xs
xsm
sm
md
lg

ศึกทวงคืนที่ดินวัดป่าอดุลยาราม! ตร.จ่อหมายเรียก "ป้าดา" พร้อมพวกปิดทางเข้า-ออกวัด ลูกสาวนายเฮียงอ้างพ่อแค่เอาโฉนดมาโชว์ ไม่ได้ยกที่ให้วัด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ตำรวจออกหมายเรียกป้าดา พร้อมพวกบุกรุกปิดทางเข้า-ออก วัดป่าอดุลยาราม
ศูนย์ข่าวขอนแก่น-ตำรวจออกหมายเรียกป้าดา ทายาทนายเฮียง ทวงคืนที่ดินสร้างวัดป่าอดุลยารามพร้อมพวก บุกรุกปิดทางเข้าออกวัด ด้านนางบัวเรียน ลูกสาวนายเฮียง ยืนยันพ่อมีเจตนาสร้างวัดจริง แต่ไม่ได้ยกที่ให้วัด อ้างวันที่ถ่ายภาพแค่นำโฉนดมาโชว์ชาวบ้านเท่านั้น โดยรุ่นลูกยอมแพ้แล้ว ส่งต่อรุ่นหลานดำเนินการต่อ

พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการสภ. เมืองขอนแก่น
ศึกทวงคืนที่วัดป่าอดุลยาราม อ.เมืองขอนแก่น หลังมีชายฉกรรจ์นำท่อปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ มาปิดล้อมวัดป่าอดุลยาราม ไม่ให้พระสงฆ์เดินทางเข้าออก นัยยะเพื่อทวงคืนที่ดินผืนนี้ ที่นายเฮียง พิมพ์ศรี เคยบริจาคที่ผืนนี้ให้สร้างวัดป่าอดุลยารามไว้ตั้งแต่ปี 2533

ล่าสุดพ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการสภ. เมืองขอนแก่น กล่าวว่าตอนนี้ออกหมายเรียกป้าดา เจ้าของรถตู้สามคน ส่วนรถปูนนั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบทะเบียนรถ เบื้องต้นรถตู้นั้นอยู่กทม. ส่วนรถปูนเชื่อว่าน่าจะอยู่ขอนแก่น ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบป้ายทะเบียน และในส่วนข้อหาจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และทำการสอบปากคำฝ่ายวัดเพิ่มเติมอย่างละเอียด ก่อนเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำและแจ้งข้อหาโดยพิจารณาจากพยานหลักฐานและคำให้การประกอบ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใคร

พร้อมกันนี้ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปบ้านของนางบัวเรียน พิมพ์ศรี หรือแม่ตุ๋ย ลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียง และนางนาง หรือนางน้อย และเป็นคนที่ยื่นฟ้องร่วมกับแม่ โดยก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะได้เข้าไปพูดคุยนั้น ลูกเขยของนายเฮียง ได้ขอความร่วมมือผู้สื่อข่าวไม่ให้บันทึกภาพนิ่ง ภาพวิดีโอ บันทึกเสียงคลิปสัมภาษณ์ใดใดทั้งสิ้นแต่สามารถให้เป็นข้อมูลได้

จากการพูดคุยผู้สื่อข่าวได้สอบถามนางบัวเรียน ถึงที่มาที่ไปในการมอบที่ดินสร้างวัดจนกลายเป็นข้อพิพาทจนถึงปัจจุบันนี้ โดยนางบัวเรียนลูกสาวคนที่สามของนายเฮียงและนางนาง ท้าวความให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านและขายที่ดิน ที่ดินตรงที่เป็นข้อพิพาทนั้นเนื้อที่ทั้งหมดจริงๆของพ่อมีทั้งหมด 42 ไร่ แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ไร่ ในส่วนที่ดินวัดนั้น 21 ไร่เศษพื้นที่หัวไร่ปลายนาอีกห้าถึงหกไร่ ซึ่งบริเวณนี้เป็นป่าหมด

มีแม่ชีมาสร้างกุฎิตรงบริเวณพื้นที่ห้าไร่และมีพระมาทำเตาฟืน พ่อสงสารจึงซื้อกุฎิมาตั้งหนึ่งหลัง ก่อนจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาเรื่อย จนมีเจตนารมย์จะสร้างวัดในพื้นที่ตรงนี้ แต่ไม่ได้เป็นการยกที่ดินให้ใครคนใดคนหนึ่ง จนกระทั่งพ่อสามารถดำเนินการเปลี่ยนเอกสารครอบครองสิทธิ์ส.ค.1 เป็นโฉนดได้ และในวันที่ร่วมทอดถวายผ้าป่านั้น พ่อได้นำเงินผ้าป่าไปถวายอดีตเจ้าอาวาส ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าเจ้าสำนัก พร้อมกับนำโฉนดที่ดินไปโชว์ เพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ว่าพ่อเฮียงมีเจตนารมย์จะสร้างวัด โดยใช้ที่ดินผืนในโฉนดที่นำมาโชว์นี้ แต่ไม่ได้ให้

แต่ปรากฏว่าทางวัดได้นำไปติดฝาผนังเอาไว้ เพื่อเหมือนกับประกาศให้ชาวบ้านได้รู้ว่า ที่แห่งนี้จะมีการสร้างวัดขึ้น จนกระทั่งมีขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้เข้ามาอยู่เบื้องหลัง พยายามจะฮุบเอาที่ให้หมด จนกลายเป็นข้อพิพาทกันถึงปัจจุบันนี้ ตนในฐานะรุ่นลูกยอมแพ้ไปแล้ว เพราะไม่มีเงินมีทองสู้ต่อ เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาจนจน และต่อมาก็มีน้องดา ซึ่งเป็นหลานสาวตน เป็นหลานทางแม่น้อย หรือนางนางแม่ของตนเอง ซึ่งน้องดาไปอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่งงานมีสามีอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ จึงมีความรู้ในเรื่องนี้อาสาเข้ามาดำเนินการต่อ

ตนไม่มีกำลังจะสู้ต่อแล้ว ยอมแพ้แล้ว จึงมอบทั้งหมดให้น้องดาเป็นผู้ดำเนินการเพียงผู้เดียว เพราะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี ญาติพี่น้องทุกคนจึงไว้ใจให้น้องดา ซึ่งเป็นหลานดำเนินการต่อเป็นรุ่นต่อไป




นางบัวเรียน กล่าวอีกว่า ภายหลังคุณพ่อเสียชีวิตทุกคน ก็เข้าใจว่าทุกอย่างถือเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้สร้างวัดไม่ได้สร้างเสนาสนะ จึงเป็นข้อพิพาทขึ้นเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล เดิมทีครอบครัวคุยกันเอาไว้ว่า พ่อเสียชีวิตไปแล้ว ที่ดินตรงนี้อยากแบ่งกันในบรรดาพี่น้องเก้าคน ส่วนพื้นที่วัดก็เป็นพื้นที่ 6 ไร่ ตรงที่มีข้อพิพาดกันทั้งวัด เทศบาล และที่ดิน เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย จะได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ่อด้วย

ตนพยายามสู้เรื่องนี้มา แต่สุดท้ายก็ต้องขอยอมแพ้เพราะสู้ไม่ไหว ไม่มีเงินไปสู้กับขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้ ตอนนี้ทุกอย่างน้องดาเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดและรายละเอียดต่างๆให้น้องดาเป็นคนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแทน ยืนยันว่าที่ดินตรงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียง เหมือนที่น้องดาพูด ถ้าสามารถสร้างวัดได้จริงทำไมชื่อในโฉนดยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียงอยู่ ถ้าชื่อในโฉนดเป็นชื่อวัดก็คงจะไม่เกิดข้อพิพาท เมื่อนายเฮียงเสียชีวิตไปแล้วการสร้างวัดก็ต้องเป็นโมฆะอยู่แล้ว เรื่องนี้ต้องให้น้องดาเป็นคนดำเนินการแทนเพราะมีความรู้เรื่องนี้ดี

ด้านนางสาวพร (นามสมมติ) อายุ 63 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณถนนอดุลยาราม และขอสงวนชื่อ–นามสกุลจริง เปิดเผยว่า ตนเกิดและเติบโตอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นวัดป่าอดุลยารามตั้งอยู่แล้ว จึงไม่ทราบรายละเอียดว่าในอดีตมีการมอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินกันอย่างไร หลังเกิดเรื่องขึ้นก็ไม่รู้ว่าแต่ละฝ่ายจะดำเนินการอย่างไร แต่เมื่อทราบเรื่องราวแล้วรู้สึกเสียใจและสลดใจอย่างมาก อยากให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง และปล่อยให้สถานที่แห่งนี้คงเป็นวัดต่อไป เพื่อเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของคนในชุมชน


ตนและครอบครัวมีความผูกพันกับวัดแห่งนี้มาเป็นเวลานาน อัฐิของพ่อแม่ก็เก็บไว้ภายในวัด ที่ผ่านมาตนเข้ามาทำบุญและร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่วัดจัดขึ้นเป็นประจำทั้งงานกฐิน งานบุญมหาชาติ และงานประเพณีทางศาสนาอื่นๆ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำชาวบ้านร่วมทำกิจกรรมมาโดยตลอด พอมาเกิดเรื่องทะเลาะกันแบบนี้ก็รู้สึกสลดใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมาทำกับวัดแบบนี้ เป็นสิ่งไม่ถูกต้องและอยากให้ผู้เกี่ยวข้องกลับไปคิดใหม่

อยากให้วัดยังเป็นวัด ให้ชาวบ้านมีสถานที่ทำบุญ ประกอบพิธีศพ และทำกิจกรรมทางศาสนาเหมือนที่ผ่านมา และจากการพูดคุยกับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ทุกคนต่างบอกตรงกันว่า อยากให้พื้นที่แห่งนี้คงเป็นวัดต่อไป และไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก ยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านหรือไม่ต้องการให้มีวัด แต่ทุกคนอยากให้วัดอยู่คู่กับชุมชนต่อไป