สมุทรสงคราม - ผู้ว่าฯ สมุทรสงครามประชุมด่วนติดตามวิกฤตน้ำมัน หลังพบ สต๊อกสถานีบริการ “ตึงตัว” ดีเซล-เบนซินไม่พอหลายแห่ง แม้ยืนยันมีนำเข้าเพิ่ม เร่งจัดระบบกระจาย-ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา ห่วงกระทบประมง-แรงงาน
เย็นวานนี้ (24 มี.ค.) นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์พลังงานและสินค้า เพื่อติดตามและบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคประมง และผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันเข้าร่วม ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัด
นายอรรถพันธุ์ สงวนเสริมศรี ปลัดจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า จากการสำรวจสถานีบริการน้ำมัน 44 แห่ง พบสัญญาณน่ากังวล โดยข้อมูล ณ เวลา 08.00 น. วันเดียวกัน ระบุว่า น้ำมันดีเซลมีสถานีที่มีปริมาณเพียงพอเพียง 6 แห่ง ขณะที่อีก 38 แห่งอยู่ในภาวะไม่เพียงพอ ส่วนเบนซินมีเพียง 4 แห่งที่เพียงพอ และอีก 40 แห่งมีปริมาณลดลง
ด้านนายสุนทร อุษาบริสุทธิ์ พลังงานจังหวัดสมุทรสงคราม ระบุว่า จากการตรวจสอบคลังน้ำมันของเอกชนในพื้นที่ ไม่พบการกักตุน และยังมีการกระจายน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยวันที่ 24 มี.ค. มีการส่งน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการรวมกว่า 198,000 ลิตร พร้อมยืนยันว่าระดับประเทศยังมีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มเติม ทำให้เชื่อว่าปริมาณน้ำมัน “ยังมีเพียงพอ” แต่ราคายังผันผวนตามตลาดโลก
ในที่ประชุมจึงมอบหมายให้สำนักงานพลังงานจังหวัด บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำฐานข้อมูลความต้องการใช้น้ำมันในแต่ละภาคส่วน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการ พร้อมกำชับติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และป้องกันการกักตุนหรือฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา
ด้านนายชินชัย สถิรยากร นายกสมาคมประมงเรือลากคู่สมุทรสงคราม ระบุว่า แม้จะมี “น้ำมันเขียว” สำหรับประมง แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นส่งผลให้เรือจำนวนมากต้องจอด ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงตลาดปลา โรงงานแปรรูป และแรงงานในระบบ
“หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผู้ประกอบการอาจแบกรับภาระไม่ไหว เสี่ยงกระทบแรงงานจำนวนมาก ขอให้รัฐสร้างความมั่นใจเรื่องการกระจายน้ำมันอย่างเป็นธรรม”
ด้านผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน ระบุว่า แม้ยังมีน้ำมันจำหน่าย แต่ต้องจำกัดโควตา เนื่องจากความต้องการใช้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่หันมาเติมหน้าปั๊มมากขึ้น ส่งผลให้บางช่วงเกิดภาวะ “ขาดช่วง” แต่ยังไม่ถึงขั้นขาดแคลน
ทั้งนี้ จังหวัดได้เน้นย้ำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์น้ำมันในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางออนไลน์ที่ภาครัฐจัดเตรียมไว้ เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก และให้การใช้น้ำมันเป็นไปอย่างเหมาะสม


