ศูนย์ข่าวนครราชสีมา-สมาคมขนส่งสินค้าอีสานสะท้อนวิกฤตน้ำมันแพง วอนรัฐเยียวยาครอบคลุมกลุ่มรถป้ายขาวและเกษตรกรรายย่อย ส่วนใหญ่ใช้รถป้ายขาวเคลื่อนย้ายผลผลิต ไม่ติดตั้งระบบจีพีเอส แต่เสียภาษี ซื้อน้ำมันราคาเดียวกันและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นกัน
วันนี้ (21 เม.ย. 69) นายกิตติศักดิ์ ประเทืองชัยศรี นายกสมาคมขนส่งสินค้าภาคอีสาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ต้นทุนการขนส่งที่กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตจากราคาน้ำมันที่ผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง โดยระบุว่าราคาน้ำมันมีการแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้นอย่างรุนแรงจนผู้ประกอบการตั้งตัวไม่ทัน โดยเฉพาะกรณีที่ราคาปรับขึ้นสูงถึง 6 บาทภายในวันเดียว ส่งผลให้การปรับค่าขนส่งไม่สามารถดำเนินการได้ทันท่วงทีและสร้างความระส่ำระสายไปทั่วทั้งวงการ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงบริษัทผู้ว่าจ้างรายใหญ่ที่ต่างเกิดความสับสนในการเจรจาตกลงราคาค่าจ้าง ซึ่งในทางปฏิบัติการต่อรองราคาไม่สามารถทำได้แบบรายวันเพราะต้องเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่รับงานไปแล้วต้องแบกรับภาระขาดทุนทันทีเพื่อรักษาองค์กรให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ทั้งนี้ แม้ว่าล่าสุดภาครัฐจะมีนโยบายออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถรับจ้างไม่ประจำทางหรือกลุ่มรถป้ายเหลือง ในช่วงวันที่ 20 เมษายน ถึง 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นรถที่ติดตั้งระบบ จีพีเอส( GPS) และมีระยะทางการวิ่งไม่ต่ำกว่า 4,000 กิโลเมตรในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ทางสมาคมฯ มองว่ามาตรการนี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุม เนื่องจากในตลาดขนส่งจริงมีกลุ่มผู้ประกอบการส่วนบุคคลที่ใช้รถป้ายขาวอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากเปรียบเทียบสัดส่วนแล้วอาจสูงถึงร้อยละ 60 ต่อ 40 เมื่อเทียบกับรถป้ายเหลือง โดยกลุ่มรถป้ายขาวเหล่านี้ต่างก็เป็นผู้เสียภาษี ซื้อน้ำมันในราคาเดียวกัน และเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเช่นกัน
จึงเสนอแนะให้ภาครัฐพิจารณาขยายความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มรายย่อยและภาคเกษตรกรที่มักใช้รถป้ายขาวในการเคลื่อนย้ายผลผลิตในระยะทางใกล้ประมาณ 10 ถึง 20 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีการติดตั้งระบบ GPS ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ยาก แต่รัฐสามารถใช้วิธีการให้ลงทะเบียนเพื่อพิสูจน์ทราบการทำงานจริงตามฤดูกาลผลิตและปริมาณการใช้น้ำมันเฉลี่ย เพื่อให้การเยียวยาเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนตัวจริงอย่างตรงไปตรงมาและทั่วถึงทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพียงแค่การหว่านเงินช่วยเหลือ แต่เป็นการสนับสนุนผู้ที่ขับเคลื่อนธุรกิจให้สามารถอยู่รอดได้ในภาวะต้นทุนพลังงานพุ่งสูงเช่นนี้
ทางด้าน นายยงศักดิ์ พุ่มห่อทอง ผู้ประกอบการขนส่ง บอกว่า ในปัจจุบันผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาค่าบริการได้ทันตามราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงรายวัน จนถึงจุดที่ผู้ประกอบการเริ่มรับภาระไม่ไหวและจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น อย่างไรก็ตามภายใต้สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การปรับราคาไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ แต่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้ทั้งลูกค้าและผู้ประกอบการอยู่รอดร่วมกันได้ เพราะหากปรับราคาสูงเกินไปจนลูกค้าหนีไปใช้บริการเจ้าอื่น ผู้ประกอบการเองก็จะยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมากขึ้นกว่าเดิม
ความยากลำบากที่สุดในการบริหารจัดการคือการที่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับขึ้นแทบทุกวัน ทำให้ไม่สามารถกำหนดจุดพักของราคาเพื่อเจรจากับลูกค้าได้ชัดเจน โดยเปรียบเทียบว่าหากราคาน้ำมันปรับขึ้นทีละ 3 บาท จนถึงระดับ 45 บาท แล้วผู้ประกอบการแจ้งปรับราคากับลูกค้าไปแล้ว แต่หลังจากนั้นเพียง 3 วัน ราคาน้ำมันปรับขึ้นอีก 5 บาท การจะกลับไปขอปรับขึ้นราคาซ้ำอีกรอบในระยะเวลาอันสั้นนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทหรือผู้บริหารมักจะไม่ได้รับอนุมัติให้ปรับราคาขึ้นเป็นครั้งที่สองหรือสามในเวลาไล่เลี่ยกัน
ในส่วนของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้น จากการพูดคุยกับพันธมิตรในวงการขนส่งพบว่าส่วนใหญ่มีการปรับราคาค่าบริการขึ้นประมาณร้อยละ 20 ถึง 30 ขณะที่ตนเองปรับขึ้นในอัตราร้อยละ 20 โดยในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึงลิตรละ 49 บาท ต้นทุนค่าน้ำมันต่อเที่ยวต่อคันขยับขึ้นไปเกือบ 10,000 บาท หรือประมาณ 9,000 กว่าบาท ซึ่งสร้างความลำบากอย่างมากในการหมุนเงินทุน เนื่องจากราคาดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจากลิตรละ 31 บาท เป็น 49 บาท แต่ปัจจุบันเมื่อราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ที่ประมาณลิตรละ 42 บาท ต้นทุนจึงลดลงมาเหลือประมาณ 8,000 บาทต่อเที่ยว
นอกจากนี้ นายยงศักดิ์ยังสะท้อนถึงปัญหาการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐว่า มีความยุ่งยากและซับซ้อน ทั้งเรื่องการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าถึงได้ยาก รวมถึงปัญหาของระบบ GPS ที่ติดตั้งในรถขนส่งซึ่งบางครั้งมีปัญหาด้านสัญญาณทำให้ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ยืนยันเพื่อรับการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นทางออกที่ผู้ประกอบการมองว่าชัดเจนและตอบโจทย์ที่สุดคือการที่ภาครัฐควรพิจารณาลดราคาน้ำมันโดยตรงผ่านการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันดีดตัวสูงขึ้นไปมากกว่านี้ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่าการปล่อยให้ราคาขึ้นแล้วค่อยออกมาตรการเยียวยาภายหลัง


