไม่เหลือผลผลิตให้ศึกษาแล้ว จึงกระทบทั้งรายได้จากการจำหน่ายมะม่วงและกิจกรรมเรียนรู้ที่เคยสร้างโอกาสให้เกษตรกรในพื้นที่ด้วย