นครปฐม - เรือนจำจังหวัดอ่างทอง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมูลนิธิหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม เดินหน้าสร้างอนาคตใหม่ให้ผู้ต้องขังใกล้พ้นโทษ ผ่านการฝึกอาชีพมวยไทยและการบรรพชาอุปสมบทฟรี หวังลดการกระทำผิดซ้ำ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และนำผู้เคยหลงผิดกลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี
วันนี้ ( 2 มิ.ย.) นายธิตินัย พาติกบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วย พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ “หลวงพี่น้ำฝน” ประธานมูลนิธิหลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง นายยุทธชัย นามบุตร ผู้อำนวยการส่วนสวัสดิการและสงเคราะห์ผู้ต้องขัง และนายธนธัช แจ่มจำรัส ผู้ประสานงานวัดไผ่ล้อมพระอารามหลวง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวผู้ต้องขัง และช่วยเหลือในการประกอบอาชีพ รวมถึงการบรรพชาอุปสมบทหลังพ้นโทษ ที่ศูนย์ส่งเสริมอนุรักษ์ศิลปะแม่ไม้มวยไทย มูลนิธิหลวงพ่อพูล จังหวัดนครปฐม
ภายในพิธีมีผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู นักเรียน ผู้แทนจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครปฐม ตลอดจนนักกีฬามวยไทยและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมเป็นสักขีพยานอย่างพร้อมเพรียง
ไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวค่ายมวย “พ.ธิตินัย ศิษย์หลวงพี่น้ำฝน” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างเรือนจำจังหวัดอ่างทองและมูลนิธิหลวงพ่อพูล เพื่อรองรับผู้พ้นโทษที่ต้องการประกอบอาชีพด้านกีฬามวยไทย โดยมีอดีตยอดมวยชื่อดังของประเทศร่วมเป็นครูฝึกและที่ปรึกษา อาทิ สภาเพชร เกียรติเพชรน้อย อดีตแชมป์เวทีราชดำเนิน, สำราญศักดิ์ เมืองสุรินทร์ อดีตแชมป์เวทีลุมพินี 2 รุ่น, ก้องธรณี พยัคฆ์อรุณ อดีตแชมป์เวทีลุมพินี 5 รุ่น, ประมวลศักดิ์ โพธิ์สุวรรณ อดีตแชมป์โลกมวยสากล และซายิดข่าน กุลามาหมัด อดีตนักมวยสมัครเล่นทีมชาติไทยและอดีตแชมป์โลกมวยไทย
นายธิตินัย พาติกบุตร ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ต้องขังมากกว่า 300,000 คน และปัญหาสำคัญคือการกระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ เนื่องจากหลายคนขาดโอกาสและเป้าหมายในชีวิต เรือนจำจังหวัดอ่างทองจึงริเริ่มโครงการฝึกมวยไทยให้แก่ผู้ต้องขังใกล้พ้นโทษ ภายใต้ค่ายมวย “ธ.อ่างทอง” เพื่อสร้างทักษะอาชีพและสร้างแรงบันดาลใจในการเริ่มต้นชีวิตใหม่
ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดอ่างทองเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องขังที่ได้รับการพัฒนาจนก้าวขึ้นสู่เส้นทางนักมวยอาชีพแล้วหลายราย โดยเฉพาะ “เลิศสิน ธ.อ่างทอง” ที่มีสถิติการชก 10 ไฟต์ ชนะถึง 9 ครั้ง และ “อี้หลง ธ.อ่างทอง” ที่ผ่านการชกมาแล้ว 7 ไฟต์ ซึ่งทั้งสองคนกำลังจะพ้นโทษและเตรียมเข้าฝึกฝนต่อกับค่าย พ.ธิตินัย ศิษย์หลวงพี่น้ำฝน เพื่อก้าวสู่เส้นทางนักมวยอาชีพอย่างเต็มตัว
“เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ผู้พ้นโทษไม่กลับไปสู่เส้นทางเดิมอีกครั้ง แต่มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ” นายธิตินัยกล่าว
ด้านพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน กล่าวว่า มูลนิธิหลวงพ่อพูลได้ดำเนินงานด้านการส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนและผู้ที่เคยก้าวพลาดในชีวิต ควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมและการศึกษา
“มวยไทยไม่ใช่เพียงกีฬา แต่เป็นเครื่องมือสร้างคน เป้าหมายแรกคือให้ห่างไกลยาเสพติด เป้าหมายต่อมาคือให้มีการศึกษา มีอาชีพ และสามารถดูแลครอบครัวได้อย่างมั่นคง” หลวงพี่น้ำฝนกล่าว
ประธานมูลนิธิหลวงพ่อพูลยังเปิดเผยอีกว่า ปัจจุบันวัดไผ่ล้อมมีพระภิกษุจำพรรษากว่า 40 รูป โดยกว่าครึ่งเป็นผู้ที่เคยกระทำความผิดและขอเข้ามาบวชศึกษาธรรม หลายรูปยังคงครองสมณเพศและทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา รวมถึงเป็นครูสอนศีลธรรมแก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป
“หลักธรรมของพระพุทธองค์ โดยเฉพาะเรื่องขององคุลิมาล สะท้อนให้เห็นว่าคนที่เคยหลงผิดสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้ หากได้รับโอกาสและการชี้แนะที่ถูกต้อง โครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างสังคมที่น่าอยู่ด้วยธรรมะและกีฬา” หลวงพี่น้ำฝนกล่าว
ขณะที่ สภาเพชร เกียรติเพชรน้อย อดีตแชมป์เวทีราชดำเนิน ในฐานะประธานผู้ฝึกสอน กล่าวว่า คณะครูมวยทุกคนพร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ให้กับเยาวชนและผู้พ้นโทษ เพื่อพัฒนาทักษะด้านมวยไทย เสริมสร้างวินัย ความรับผิดชอบ และต่อยอดสู่การเป็นนักมวยอาชีพในอนาคต
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างเรือนจำจังหวัดอ่างทองและมูลนิธิหลวงพ่อพูล ถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการคืนคนดีสู่สังคม ผ่านการใช้กีฬาและหลักธรรมเป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ลดปัญหาการกระทำผิดซ้ำ และส่งเสริมให้ผู้พ้นโทษสามารถกลับมายืนหยัดในสังคมได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


