เชียงราย – นักวิชาการ-ภาค ปชช.ชำแหละ “TOR จัดการคุณภาพน้ำ ไทย-เมียนมา" ปมมลพิษข้ามพรมแดน..ชี้ไทยเสียเปรียบทุกประเด็น ตัดเหี้ยนแนวทางรับความช่วยเหลือ-การสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เมิน “ปัญหาน้ำกระบุรีปนเปื้อน” ซ้ำเสนอคณะทำงานไม่ครบถ้วนเท่าคู่สัญญา ทั้งขอให้เมียนมาปิดข้อมูลเองจนส่อละเมิด รธน.
หลังรัฐบาลไทยและเมียนมาได้ลงนาม "ขอบเขตอำนาจหน้าที่" หรือ TOR ในการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่ไหลผ่าน 2 ประเทศ ในโอกาสที่ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 6-7 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา
ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำ กก สาย รวก โขง ได้ออกมาเปิดเผยว่าได้อ่าน TOR ที่มีการลงนามกันอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าประเทศไทยได้ยอมทำตามที่ประเทศเมียนมาแก้ไข 7 จุดสาระสำคัญและทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ
จุดแรกคือกรณีให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำแบบประสานความร่วมมือ (Coordinated Monitoring of Water Quality) ไทยยอมให้ตัดความร่วมมือออกทั้งหมด นอกจากนี้กรณีให้มีการตรวจสอบแหล่งที่มา การระบุความเสี่ยง และการติดตั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า (Source Investigation, Risk Identification, and Establishment of an Early Warning System) ก็ตัดการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษและทำแผนที่ความเสี่ยงร่วมกันออกหมดเช่นกัน
ส่วนหัวข้อเรื่องการประสานงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ (Policy and Strategic Coordination) ไทยเรายอมให้ตัดความร่วมมือจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่นคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และ ASEAN ฯลฯ ออกไป
TOR ประเด็นแนวทางการดำเนินงาน (Modality) ไทยก็ยอมตัดองค์กรระหว่างประเทศที่อาจเข้ามาสนับสนุนการทำงานออกไป,ยอมให้ตัดเอาผู้สังเกตรการณ์ที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศออก,กรณีการจัดสรรงบประมาณ (Financial Arrangement) ก็ยอมตัดความช่วยเหลือทั้งทางการเงินและเทคนิคจากองค์กรระหว่างประเทศ
สุดท้ายกรณีสถานะทางกฎหมาย (Legal Nature) ประเทศไทยยอมให้ TOR ฉบับนี้จะไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือภาระผูกพันที่มีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศหรือภายในประเทศด้วย
ดร.สืบสกุล ระบุอีกว่านอกจากนี้ยังมีเนื้อหา TOR ที่ประเทศไทยเสนอเอง 3 จุด แต่ทำให้เราเสียเปรียบเสียคือกรณีองค์ประกอบ (Composition) คณะทำงานร่วมที่กำหนดให้ฝ่ายไทยมีผู้แทนมาจากแค่ 7 หน่วยงาน นำโดยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช) กรมอนามัย และหน่วยงานระดับ จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย และ จ.แม่ฮ่องสอน แต่ไม่บรรจุ จ.ระนอง เข้าไปด้วยทั้งๆ ที่แม่น้ำกระบุรีก็มีการปนเปื้อนจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน
ขณะที่เมียนมากำหนดให้มีทั้งหมด 9 หน่วยงาน ครอบคลุมมากกว่าไทยทั้งด้านการตรวจสอบคุณภาพน้ำ สิ่งแวดล้อม การขนส่ง ป่าไม้ มหาดไทย และเหมืองแร่
"ผมมีข้อสังเกตว่าหน่วยงานระดับจังหวัดที่ผ่านมามักเป็นฝ่ายบอกเสมอว่าแม่น้ำยังไม่มีปัญหา พืชผลการเกษตรยังปลอดภัยดีทุกอย่าง กล่าวอ้างว่าสารโลหะหนักมาจากชั้นดินและสารเคมีการเกษตร โดยไม่ได้มีข้อมูลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และไม่สนใจประเด็นการสะสมสารโลหะหนักระยะยาว ดังนั้น หน่วยงานที่ควรนำเข้าไปด้วยคือหน่วยงานด้านการเกษตร การประมง เหมืองแร่ และศุลกากร" ดร.สืบสกุล กล่าว
นอกจากนี้ประเทศไทยยังเสนอให้มีการรักษาความลับ (Confidentiality) โดยเสนอเองว่าทั้ง 2 ฝ่าย จะรักษาความลับของข้อมูล ข้อมูลดิบ และเอกสารทั้งงหมดที่มีการแลกเปลี่ยน หรือที่เกิดขึ้นหรือจัดทำขึ้นภายใต้ TOR นี้ จึงแสดงว่าข้อมูลจะไม่ถูกเปิดเผยหรือถ่ายโอนไปยังบุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษรจากคู่สัญญา จึงหมายความว่า TOR นี้กำลังละเมิดรัฐธรรมนูญไทยเองในด้านสิทธิข้อมูลข่าวสารชองประชาชน
และจุดสุดท้ายเรื่องการสื่อสารต่อสาธารณะ (Public Communication) ไทยเสนอเองว่า เอกสารข่าว แถลงการณ์ต่อสาธารณะ หรือสื่อประชาสัมพันธ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ TOR จะต้องผ่านการตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้เข้าร่วมทั้ง 2 ฝ่ายก่อน ซึ่งตนเห็นว่ากำลังละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างรุนแรง ส่วนตัวจึงไม่มีความหวังกับ TOR ฉบับนี้.


