xs
xsm
sm
md
lg

โอดครวญทั่วแผ่นดินค่าครองชีพพุ่งพรวด จี้รัฐเร่งแก้ปัญหาปากท้องก่อนชาวบ้านแบกกันต่อไม่ไหว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อุดรธานี - พิษสงครามตะวันออกกลางทำราคาน้ำมันพุ่ง ซ้ำยังขาดแคลนหาเติมยาก กระทบค่าครองชีพชาวประชาถ้วนหน้า หอม กระเทียม หมูเห็ดเป็ดไก่ ถุงพลาสติก ต้นทุนเพิ่มพรวด-น้ำมันขาดแคลน วอนนายกฯ อนุทินเลิกขายฝัน “รวยแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว รวยแต่หนี้”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ และเริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านพลังงาน หลังหลายประเทศเผชิญปัญหาราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน

จากวิกฤตราคาน้ำมันดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าเพิ่มสูงขึ้น กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังสินค้าหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ล่าสุดมีรายงานว่าราคาสุกรหน้าฟาร์มได้มีการปรับขึ้นอีกกิโลกรัมละ 2 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำหน่ายเนื้อหมูเริ่มทยอยปรับราคาขายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศที่ตลาดสดเทศบาล 2 ต.แข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี พบว่า หลังจากราคาเนื้อหมูปรับตัวสูงขึ้นบรรดาแม่ค้าหลายรายเริ่มปรับราคาจำหน่ายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีบางร้านค้าที่ตรึงราคาขายไว้ในระดับเดิมเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

นอกจากสินค้าเนื้อหมูแล้ว สินค้าประเภทพลาสติก เช่น ถุงหิ้ว ถุงร้อน ก็มีการปรับราคาสูงขึ้นเช่นกัน สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกำลังลุกลามไปในหลายภาคส่วน และอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนในระยะต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


นางกาน อายุ 57 ปี แม่ค้าขายหอม-กระเทียม บอกว่า ราคาหอมและกระเทียมปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ต้องขึ้นราคาขายถุงละ 10 บาททันที ขณะที่กระเทียมไทยพุ่งแตะกิโลกรัมละ 180 บาท นอกจากนี้ ต้นทุนแฝงอย่าง “ถุงพลาสติก” ยังปรับขึ้นจากแพกละ 35 บาท เป็น 42 บาท สร้างภาระเพิ่มเติม ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาหนักอีกด้านคือสถานการณ์น้ำมัน ทั้งราคาที่พุ่งสูงและปริมาณที่ไม่เพียงพอ แม่ค้าระบุว่า ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อขับรถหาปั๊มน้ำมันมากถึง 5 แห่ง แต่ส่วนใหญ่ไม่มีขาย หรือหากมีต้องต่อคิวยาว และถูกจำกัดการเติมเพียงคันละไม่เกิน 500 บาท นับเป็นความยากลำบากที่สุดในชีวิต ฝากถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐบาล ให้เร่งแก้ไขปัญหาปากท้องให้ได้ แทนการสื่อสารเชิงนโยบายที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงของประชาชน “อยากให้ช่วยประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดว่าคนจนจะรวย ตอนนี้มันเหมือน ‘รวยแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว’ เพราะรวยแต่หนี้ รวยแต่ความลำบาก ประชาชนพูดตรงกันว่า ‘พอแล้วพอแล้ว’ กับสภาพแบบนี้ คนจนยิ่งจน คนรวยยิ่งรวย”

นางกานกล่าวต่อว่า หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ประชาชนฐานรากจะเผชิญความยากลำบากมากขึ้น ทั้งจากราคาสินค้าที่สูง ค่าเช่าบ้าน ค่าไฟฟ้า และภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้น จนอาจไม่เหลือทางออก หากภาครัฐยังไม่เร่งเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง

ด้าน น.ส.กานดา อ่อนศรี อายุ 58 ปี แม่ค้าขายกุ้ง บอกว่า ปัจจุบันราคากุ้งยังไม่มีการปรับขึ้น โดยในช่วงฤดูกาลนี้ราคายังคงอยู่ในระดับมาตรฐาน และคาดว่าจะเริ่มขยับสูงขึ้นหลังเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป สำหรับสินค้าที่ร้านมีทั้งกุ้งแบบแกะเปลือกและไม่แกะ โดยขายในราคาเท่ากันตามขนาด เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 220-260 บาท พร้อมเน้นบริการแกะเปลือกเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า


อย่างไรก็ตาม น.ส.กานดายอมรับว่าสถานการณ์น้ำมันส่งผลกระทบต่อการค้าขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ผู้ค้ารายย่อยที่ใช้รถจักรยานยนต์จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่ประชาชนที่ต้องใช้รถยนต์ประกอบอาชีพได้รับความเดือดร้อนอย่างชัดเจน โดยต้องตระเวนหาน้ำมันดีเซลตามปั๊มต่างๆ ซึ่งสร้างความลำบาก หากไม่มีการกักตุนไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคทยอยปรับราคาขึ้นตามไปด้วย โดยสินค้าที่เห็นชัดเจนว่ามีการปรับราคาแล้ว คือกลุ่มบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะ “ถุงพลาสติก” ที่ปรับขึ้นห่อละประมาณ 2 บาท จากเดิมที่เคยเป็นราคามาตรฐาน สาเหตุหลักมาจากต้นทุนน้ำมันที่ใช้ทั้งในกระบวนการผลิตและการขนส่ง

ในมุมมองต่อสถานการณ์ในระยะข้างหน้า น.ส.กานดาระบุว่า ประชาชนจำนวนมากยังคงมีความกังวล โดยเฉพาะหากเกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาอาหาร เนื่องจากจังหวัดอุดรธานีต้องพึ่งพาการขนส่งสินค้าเป็นหลัก หากต้นทุนขนส่งสูงขึ้นหรือไม่สามารถจัดหาน้ำมันได้เพียงพอ จะทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นอีกมาก ซึ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลางจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะไม่มีศักยภาพในการกักตุนสินค้าเหมือนผู้มีฐานะ




ท้ายที่สุดฝากถึงภาครัฐและผู้มีอำนาจให้เร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยมองว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อประชาชนระดับรากหญ้าโดยตรง ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ยังซบเซาจากวิกฤตที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับปัญหาเพียงลำพัง

ด้านนางนุ่น แม่ค้าหมูในตลาด บอกว่า ขณะนี้ราคาหมูหน้าฟาร์มที่ส่งให้แม่ค้ารายย่อยปรับตัวสูงขึ้นจริง แต่ทางร้านยังไม่ได้ปรับราคาขายปลีกเนื่องจากเห็นใจผู้บริโภค และกังวลว่าหากปรับขึ้นราคาอาจทำให้ยอดขายลดลง “ถ้าจะขึ้นราคาอีกครั้ง อาจต้องปรับขึ้นถึงกิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งตอนนี้ยังไม่อยากขึ้นเพราะลูกค้าก็ลำบากเหมือนกัน

ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาเนื้อหมูส่วนเนื้อแดงอยู่ที่กิโลกรัมละ 160 บาท โดยแม่ค้ายังคงพยายามพยุงราคาเพื่อช่วยเหลือลูกค้าไปก่อนแม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นอกจากราคาเนื้อหมูแล้ว สินค้าที่เกี่ยวข้องอย่างถุงพลาสติกสำหรับใส่สินค้า ก็มีการปรับราคาสูงขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ต้นทุนโดยรวมของร้านค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่บรรยากาศการจับจ่ายของประชาชนเริ่มซบเซา โดยคุณนุ่นยอมรับว่า “ช่วงนี้ลูกค้าเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด”