xs
xsm
sm
md
lg

คำลวงบนหน้าจอ - คดีใส่ร้ายในสังคม เกมที่ไม่มีผู้ชนะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วงจรของ “ข้อมูลเท็จ” ในสังคมไทยปัจจุบัน เดินทางมาถึงจุดที่น่ากลัวเกินกว่าจะมองว่าเป็นแค่เรื่องการด่าทอธรรมดา แต่มันกลายเป็น "อาวุธ" ที่ถูกนำมาใช้ฟาดฟันกันเป็นขบวนการ ในขณะที่อีกฝั่งก็ใช้ "กฎหมาย" เป็นโล่ป้องกันตนเองและดาบโต้กลับ เกมนี้หากมองให้ลึกจะเห็นว่าสิ่งที่สูญเสียไปมากที่สุดไม่ใช่แค่เงินทองหรืออิสรภาพของใคร แต่คือ "ความน่าเชื่อถือของพื้นที่สาธารณะ" ที่ถูกถมด้วยน้ำลายและความเชื่อมากกว่าข้อเท็จจริง
 

เนื้อหาสำคัญที่เราต้องชำแหละ คือพฤติกรรมการใช้ข้อมูลเท็จเพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นกรณีพิพาทระหว่างคนดัง หรือคดีความที่นักกฎหมายอย่าง ทนายแก้ว หรือบุคคลสาธารณะหลายคนต้องเข้าไปพัวพัน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแพทเทิร์นเดียวกันคือ การนำ "ข้อมูลส่วนตัว" หรือ "เรื่องราวที่ปรุงแต่งขึ้น" มาขยายผลในพื้นที่โซเชียล โดยมีเป้าหมายคือการสังหารทางสังคม (Social Sanction)

 
แต่ในขณะเดียวกัน สังคมต้องตั้งคำถามอย่างเท่าเทียมว่า "การใช้กฎหมายฟ้องร้อง" ในแต่ละกรณีนั้น เป็นไปเพื่อปกป้องสิทธิที่ถูกละเมิดอย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงการใช้กระบวนการยุติธรรมมาข่มขู่เพื่อปิดปากการวิพากษ์วิจารณ์? นี่คือเส้นแบ่งที่สังคมต้องแยกให้ออก เพราะการปกป้องสิทธิ คือการฟ้องเมื่อมีการนำ "ความเท็จ" มากล่าวหาจนเกิดความเสียหายจริง ส่วนการฟ้องปิดปาก(SLAPP) คือการฟ้องเมื่อมีการ "วิจารณ์ความจริง" หรือตรวจสอบผลประโยชน์สาธารณะซึ่งแตกต่างกัน

 
หากจะพูดถึงกรณีศึกษาที่จับต้องได้ต้องดูจากบรรทัดฐานศาลในคดีหมิ่นประมาทช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีคดีหนึ่งที่จำเลยนำภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและนักกฎหมายไปโพสต์บิดเบือนว่ามีการรับสินบน โดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ผลที่ตามมาคือศาลชั้นต้นสั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญา เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่ทำลายความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของส่วนรวม
 

อีกเคสที่น่าสนใจคือ การคอมเมนต์ด่าทอดาราด้วยคำหยาบคายและข้อมูลเท็จเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัว แม้จำเลยจะอ้างว่า "ก็เห็นคนอื่นพูดกัน" แต่ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนว่า"การเผยแพร่ต่อ (Share) หรือการแสดงความเห็นซ้ำบนฐานข้อมูลเท็จ ถือเป็นการร่วมกระทำความผิด" ผลคือจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งหลักล้านบาท ซึ่งเป็นบทเรียนว่าความสะใจเพียงไม่กี่นาทีบนคีย์บอร์ด อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อชดใช้หนี้สินจากคดีความ
 

วาทกรรมที่น่ารังเกียจ : การบิดเบือนความหมายของการตรวจสอบ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบันคือกลุ่มคนที่ "จงใจ" ผลิตข้อมูลเท็จ เมื่อถูกฟ้องกลับมักจะหยิบยกคำว่า "ฟ้องปิดปาก" มาใช้เรียกร้องความสงสารจากสังคม พฤติกรรมนี้ถือเป็นเรื่องอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นการทำให้ความหมายของการตรวจสอบที่สุจริตด้อยค่าลง สังคมควรประณามทั้งสองฝ่าย คือประณามทั้ง "คนโกหกที่อ้างเสรีภาพ" และ "คนมีอำนาจที่ใช้การฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง"

 
กฎหมายคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 และ 16 ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อจัดการกับข้อมูลปลอมและการตัดต่อภาพที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย แต่ในทางกลับกัน มันก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือที่ "กว้างเกินไป" จนอาจถูกนำมาใช้ปิดกั้นความเห็นได้ ดังนั้น "เนื้อหา" ที่คนอ่านต้องเสพ คือการดูที่ "พยานหลักฐาน" หากฝ่ายที่ถูกฟ้องมีหลักฐานจริง ไม่ได้นำความเท็จมากระจายในสังคม การฟ้องนั้นคือการปิดปาก แต่หากฝ่ายที่ถูกฟ้องมีเพียง "คำบอกเล่า" หรือ "เรื่องมโน" หรือ “จงใจ” ชี้นำให้เกิดความเกลียดชังและเข้าใจผิด การฟ้องนั้นคือการทวงคืนความยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านควรให้กระบวนการทางกฎหมายพิจารณาความจริงให้ปรากฏ มิใช่ด่วนตัดสินจากความเชื่อ หรือคล้อยตามคนหมู่มาก

 
เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อในเกมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สังคมควรยึดหลักดังนี้:
• หยุดเป็น "นักแชร์ไร้สติ" ข้อมูลใดที่ระบุชื่อ-นามสกุลและกล่าวหาเรื่องผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมโดยไม่มีเอกสารยืนยัน ให้ถือว่าเป็น "น้ำ" มากกว่า "เนื้อ" เชื่อถือไม่ได้
• ตรวจสอบเจตนาของผู้ให้ข้อมูล บ่อยครั้งที่การปล่อยข้อมูลเท็จทำไปเพื่อสร้างเรตติ้งหรือผลประโยชน์แฝง อย่าให้ความโกรธแค้นส่วนตัว มาบังตาจนเรากลายเป็นเครื่องมือให้ใคร

• ยอมรับผลของความจริง หากทำผิดจริงการขอโทษและเยียวยาคือทางออก แต่ถ้าถูกใส่ร้าย การใช้กระบวนการยุติธรรมคือสิทธิพื้นฐานที่ควรทำ โดยไม่ต้องเกรงกลัววาทกรรมใดๆ

 
โลกออนไลน์ไม่ใช่พื้นที่ยกเว้นกฎหมาย และ "ความจริง" ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อทำลายใครก็ได้ตามใจชอบ สังคมไทยต้องก้าวข้ามการด่าทอแบบไร้สาระ ไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์บนฐานของความจริง ใครที่ใช้ข้อมูลเท็จต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะต้องเข้าคุกและเสียทรัพย์ ส่วนใครที่ใช้กฎหมายฟ้องพร่ำเพรื่อเพื่อปิดกั้นความจริง สังคมก็จะเป็นผู้ตัดสินความน่าเชื่อถือเอง สุดท้ายแล้ว "ความจริงอาจเดินทางช้ากว่าคำโกหก แต่เมื่อมันเดินทางไปถึงศาล มันจะพิพากษาทุกคนอย่างเท่าเทียม"
กำลังโหลดความคิดเห็น