กาญจนบุรี – เจ้าหน้าที่บูรณาการกำลังลาดตระเวนชายแดนสังขละบุรี จับแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย 2 คดีภายในคืนเดียว รวม 42 คน สารภาพต้องการเข้ามาหางานทำในพื้นที่จังหวัดชั้นในของไทย จ่ายค่าหัวให้นายหน้าสูงถึง 3 หมื่นบาทต่อคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พ.ต.อ.สันทัด ลยางกูร รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผู้กำกับการ สภ.สังขละบุรี พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ และผู้บังคับการ ร.29 รวมถึง พ.อ.ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สังขละบุรี ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี ฝ่ายปกครอง และทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า เฝ้าระวังและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด ตามนโยบายของรัฐบาล
กระทั่งเวลา 21.30 น. วันที่ 8 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจร่วมบ้านน้ำเกิ๊ก หมู่ 8 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี ได้แบ่งกำลังออกลาดตระเวนตามช่องทางธรรมชาติ จนไปพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณชายป่าหลังเกษตรพื้นที่สูง จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและสามารถจับกุมได้จำนวน 24 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 10 คน โดยทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และไม่มีเอกสารแสดงตน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.สังขละบุรี
ต่อมาเวลา 23.30 น. คืนเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยอีกกลุ่มหนึ่งหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณชายป่าหลังวัดน้ำเกิ๊ก หมู่ 8 ตำบลหนองลู จึงเข้าจับกุมได้เพิ่มอีก 18 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 8 คน โดยทั้งหมดไม่มีเอกสารอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนผ่านล่ามแปลภาษา
จากการสอบสวนแรงงานต่างด้าวทั้ง 2 คดี รวม 42 คน ให้การผ่านล่ามตรงกันว่า ได้ลักลอบเดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อมุ่งหน้าไปทำงานในพื้นที่จังหวัดชั้นใน โดยจ่ายค่าหัวให้กับนายหน้าคนละประมาณ 15,000-30,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทาง
อย่างไรก็ตาม ระหว่างหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าเพื่อรอผู้ร่วมขบวนการมารับตัวไปส่งต่อ กลุ่มแรงงานทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้เสียก่อน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรี ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป





ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วย พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พ.ต.อ.สันทัด ลยางกูร รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี พ.ต.อ.สันติ พิทักษ์สกุล ผู้กำกับการ สภ.สังขละบุรี พ.อ.พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ และผู้บังคับการ ร.29 รวมถึง พ.อ.ปิยะเณศร์ ภัทรศาศวัตวงษ์ รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สังขละบุรี ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 134 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดกาญจนบุรี ฝ่ายปกครอง และทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า เฝ้าระวังและปราบปรามการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด ตามนโยบายของรัฐบาล
กระทั่งเวลา 21.30 น. วันที่ 8 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจร่วมบ้านน้ำเกิ๊ก หมู่ 8 ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี ได้แบ่งกำลังออกลาดตระเวนตามช่องทางธรรมชาติ จนไปพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณชายป่าหลังเกษตรพื้นที่สูง จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและสามารถจับกุมได้จำนวน 24 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 10 คน โดยทั้งหมดไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และไม่มีเอกสารแสดงตน เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.สังขละบุรี
ต่อมาเวลา 23.30 น. คืนเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยอีกกลุ่มหนึ่งหลบซ่อนตัวอยู่บริเวณชายป่าหลังวัดน้ำเกิ๊ก หมู่ 8 ตำบลหนองลู จึงเข้าจับกุมได้เพิ่มอีก 18 คน เป็นชาย 10 คน หญิง 8 คน โดยทั้งหมดไม่มีเอกสารอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวมาสอบสวนผ่านล่ามแปลภาษา
จากการสอบสวนแรงงานต่างด้าวทั้ง 2 คดี รวม 42 คน ให้การผ่านล่ามตรงกันว่า ได้ลักลอบเดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อมุ่งหน้าไปทำงานในพื้นที่จังหวัดชั้นใน โดยจ่ายค่าหัวให้กับนายหน้าคนละประมาณ 15,000-30,000 บาท ขึ้นอยู่กับระยะทาง
อย่างไรก็ตาม ระหว่างหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าเพื่อรอผู้ร่วมขบวนการมารับตัวไปส่งต่อ กลุ่มแรงงานทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่ตรวจพบและจับกุมได้เสียก่อน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรี ดำเนินคดีในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป


