xs
xsm
sm
md
lg

ดรามากะหล่ำพิษไม่จบ! โซเชียลฯ เพชรบูรณ์ตามส่องฟาร์มต้นเรื่องจับพิรุธ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เพชรบูรณ์ - เรื่องถึงมือกรรมาธิการเกษตรฯ..กรณีดรามากะหล่ำพิษ หลังฟาร์มต้นเรื่อง-อินฟลูฯ คนดังอัดคลิปเผยแพร่อ้างเอาให้สัตว์เลี้ยงกินแล้วควายเผือกตายไปถึง 7 ตัว ลูกนอกกระจอกเทศอีก 4 แต่ จนท.ไม่พบซากควาย ส่วนนกกระจอกเทศรอผลแล็บ ด้านสื่อสังคมออนไลน์เพชรบูรณ์ตามส่อง-จับพิรุธ


กรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์รับเรื่องร้องเรียนจากเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคและสื่อมวลชนเพชรบูรณ์ ติดตามความคืบหน้าการตรวจสอบสาเหตุการตายของนกกระจอกเทศและตัวอย่างกะหล่ำปลีที่ฟาร์มต้นเรื่องอ้างว่านำมาให้สัตว์เลี้ยงกิน จนควายเผือกตายไปถึง 7 ตัว ลูกนกกระจอกเทศอีก 4 ตัว จนทำให้เกษตรกรชาวไร่กะหล่ำได้รับผลกระทบ ตลอดจนคนทั่วไปวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่พบซากกระบือ พบแต่ซากนกกระจอกเทศ

ล่าสุด นางสาวพิมพ์พร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.ปอย-ส.ส.เพชรบูรณ์ เขต 1 ในฐานะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่าได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มองค์กรเครือข่ายคุ้มครองช่วยเหลือผู้บริโภคเพชรบูรณ์ และสื่อมวลชนในพื้นที่ ขอให้ติดตามความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบสาเหตุการตายของนกกระจอกเทศ รวมถึงการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างกะหล่ำปลีที่เก็บจากฟาร์มต้นเรื่อง ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

นายธวัชชัย เพชระบูรณิน ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบูรณ์ (ทสจ.) ในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและให้ข้อมูล ประกอบด้วย สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบูรณ์ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ ด่านกักกันสัตว์ ปศุสัตว์อำเภอ และอาสาสมัครปศุสัตว์ตำบลท่าพล เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและความคืบหน้าของการดำเนินงาน

เบื้องต้นไม่พบซากกระบือในพื้นที่ตรวจสอบ พบเพียงซากนกกระจอกเทศที่ได้ส่งตัวอย่างไปตรวจพิสูจน์ยังกรมปศุสัตว์ โดยใช้ระยะเวลาตรวจสอบประมาณ 2 สัปดาห์ และคาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์หน้า ขณะที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์อยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูลวิชาการและประชาสัมพันธ์แนวทางการให้อาหารสัตว์ที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนั้น ชาวเน็ตโดยเหล่านักสืบโซเชียลเพชรบูรณ์พบว่ามีคลิปเจ้าของฟาร์มต้นเรื่องไลฟ์บอกว่าได้ปรับปรุงฟาร์มและขายควายทั้งหมดไปแล้ว เพื่อเลี้ยงสัตว์ชนิดใหม่ เมื่อช่วงต้นเดือน เมษายน 2569 (คลิปต้นเรื่อง : https://www.facebook.com/share/v/1bYqo2pUW6/)

และในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าพล อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนผูกคอเสียชีวิตในร้านอาหารของเจ้าของฟาร์ม ซึ่งไม่ปรากฏเป็นข่าวและไม่มีความคืบหน้าทางคดีแต่อย่างใด


หลังจากที่ ส.ส.เพชรบูรณ์นำเรื่องดังกล่าวนำเสนอผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนฯ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ได้ออกแถลง (ข่าวแจก) จำนวน 1 ฉบับ 3 หน้า อันเป็นการนำมาซึ่งความสงสัยของประชาชน ดังนี้

ประเด็นที่ 1: ละเว้นการบังคับใช้กฎหมายกรณีการเคลื่อนย้ายและจำหน่ายซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต
ในเอกสารชี้แจงหน้า 1 และหน้า 2 ระบุชัดเจนว่า เจ้าของฟาร์มยอมรับว่ามีกระบือตายสะสมถึง 7 ตัว และได้ทำการขายซากกระบือที่ตายทั้งหมดให้แก่ "เขียงเนื้อ" ไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 อย่างร้ายแรง เนื่องจากสัตว์ตายโดยไม่ทราบสาเหตุห้ามเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายเพราะอาจเป็นโรคระบาดและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

แต่ในเอกสารชี้แจงกลับไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีอาญาหรือลงโทษเจ้าของฟาร์มตามกฎหมายในทันที

ประเด็นที่ 2: ปล่อยปละละเลยให้มีการเคลื่อนย้ายสัตว์มีชีวิตที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายโรค
เจ้าของฟาร์มให้การว่ากระบือที่เหลือรอดและตัวอื่นๆ ในฝูงได้ถูกจำหน่ายและเคลื่อนย้ายออกจากฟาร์มไปยังพื้นที่อำเภอเมืองเพชรบูรณ์และอำเภอวิเชียรบุรี โดยไม่มีการระบุชื่อผู้ซื้อชัดเจน ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ทราบสาเหตุการตายที่แน่ชัดของกระบือ 7 ตัวแรก การปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายสัตว์ที่มีความเสี่ยงกระจายออกนอกพื้นที่โดยไม่มีมาตรการกักกันหรืออายัด ถือเป็นความหละหลวมอย่างร้ายแรงในการควบคุมโรคระบาดสัตว์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรรายอื่นและระบบปศุสัตว์ในวงกว้าง

ประเด็นที่ 3: ข้อสงสัยเกี่ยวกับการละเว้นหน้าที่ในอดีตตามคำอ้างของเกษตรกร
ปรากฏข้อความในเอกสารหน้า 3 ว่า เจ้าของฟาร์มอ้างว่าเคยติดต่อสำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองเพชรบูรณ์แล้วแต่ไม่ได้รับการดูแล จนเป็นเหตุให้ไม่อยากติดต่ออีกและนำไปสู่การล้มตายของสัตว์สะสม

กรณีนี้หากเป็นความจริง แสดงว่ามีเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในอดีตละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามอำนาจหน้าที่ จนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน