ศูนย์ข่าวขอนแก่น-รอง ผกก.สส.สภ.บ้านไผ่ เปิดใจหลังถูกคำสั่งย้ายช่วยราชการ ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ยืนยันไม่ได้ล็อกคอ “โม บ้านไผ่” นักข่าวท้องถิ่น อ้างถูกท้าต่อยก่อน ก่อนจะปรี่เข้าหากัน และ ใช้วิธีกอดแล้วเหวี่ยงอีกฝ่าย ศีรษะกระแทกพื้นเย็บ 12 เข็ม พร้อมขอสู้ตามพยานหลักฐาน ไม่ยอมรับว่าผิดฝ่ายเดียว
จากเหตุการณ์ที่นายตรีเทพ เกียรติปกรณ์ หรือ "โม บ้านไผ่" อายุ 42 ปี เจ้าของเพจ "ข่าวคนบ้านไผ่" และเครือข่ายผู้สื่อข่าวโทรทัศน์-หนังสือพิมพ์ จ.ขอนแก่น ถูกพ.ต.ท.วรวิทย์ ธรรมสุจริต รอง ผกก.สส.สภ.บ้านไผ่ ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ และนำตัวส่งรักษาในโรงพยาบาลบ้านไผ่ สภาพคิ้วขวาแตกเป็นแผลฉกรรจ์ แพทย์ต้องทำการเย็บถึง 12 เข็ม บริเวณลำคอมีรอยขีดข่วนและรอยถูกทำร้าย ขณะที่พ.ต.ท.วรวิทย์ มีคำสั่งย้าย ไปช่วยราชการ ณ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น (ศปก.ภ.จว.ขอนแก่น) พร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อความโปร่งใส ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น
ล่าสุดวันนี้ (9 ส.ค.) พ.ต.ท.วรวิทย์ ธรรมสุจริต รอง ผกก.สส.สภ.บ้านไผ่ คู่กรณีของนักข่าวท้องถิ่น เปิดเผยรายละเอียดเหตุการณ์อีกด้านว่า วันเกิดเหตุตนเองพร้อมทีมสืบสวนออกปฏิบัติงานตามปกติ ช่วงบ่ายหลังเสร็จงานได้กลับมานั่งรับประทานอาหารและพูดคุยเรื่องงานต่อเนื่อง กระทั่งเวลาประมาณ 18.00-19.00 น. ซึ่งจำได้ว่าขณะนั้นเริ่มมืดแล้ว ระหว่างนั้นนายตรีเทพ หรือ “โม” ได้เดินเข้ามาที่โต๊ะและนั่งข้างๆ โดยตนไม่ได้เรียก และเดิมก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอยู่แล้ว โดยนายตรีเทพนั่งอยู่บริเวณดังกล่าวประมาณ 20 นาที
ขณะที่กลุ่มตำรวจก็ไม่ได้พูดคุยด้วย ก่อนที่ตนจะถามเพียงคำถามเดียวว่า “เฮ้ย โม ทำไมถึงผอมจัง ไปทำอะไรมา” จากนั้นนายตรีเทพมีอาการไม่พอใจ พร้อมพูดในลักษณะโวยวายขึ้นว่า หากสงสัยก็สามารถตรวจปัสสาวะตนเองได้ แต่ต้องตรวจ พ.ต.ท.วรวิทย์ด้วย
สักพักเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี ได้มีทางผู้กองวุธ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย บอกให้นายตรีเทพกลับไป ขณะนั้นตนคิดว่าเรื่องจบแล้ว และนายตรีเทพได้เดินไปยังรถ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่นั่งพูดคุยกันประมาณ 40 เมตร บริเวณตรงข้ามหน้าห้องสืบสวน จากนั้นไม่นาน เห็นนายตรีเทพเดินกลับมาพร้อมพูดท้าต่อยกันแบบตัวต่อตัว แม้จะว่าจำถ้อยคำที่ชัดเจนไม่ได้ แต่เป็นการพูดในลักษณะว่า “เดี่ยวไหม ตัวต่อตัวไหม” ขณะนั้นตนยังนั่งอยู่บริเวณม้าหินอ่อน หน้าห้องสืบสวน
เมื่อเห็นนายตรีเทพเดินเข้ามาและได้ยินคำพูดดังกล่าว จึงลุกขึ้นแล้ววิ่งปรี่เข้าหากัน โดยตนไม่แน่ใจว่านายตรีเทพได้ชกมาหรือไม่ แต่ยืนยันว่าตนไม่ได้ชก ใช้วิธีกอดตัว ก่อนเหวี่ยงสะบัดตัวนายตรีเทพออกไป หลังจากเหวี่ยงอีกฝ่ายออกไป ตนไม่ได้มองและกลับไปนั่งที่เดิม มาทราบภายหลังจากลูกน้องว่า นายตรีเทพศีรษะกระแทกพื้น และเรียกกู้ชีพมารับ พบว่าได้รับบาดเจ็บจนต้องเย็บคิ้ว 12 เข็ม
รวมทั้งอาวุธปืนก็ไม่ได้มีติดตัว และไม่ได้ชกหรือต่อยด้วย ตนแค่จับเหวี่ยงทุ่ม เพราะตัวใหญ่กว่าแรงเยอะกว่า หากจะทำร้ายจริงคงเจ็บมากกว่านั้น โดยข้อเท็จจริงก็มีเพียงเท่านี้ หากต้องการให้ได้ข้อเท็จจริง ควรให้ทั้งสองฝ่ายรวมถึงพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดมานั่งสอบถามพร้อมกัน โดยเฉพาะประเด็นว่านายตรีเทพเดินทางมาที่ สภ.บ้านไผ่ เพื่ออะไร เนื่องจากวันดังกล่าวมีงานวันกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจริง แต่ควรตรวจสอบว่านายตรีเทพมาพบกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้านจริงหรือไม่
ก่อนเข้ามาที่ชุดสืบสวนได้โทรศัพท์หาใคร เข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ใด ไม่ควรให้ข้อมูลในลักษณะต่างคนต่างพูด ยืนยันว่ากรณีที่นายตรีเทพระบุว่าถูกล็อกคอนั้น ตนไม่ได้ล็อกคอ ช่วงที่นายตรีเทพมานั่งข้างๆกลุ่ม ตนไม่ได้พูดคุยและไม่ได้แตะต้องตัว มีเพียงถามว่า “ทำไมถึงผอมจัง ไปทำอะไรมา” เท่านั้น ก่อนที่อีกฝ่ายจะไม่พอใจ และคำถามดังกล่าวไม่ได้กล่าวหาว่านายตรีเทพติดยาเสพติด หรือเสพยาเสพติดแต่อย่างใด เพียงเห็นว่าอีกฝ่ายผอมลงจึงถามเท่านั้น
พ.ต.ท.วรวิทย์ กล่าวอีกว่ากระบวนการหลังจากนี้ จะยืนหยัดต่อสู้ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพราะหากตนยอมก็จะต้องยอมไปเรื่อยๆ ไม่เห็นว่าเป็นตำรวจจะหมายความว่าต้องยอมทุกเรื่อง ในทางวินัยยอมรับว่าเป็นเรื่องต้องถูกดำเนินการอยู่แล้ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบ ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าผู้บังคับบัญชาจะให้ความเป็นธรรม โดยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจะเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าบาดแผลของนายตรีเทพเกิดขึ้นอย่างไร ต้องนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาพิจารณา
สภาพจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์ ไม่ได้รู้สึกท้อ แม้จะยังมีความเครียดอยู่ โดยผู้บังคับบัญชาและตำรวจในจังหวัดขอนแก่นได้ให้กำลังใจ พร้อมระบุว่าผู้บังคับการไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดและรับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ส่วนคำสั่งให้ไปประจำ ศปก.ภ.จว.ขอนแก่น ตนมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะทำให้การตรวจสอบมีความโปร่งใส แสดงให้เห็นว่าตำรวจไม่ได้ช่วยเหลือกันเอง
ทั้งนี้หลังจาก พ.ต.ท.วรวิทย์ หรือ “รองโก๋” ได้พบพูดคุยกับผู้สื่อข่าว พบว่าสีหน้าดีขึ้น พร้อมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกดีใจที่มีโอกาสให้ข้อมูลอีกด้านของเหตุการณ์ โดยก่อนหน้านี้อยากพูด แต่กังวลว่าการออกมาให้ข้อมูลจะเหมาะสมหรือส่งผลเสียต่อหน่วยงานหรือไม่ เนื่องจากคำว่า “ตำรวจ” หมายถึงทั้งองค์กร และไม่ต้องการให้เรื่องเฉพาะตัวของตนถูกนำไปเหมารวมกับตำรวจทั้งหมด เพราะในองค์กรยังมีตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดีจำนวนมาก
ขณะเดียวกันเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ ในการพูดคุยกับนายตรีเทพ พ.ต.ท.วรวิทย์กล่าวว่า ยังไม่แน่ใจ หากปรับความเข้าใจก็สามารถทำได้ แต่หากจะให้ตนเป็นฝ่ายผิดเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ยอม เพราะตนยืนยันว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ท้าต่อยก่อน ต้องการให้กระบวนการพิจารณาเกิดความเป็นธรรมด้วย ตนยังสามารถพูดคุยและเป็นพี่เป็นน้องกันได้ ส่วนจะพูดคุยกันต่อหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต
ยืนยันว่าไม่ได้อาฆาตแค้น และไม่ได้มีเจตนาทำร้ายลับหลัง หากพิจารณาในแง่มนุษยธรรม บาดแผลของนายตรีเทพเกิดขึ้นจากการที่ตนเหวี่ยงตัวอีกฝ่าย โดยระบุว่า หากตนไม่เหวี่ยง บาดแผลก็คงไม่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนนี้ตนยอมรับ แต่ไม่ยอมรับว่าตนเป็นฝ่ายผิดทั้งหมด


