เชียงราย - ยังกินได้มั้ย!?..พบสารหนูปนเปื้อนในตะกอนดินปากน้ำรวกก่อนไหลลงสามเหลี่ยมทองคำเกือบ 300 มิลลิกรัม/กิโลฯ หรือสูงกว่ามาตรฐานสำหรับสัตว์หน้าดินทั้งหอยทั้งปลา “น้ำกก น้ำสาย น้ำรวก น้ำโขง” ยังปนเปื้อนโลหะหนักต่อเนื่อง ขณะที่เหมืองเถื่อนในพม่าเพิ่มไม่หยุด ล่าสุดดูจากภาพถ่ายดาวเทียมมีมากกว่า 2,000 แห่ง
วันนี้ (18 เม.ย.) สำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ได้จัดเสวนาเรื่อง "จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง" ขึ้นที่สถานบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เชิญผู้ทรงคุณวุฒิร่วมแสดงความคิดเห็น เช่น ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ดร.บัณฑูต เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการดำเนินการปฏิบัติกฎหมายในระยะเร่งด่วน อาจารย์เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์
อาจารย์สืบสกุล เปิดเผยว่าสารโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ยังคงมีอย่างต่อเนื่องทั้งในน้ำและตะกอนดิน มากน้อยสลับกัน แสดงว่าพื้นที่ต้นน้ำมีการทำเหมืองอยู่ตลอดเวลา แต่ที่น่าห่วงคือรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหานี้ให้กับคนใน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย อย่างไร
ที่สำคัญคือเริ่มพบสารโลหะหนักปนเปื้อนในพืชเกษตรหลายตัว เช่น พืชผักฤดูหนาวที่ผ่านมา ฯลฯ แต่ปัญหาคือจะมีการส่งตัวอย่างไปตรวจยืนยันที่กรุงเทพฯ ใช้เวลา 30 วัน กว่าจะรู้ผลพืชผักที่เหลือก็ถูกนำไปบริโภคเรียบร้อยแล้ว กระบวนการตรวจสอบถือว่าล่าช้ามาก
การเสวนาในวันนี้เป็นการพูดคุยเพื่ออัพเดทสถานการณ์และหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ได้ข้อสรุปว่าขอให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านและที่เกี่ยวของเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะผลกระทบที่ผ่านมาลามไปถึงเรื่องการท่องเที่ยวแล้วสังเกตจากเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น หาดเชียงราย ฯลฯ ที่เคยมีนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนหรือเทศกาลสงกรานต์เป็นจำนวนมากก็มีคนลดน้อยลง แม้แต่ปางช้างบ้านรวมมิตร ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย บรรดาควาญช้างก็ต้องไปหาแหล่งน้ำใหม่แทนแม่น้ำกกกันแล้ว
ด้าน "ครูแดง "นางเตือนใจ ดีเทศน์ นักอนุรักษ์ชื่อดัง กล่าวว่าสถานการณ์เหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ลดลงเลย ดูจากภาพถ่ายดาวเทียมจากเดิมมีประมาณ 1,000 ต้นๆ กลายเป็น 2,000 กว่าแห่งแล้ว แสดงว่าการก่อสร้างเหมืองดังกล่าวไม่มีมาตรฐาน แตกต่างจากในไทยที่มีการขออนุญาตและตรวจสอบมาตรฐานหลายระดับกว่าจะอนุญาตได้
ดังนั้นเหมืองแร่ 2,000 กว่าแห่งนี้จึงเป็นเหมืองเถื่อนไม่มีการบำบัดของเสียที่ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ไม่มีการควบคุม ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ ฯลฯ ทำให้สิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหารถูกทำลายลงไปในที่สุด
ซึ่งขณะนี้ปัญหารุนแรงถึงขั้นหน้าดินมีสารปนเปื้อนทำสัตว์หน้าดินปนปื้อนด้วย ส่วนการเกษตรก็ได้รับผลกระทบแล้ว ทั้งข้าวโพดฟักอ่อน กระเจี๊ยบ ฯลฯ ผู้ซื้อก็ไม่สบายใจที่จะซื้อและผู้บริโภคก็ไม่สบายใจที่จะบริโภค จึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งใช้ระบบระหว่างประเทศ เช่น กฎหมายการค้า กฎหมายตรวจสอบการผลิต ฯลฯ โดยนำมาใช้อย่างเข้มข้นด้วย
ทั้งนี้ในการประชุมตรวจสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำสำคัญทั้ง 4 สาย ณ ห้องประชุมสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงราย เมื่อ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา มีการรายงานว่า สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ได้ตรวจพบสารหนูในตะกอนดินบริเวณปากแม่น้ำรวกก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย สูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือสูงกว่าค่ามาตรฐานสำหรับสัตว์หน้าดินถึง 9 เท่า ซึ่งจะส่งผลกระทบให้สัตว์หน้าดินเสี่ยงสูงถึง 68% โดยเฉพาะหอย ปลา ฯลฯ แม้โอกาสตายเฉียบพลันเพียง 15% แต่กระทบกับการขยายพันธุ์โดยลูกปลารอดลดลง 65% จึงอาจทำให้ปริมาณปลาลดลงในอนาคตถึง 50%
อย่างไรก็ตามมีการยืนยันว่าประชาชนยังสามารถบริโภคปลาที่จับได้ตามปกติ เพราะระดับสารหนูยังไม่อันตรายต่อผู้บริโภค แต่เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคเครื่องในปลาซึ่งเป็นจุดสะสมโลหะหนัก กระนั้นทางจังหวัดให้รอผลตรวจยืนยันเพิ่มเติมอีกครั้งต่อไป
ด้านกรมพัฒนาที่ดินรายงานว่าพบพื้นที่เสี่ยงสารหนูเกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมจำนวน 18 จุด ในพื้นที่น้ำท่วมถึง 3 ตำบล ได้แก่ ต.ห้วยชมพู ต.ดอยฮาง ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย ซึ่งแนวทางแก้ไขคือแยกชนิดสารหนู (อินทรีย์/อนินทรีย์) ปรับปรุงดิน หรือส่งเสริมปลูกพืชที่ไม่สะสมโลหะหนัก อาจปรับไปปลูกพืชที่ไม่ใช่อาหารในบางพื้นที่ ใช้นวัตกรรมช่วยตัดสินใจ มีการนำเสนอโมเดล “พืชกินได้” ทำนายการสะสมโลหะหนักในพืช แม่นยำ 95% ฯลฯ.


