xs
xsm
sm
md
lg

"อนุทิน" นำทีมติดตามสถานการณ์ฝุ่นควันไฟป่าเชียงใหม่ ย้ำเร่งคืนอากาศสะอาดให้ประชาชน ฟื้น ศก.และท่องเที่ยว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เชียงใหม่ - "อนุทิน" นายกรัฐมนตรี นำทีมลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ติดตามสถานการณ์ไฟป่า และฝุ่น ย้ำชัดรัฐบาลจะเดินหน้าทุกมาตรการเพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์และคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนโดยเร็วที่สุด


วันนี้ (20 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปยังศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 ส่วนหน้า ภายในกองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด โดยข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 เมษายน 2569 ภาคเหนือมีจุดความร้อนสะสมกว่า 78,856 จุด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่าร้อยละ 34.16 พบมากที่สุดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 12,116 จุด รองลงมาคือจังหวัดเชียงใหม่ 9,575 จุด

ขณะที่พื้นที่เผาไหม้ทั้งภาคเหนือรวมกว่า 5,940,612 ไร่ ลดลงจากปี 2569 ในห้วงเวลาเดียวกันกว่าร้อยละ 14 ขณะค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 คุณภาพอากาศส่วนใหญ่อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ เกินเกณฑ์มาตรฐาน 114 วัน โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาในห้วงเวลาเดียวกันพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 รวมถึงค่าดัชนีคุณภาพอากาศ AQI ได้ปรับตัวลดลงถึงร้อยละ 28.41

ทั้งนี้ ในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้นั้น กองทัพภาคที่ 3 โดยศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 จนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้ โดยเน้นการวางแผนและบูรณาการข้ามเขตปกครอง รวมถึงการใช้กำลังพลลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนถึงระดับเคาะประตูบ้าน ซึ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีการปฏิบัติงานไปแล้วกว่า 11,261 ครั้ง ทั้งการลาดตระเวน การทำแนวกันไฟร่วมกับชุมชน และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ที่ถือเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ

ส่วนทางภาคพื้นดินนั้น ทางกองทัพบกได้จัดส่งกำลังพลสนับสนุน 22 ชุดปฏิบัติการ รวม 254 นาย เพื่อร่วมลาดตระเวน เฝ้าระวัง และดับไฟตามคำขอของทางจังหวัด นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และเฮลิคอปเตอร์จาก 5 หน่วยงานรวม 13 ลำ มาใช้ในการบินตรวจการณ์ และปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟอย่างเป็นระบบ 1,834 เที่ยวบิน ใช้น้ำทั้งหมด 1,627,200 ลิตร รวมถึงการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน


​นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยืนยันความพร้อมของรัฐบาลในการระดมทรัพยากรทุกด้าน ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ และบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ พร้อมกำชับหน่วยงานหลักทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานปกครองท้องถิ่น บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ควบคู่การนำเทคโนโลยีและงานวิจัยมาใช้ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการแก้ปัญหา

ด้านความมั่นคง สั่งการให้กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคุมสถานการณ์ให้ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ หลังพบว่าฝุ่นควันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชนในภาคเหนืออย่างชัดเจน กระทบทั้งรายได้ ความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว และการลงทุน

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีระบุว่า แม้ปัญหาจะมีทั้งปัจจัยจากสภาพอากาศและหมอกควันข้ามแดน แต่รัฐบาลจะเร่งจัดการในส่วนที่ควบคุมได้ก่อน โดยเฉพาะการเผาในพื้นที่ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักถึง 2 ใน 3 ของปัญหา ส่วนปัจจัยธรรมชาติจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ พร้อมย้ำเป้าหมายสำคัญในการเร่งฟื้นคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กลับคืนโดยเร็วที่สุด


รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันรับผิดชอบดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควันและฝุ่นpm2.5 ได้แก่ 1.กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด 2.ให้มหาดไทยใช้กลไกท้องที่ ท้องถิ่นอย่างจริงจัง เข้มข้น ทำความเข้าใจทุกฝ่ายทุกระดับ หากปล่อยปละละเลยหรือละเว้น จะต้องมีผู้รับผิดชอบทุกระดับ โดยมีผลต่ออำเภอและการปรับลดงบอุดหนุน อปท.ด้วย และ 3.ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนข้อมูลดาวเทียมและเทคโนฯให้หน่วยงานได้วางแผนอย่างแม่นยำ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอย่างน้อยดาวเทียม Gisdaให้ตรวจสอบพื้นที่เผาไหม้ในประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นพื้นที่ปลูกพืชผลทางการเกษตรที่มีการเผาแล้วฝุ่นควันข้ามแดนส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ซึ่งจะใช้แผนที่เผาไหม้นี้เป็นตัวยืนยัน เพื่อรัฐบาลจะห้ามนำเข้าและไม่ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากพื้นที่ที่มีการเผา


นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังสั่งการให้ กระทรวงกลาโหม,กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันระดมอุปกรณ์ที่จำเป็นเข้าทำแนวกันไฟ หากมีไฟเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เดินเข้าไม่ถึงและเป็นพื้นที่ดับยากให้ใช้อากาศยานสนับสนุน ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กำกับดูแลโรงงานน้ำตาล ให้ชาวไร่อ้อยดำเนินการอย่างเข้มงวดและให้ผู้ประกอบการงดซื้อผลผลิตจากการเผา ขณะเดียวกันมีผู้แนะนำว่าควรจะมีการจำกัดเวลาในการเผาในกรณีมีความจำเป็นใช้ไฟ จึงขอให้ไปศึกษาให้มีผลศึกษาที่ชัดเจนก่อนว่าการเผาจะไม่กระทบจริง ต้องมีกระบวนการจัดการที่ดี ทำอย่างไร โดยให้กระทรวงพาณิชย์บังคับใช้เรื่องการนำเข้าสินค้าเกษตรทุกชนิดต้องได้รับการอนุมัติทุกราย และไม่ให้นำเข้าผลผลิตจากการเผา พร้อมกันนี้ให้กระทรวงสาธารณสุขยกระดับมาตรการดูแลผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ดูแลทุกคนไม่ใช่แค่กลุ่มเปราะบาง เพราะลมหายใจและสุขภาพของประชาชนทุกคนเป็นสิ่งสำคัญต้องได้รับการดูแลและแก้ไข ต้องมีการสื่อสารให้ประชาชนได้รับทราบและสังเกตอาการว่าระดับไหนที่ส่งผลต่อสุขภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนตื่นตระหนกซึ่งก็ไม่เป็นผลดี และขอให้กระทรวงทรัพย์ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศขอความร่วมมือกับเพื่อนบ้านเรื่องไฟและหมอกควันข้ามแดน และใช้มาตรการลดความรุนแรง ซึ่งทราบว่ากระทรวงมหาดไทยและกระทรวงทรัพย์จะมีการทำ MOUร่วมกันในการห้ามชาวบ้านเข้าป่าซึ่งต้องเด็ดขาด ช่วงนี้จำเป็นอย่างยิ่งและต้องเข้มขัน