น่าน - ตั้งถิ่นฐานชุมชนมาตั้งแต่ปี 2446 ถนนดำตัดผ่าน-ไฟฟ้าเข้าถึง แต่วันนี้ยังมีแค่ ส.ป.ก.(ช)ในมือ..ชาวบ้านหลวง เมืองน่าน กว่า 200 หลังคาเรือนร้องทุกข์ อยู่กันมาเป็นร้อยปีก่อนรัฐประกาศเขตป่าสงวน 2484 จนที่อยู่-ที่ทำกิน กลายเป็นที่ทับซ้อน หมดโอกาสใช้เป็นหลักทรัพย์เข้าถึงแหล่งทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตครอบครัว-ลูกหลาน
ชาวบ้านตำบลบ้านฟ้า อ.บ้านหลวง จ.น่าน กว่า 200 หลังคาเรือน กำลังเผชิญปัญหาความเดือดร้อนจากแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน แม้จะอาศัยอยู่ในพื้นที่มานานกว่า 100 ปี แต่จนถึงวันนี้ (21 เม.ย. 69) ยังมีเพียงเอกสาร ส.ป.ก.(ช) เท่านั้น ทำให้ยังไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมหลายหมู่บ้าน ได้แก่ บ้านดู่ หมู่ 5 บ้านป่าต้าง หมู่ 6 บ้านนาวี หมู่ 2 รวมถึงบ้านฟ้า บ้านเป้า บ้านทุ่งข่า บ้านโป่งศรี และบ้านขื่อ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่สืบทอดการอยู่อาศัยและทำกินมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ชุมชนตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2446 ก่อนมีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ. 2484 ทับพื้นที่ ส่งผลให้ที่อยู่อาศัย-ที่ดินทำกินของชาวบ้านกลายเป็นพื้นที่ทับซ้อนตามกฎหมาย
นายบรรจง ไชยยงค์ กำนันตำบลบ้านฟ้า เปิดเผยว่า ตำบลบ้านฟ้ามีพื้นที่ชุมชนประมาณ 34,958 ไร่ และมีพื้นที่ทำกิน 29,822 ไร่ แต่มีจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในเขตป่าสงวนทับซ้อน จนชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มที่ รวมถึงไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากภาครัฐได้เนื่องจากไม่มีเอกสารสิทธิที่สมบูรณ์
“เราอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่า แต่กลับมีเพียง ส.ป.ก.(ช) ซึ่งยังไม่ใช่เอกสารสิทธิเต็มรูปแบบ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในชีวิต ที่ผ่านมาชาวบ้านได้พยายามยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วหลายครั้ง เพื่อให้มีการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาแนวเขต แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน”
ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนความเดือดร้อนว่า การถือครองเพียง ส.ป.ก.(ช) ทำให้ไม่สามารถนำที่ดินไปใช้เป็นหลักทรัพย์ได้ ขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความไม่มั่นคงให้กับครอบครัวและลูกหลาน จะกู้เงินหรือพัฒนาที่ดินก็ทำไม่ได้ อยากให้รัฐช่วยให้พวกเรามีสิทธิที่ชัดเจน
ทั้งนี้ ชาวชุมชนตำบลบ้านฟ้ายืนยันว่าได้มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอแนวทางให้มีการปรับปรุงแนวเขตป่าสงวน โดยเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินที่มีความลาดชันไม่เกิน 35 องศา เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการแก้ไขปัญหาแนวเขตป่าทับซ้อนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืนต่อไป


