xs
xsm
sm
md
lg

(รายงาน) ศึกทำเลทองพันล้าน! “ป้าดา” ลุยทวงที่ดิน “วัดป่าอดุลยาราม” เปิดข้อกฎหมายสู้ “โฉนดเดิม vs ที่ธรณีสงฆ์” ใครชนะ?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวขอนแก่น-กลายเป็นมหากาพย์ข้อพิพาทที่ดิน! เมื่อที่ดิน 21 ไร่ติดรั้ว มข. มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท กลายเป็นชนวนศึกข้อกฎหมายนานกว่า 20 ปี ระหว่างทายาทเจ้าของเดิมกับ "วัดป่าอดุลยาราม" หลัง "ป้าดา" ออกหน้าดับเครื่องชน นำท่อปูนปิดทางเข้า-ออก อ้างสิทธิ์โฉนดเดิมยังเป็นของตระกูล ขณะที่ฝั่งวัดยึดหลักกฎหมาย "ถวายเป็นศาสนสมบัติถือเป็นที่ธรณีสงฆ์ทันที ไม่ต้องโอนทางทะเบียน" งานนี้สู้ถึงศาลฎีกา... ทายาทจะได้ที่คืน หรือ ยอมถอยเพราะจำนนข้อกฎหมาย ส่วนป้าดาหลายคนสงสัยเป็นทายาทตาเฮียงจริงหรือไม่และมีกลุ่มทุนอสังหาฯกลุ่มไหนหนุนหลัง?


มหากาพย์ข้อพิพาทที่ดิน "วัดป่าอดุลยาราม" ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 16 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น เป็นกรณีศึกษาทางอสังหาริมทรัพย์และกฎหมายที่ดินที่แหลมคมอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการถกเถียงกันในประเด็น "สิทธิทางทะเบียนตามโฉนด" กับ "การถวายที่ดินอุทิศศาสนสมบัติและการครอบครองทำประโยชน”...และการออกมาเปิดหน้าชนของ “ป้าดา”หรือนางชมนภัส น้อยจันทร์ ทายาทนายเฮียง พิมพ์ศรี(เจ้าของที่ดินที่ถวายวัด)ล่าสุดทั้งในรายการโหนกระแสและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวานนี้ ทำเอาอุณหภูมิในโซเชียลเดือดเพิ่มเท่าตัว

และเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องกันว่า มูลค่าที่ดิน 21 กว่าไร่ผืนนี้ราคาซื้อขายไม่ต่ำกว่า 1,200-1,500 ล้านบาทน่าจะเป็นแรงจูงใจให้ทายาทตาเฮียงกัดฟันฝ่าเสียงวิจารณ์ทางสังคม...ฮึดสู้!!ทวงที่บริจาควัดคืน

ด้วยบุคลิกเสียงดังฟังชัด มั่นใจในตัวเองสูง ป้าดาย้ำหลายครั้งว่า กรณีทวงคืนที่ดินจากวัดป่าอดุลยารามไม่ใช่เรื่องการชวนทะเลาะและไม่เกี่ยวว่าจะมีมูลค่าเท่าใด.. แต่เป็นเรื่องของ “กรรมสิทธิ์”ในที่ดิน ประเด็นอื่นไม่เกี่ยว แม้แต่คำพิพากษาของ ศาลก็ใช้ไม่ได้กับข้อพิพาทนี้เพราะที่ดินมีตัวบทกฎหมายเฉพาะ...ที่สำคัญโฉนดที่ดิน เลขที่ 61945 ซึ่งด้านหลังโฉนดมีลายมือชื่อนายเฮียง เป็นหลักฐานชัดเจนว่าผู้ถือสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ยังเป็นของนายเฮียง พิมพ์ศรี เดิมมีเนื้อที่ราว 42 ไร่ มีการแบ่งให้หน่วยงานอื่นใช้ประโยชน์ไปบางส่วน โดยนายเฮียงมีเอกสารทะเบียนสมรสกับ นางพิมพ์ศรี และมีบุตร-ทายาทรวมกัน 9 คน


ป้าดาได้ลำดับเหตุการณ์และปมข้อพิพาทว่าจุดเริ่มต้นการขอออกโฉนด ฝ่ายทายาทได้ยื่นเรื่องขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน ซึ่งเมื่อรวมพื้นที่ "หัวไร่ปลายนา" ที่งอกเพิ่มขึ้นมา มีเนื้อที่เพิ่มอีกประมาณ 6 ไร่เศษ ในระหว่างกระบวนการรังวัด ได้มีฝ่ายวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยื่นเรื่องคัดค้าน โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินของวัด ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกโฉนดให้ทายาทได้....เรื่องจึงยืดเยื้อจนฝ่ายทายาทต้องนำเรื่องฟ้องร้องต่อศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิ์ ข้อพิพาทเรื่องการออกโฉนดและการครอบครองที่ดินสู้กันมานานกว่า 20 ปี ขณะนี้เรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ป้าดา ทายาทนายเฮียง ระบุเพิ่มเติมว่า นายเฮียง ได้เสียชีวิตลงหลังจากที่มีการพูดคุยเรื่องการมอบที่ดินสร้างวัดได้ไม่นาน ซึ่งทางครอบครัวยังคงตั้งข้อสงสัยในเอกสารบางฉบับที่ฝ่ายวัดนำมาใช้อ้างสิทธิ จึงต้องการให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิสูจน์ความถูกต้อง

"การนำท่อปูนมาปิดทางเข้าออกวัดตามที่เป็นข่าว ไม่ใช่ความขัดแย้งใหม่ที่เพิ่งเกิด เราไม่ได้มีเจตนาทำร้ายพระหรือทำลายวัด แต่เราจำเป็นต้องปกป้องทรัพย์สินที่เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของครอบครัว เราพร้อมนำเอกสารหลักฐานทั้งหมดไปสู้กันในศาล และเชื่อว่าเรื่องนี้มี 'ไอ้โม่ง' อยู่เบื้องหลังวัด คอยดันเรื่องเพื่อยึดครองที่ดินของนายเฮียง"ป้าดากล่าวด้วยความมั่นใจ


อย่างไรก็ตามประเด็นข้อพิพาทเรื้อรัง การทวงคืนที่ธรณีสงฆ์ "วัดป่าอดุลยาราม"หากเน้นวิเคราะห์ประเด็นข้อกฎหมาย สามารถจำแนกได้ 4 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรก สิทธิในที่ดินวัด "ยกให้ทางวาจา" vs "ชื่อในโฉนดเดิม" โดยฝั่งป้าดาที่อ้างเป็นทายาทนายเฮียง (เจ้าของเดิม) เสียชีวิต แต่ชื่อหลังโฉนดยังเป็นของนายเฮียง ทายาทอ้างว่ามีเงื่อนไข "ต้องสร้างวัดเสร็จก่อนจึงจะโอน" เมื่อยังไม่ได้ทำนิติกรรมโอนทางทะเบียน กรรมสิทธิ์จึงตกเป็นของมรดกทายาท

ขณะที่ประเด็นเดียวกันนี้ ทางฝั่งเจ้าอาวาสวัด พระครูอดุลย์ สารนิเทศ มีรูปถ่าย การจัดงานผ้าป่า สมุดบัญชีปี 2533 และจดทะเบียนตั้งวัดถูกต้องตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ เมื่อปี 2541

ในทางกฎหมาย ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางไว้เป็นบรรทัดฐาน การยกที่ดินให้วัดเพื่อสร้างเป็นศาสนสถาน เป็นการอุทิศที่ดินให้เป็น "ที่ธรณีสงฆ์" คือไม่ต้องทำนิติกรรมโอนทางทะเบียนก็ถือว่าสมบูรณ์ การอุทิศที่ดินให้วัดถือเป็นสิทธิเด็ดขาดทันทีที่มีการส่งมอบที่ดินและวัดเข้าครอบครองทำประโยชน์ โดย "ไม่ต้องทำนิติกรรมโอน ณ สำนักงานที่ดิน" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง และเมื่อตกเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว กฎหมายห้ามโอนและห้ามยึดตัดจำนองเด็ดขาด (พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 และ 35)

นั่นหมายความว่า หากฝั่งวัดมีหลักฐานชัดเจนว่านายเฮียงมอบที่ดินให้และสละการครอบครองให้วัดเข้าทำประโยชน์แล้ว ที่ดินจะเปลี่ยนสภาพเป็นที่ธรณีสงฆ์ทันที ทายาทจะอ้างสิทธิมรดกเพื่อเรียกคืนไม่ได้

ประเด็นที่สอง "การครอบครองปรปักษ์" (ป.พ.พ. มาตรา 1382) หากตัดเรื่องการอุทิศให้วัดออกไป แล้วพิจารณาในแง่การถือครองที่ดินโฉนดธรรมดา...หากผู้อื่นครอบครองที่ดินมีโฉนดของผู้อื่น โดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี ผู้ครอบครองจะได้กรรมสิทธิโดยการครอบครองปรปักษ์

วัดป่าอดุลยาราม ก่อตั้งและสร้างศาสนวัตถุอย่างเปิดเผยมาตั้งแต่ปี 2533–2541 (เกิน 30 ปี) หากสู้กันด้วยเรื่องครอบครองปรปักษ์ วัดย่อมได้กรรมสิทธิ์ไปนานแล้ว แต่วัดไม่จำเป็นต้องแย้งปรปักษ์ เนื่องจากวัดอ้างสิทธิการเป็น "ที่ธรณีสงฆ์จากการอุทิศ" ซึ่งเป็นสิทธิที่แข็งแรงกว่าและไม่มีวันหมดอายุความในการต่อสู้กับเอกชน


ประเด็นที่ 3 ที่ดินส่วนงอก/ส่วนเกิน ที่ดินหัวไร่ปลายนา 6–7 ไร่ ประเด็นนี้ ฝั่งทายาทนายเฮียง อ้างว่าพยายามขอรังวัดออกโฉนดเพิ่มในพื้นที่ข้างเคียงอีกประมาณ 6 ไร่เศษ เมื่อวิเคราะห์ทางกฎหมาย หากพื้นที่ส่วนเกินดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตการใช้ประโยชน์ของวัดมาเกิน 10 ปี หรือเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่เจ้าของเดิมอุทิศให้สร้างวัดแต่แรก สิทธิในการครอบครองย่อมตกเป็นของวัดเช่นกัน การที่ทายาทไปยื่นขอออกโฉนดใหม่ ทางวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) มีสิทธิยื่นคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ ซึ่งจะทำให้กระบวนการออกโฉนดของทายาทต้องหยุดชะงักและต้องไปสู้กันในศาล

ส่วนที่เป็นประเด็นร้อน กรณีป้าดา สั่งการให้คนนำท่อปูนมาปิดทางเข้า-ออกวัด ถือว่ามีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงมาก เพราะเป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิ แม้จะอ้างว่าคดียังอยู่ในศาล แต่การลงมือปิดทางเข้า-ออกศาสนสถานด้วยตนเองโดยไม่มีคำสั่งศาล ถือเป็นการ "ข่มขืนใจผู้อื่น" และอาจเข้าข่าย "บุกรุก" หรือ "ทำให้เสียทรัพย์" ซึ่งเป็นคดีอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินคดีอาญากับกลุ่มคนลงมือได้ทันที


มาถึงบรรทัดนี้มองได้ไม่ยากว่าแนวโน้มรูปคดีในชั้นศาลฎีกาจะออกมาอย่างไร เอาแค่ฝั่งวัดหรือท่านเจ้าอาวาสขึ้นสืบพยานและงัดหลักฐานรูปถ่าย พิธีถวายผ้าป่า และการได้รับอนุญาตจัดตั้งวัดปี 2541ได้ชัดเจน 

ซึ่ง ป้าดา ผู้ที่อ้างว่าเป็นทายาทชั้นหลานของ “นายเฮียง”ก็ต้องยอมรับคำตัดสินของศาลอย่างเลี่ยงไม่ได้...สังคมเองก็ตั้งคำถามมากมายว่า “ป้าดา” นายหน้าซื้อขายที่ดินคนนี้  ทำไมออกหน้าสู้เพียงลำพัง ญาติพี่น้องที่เป็นลูกหลานตาเฮียงคนอื่นๆที่ส่วนใหญ่ยังพักอาศัยในย่านชุมชนสามเหลี่ยม...หายเงียบไปไหนหมด!

และกรณีที่วงในลือกันว่าการออกมาดับเครื่องชนเพื่อทวงคืนที่ดินทำเลทองกว่า 21 ไร่ติดรั้ว ม.ขอนแก่นผืนนี้ ของป้าดา ชนิดที่ไม่กลัวฟ้าดิน...เพราะมีนายทุนอสังหาริมทรัพย์ท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งหนุนอยู่เบื้องหลังจริงหรือไม่!!