xs
xsm
sm
md
lg

สวนกระแส Save ทับลาน! "เลาฟั้ง" เดินหน้าแก้ปัญหาป่าทับที่ดินชาวแพร่หลายตำบล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



แพร่ - ยันไม่สนกระแส "Save ทับลาน"..ส.ส.นักกฎหมายชาวม้งเผยต้องจำแนก/จัดการที่ดินให้ชุมชนไม่ทำลายป่า-ที่อยู่สัตว์ป่า รักษาสิทธิการใช้ที่ดินทำกินกับพื้นที่ป่า ระบุแพร่มีชุมชนถูกกันออกตอนออกกฎหมายป่า มีแผนที่แนบท้ายกฤษฎีกา พ.ศ. 2488 มีประวัติการตั้งชุมชนมาตั้งแต่ปี 2457 แต่รัฐยังเพิกเฉย-ล่าช้าต่อการแก้ปัญหา


หลังจากมีมติ ครม.เพิกถอนพื้นที่ป่าอนุรักษ์กันแนวเขตที่ทำกิน ชุมชน วัด โรงเรียน ออกจากเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งมีปัญหาชาวบ้านเรียกร้องมานานกว่า 40 ปี..กลุ่มที่เรียกตัวเองว่านักอนุรักษ์ออกมาต่อต้านทางสื่อโซเชียล โดยระบุว่า การเพิกถอนพื้นที่ดังกล่าวเป็นการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าในพื้นที่มรดกโลก โดยใช้คำว่า "Save ทับลาน"

นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และนักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน ชาวม้ง และยังดำรงตำแหน่งโฆษกคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้ข้อมูลว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัย สิทธิชุมชน ของชาวบ้าน การจำแนกพื้นที่เป็นการดำเนินการอย่างถูกต้องแล้ว แต่กลับถูกโจมตีว่าเป็นนักทำลายป่าทับลานแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่า

ล่าสุด ระหว่างวันที่ 27-28 มิ.ย. นายเลาฟั้ง พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายธนากร อัฐฏ์ประดิษฐ์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่ดินและป่าไม้ คณะทำงานเชิงประเด็นที่ดิน พรรคประชาชน และนางสาวลักษณารีย์ ดวงตาดำ ส.ส.แพร่ เขต 3 โฆษกคณะกรรมาธิการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เข้ารับฟังปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชน จากชุมชนในจังหวัดแพร่ 3 พื้นที่ ได้แก่ ชุมชนตำบลนาพูน อ.วังชิ้น ชุมชนตำบลต้าผามอก อ.ลอง และชุมชนในตำบลสะเอียบ อ.สอง

ประชาชนในตำบลเหล่านี้จะต้องเผชิญกับปัญหาการละเมิดสิทธิในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และที่ดินสาธารณะในชุมชน โดยมีแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ และป่าอนุรักษ์ รวมทั้งที่ดินราชพัสดุ ที่เข้ามาทับซ้อน รวมทั้งกิจการสัมปทานเหมืองแร่แบไรต์ ในตำบลต้าผามอกเป็นกิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อมในชุมชน


นายเลาฟั้งกล่าวว่า ที่ตำบลนาพูน อ.วังชิ้น จ.แพร่ ทางราชการประกาศพื้นที่นี้เป็นป่าเมื่อปี พ.ศ. 2488 ซึ่งก่อนหน้านั้นมีคนอาศัยอยู่แล้ว ต่อมามีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติทับเข้าไปอีกในปี พ.ศ. 2509 ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถออกเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินได้ หรือแม้กระทั่ง ส.ป.ก.4-01 รวมทั้งที่ดิน คทช.ด้วย

ประชาชนที่เผชิญกับปัญหาแบ่งออกไป 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ 1. กลุ่มที่อยู่มาก่อนประกาศเขตที่ดินของรัฐ ไม่สามารถพิสูจน์สิทธิออกโฉนดได้ 2. กลุ่มคนที่มาอาศัยอยู่หลังกฎหมายประกาศใช้ซึ่งอยู่ในข่ายใช้ที่ดิน คทช.ได้ แต่กระบวนการยังไม่เริ่มขึ้น อีกทั้งเงื่อนไขที่ดิน คทช.ไม่สอดคล้องกับการทำกินของชาวบ้าน

เบื้องต้นในกลุ่มของการพิสูจน์สิทธิ กรณีนี้จำเป็นต้องใช้การพิสูจน์สิทธิแบบชุมชน ซึ่งเป็นอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (ส.คทช.) ที่จะดำเนินการ ปัญหาก็คือระเบียบในการพิสูจน์สิทธิแบบชุมชนยังเป็นเพียงร่าง กรรมาธิการกฎหมายจะทำหน้าที่ประสานงานเร่งรัดให้บังคับใช้การพิสูจน์สิทธิแบบชุมชนโดยเร็ว


สิ่งที่กรรมาธิการการกฎหมายฯ ต้องดำเนินคือ การปลดล็อกเงื่อนไขเหล่านี้ให้สอดคล้อง เป็นธรรมกับความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะทำให้เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนใช้ที่ดินอย่างยั่งยืนและรักษาสิ่งแวดล้อม ขณะที่เงื่อนไขเดิม ถือเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนปลูกพืชอายุสั้น เช่นข้าวโพด มันสำปะหลัง ถือเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

นายเลาฟั้งยังชี้แจงกรณีปัญหาที่ดินที่อุทยานแห่งชาติทับลานว่า ฝ่ายที่เซฟทับลานค่อนข้างจะโจมตีตนเหมือนกัน กระแสในโซเชียล แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ เข้าใจ และมุ่งอนุรักษ์อย่างเดียวโดยไม่ดูความเป็นจริง การแก้ไขปัญหาทับลานเวลาพูดในห้องประชุมไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเป็นป่าหรือไม่เป็นป่า เพียงพูดเป็นแนวเดียวกัน พื้นที่กันออก เป็นพื้นที่ที่มีคนอยู่ เป็นชุมชนดั้งเดิมอยู่มาก่อนออกกฎหมาย