ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - ราชภัฏโพลแถลงโพลเลือกตั้ง ครั้งที่ 2 สำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 11,700 คน เผยความเห็นประชาชนต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค พบ “เท้ง” และพรรคประชาชน นำโด่ง เหนือ “ยศชนัน” พรรคเพื่อไทย และ“อนุทิน” ภูมิใจไทย
วันนี้ (29 ม.ค. 69) ที่ห้องประชุมเศาวนิตย์ เศาวนานนท์ ชั้น 3 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ม.ราชภัฏนครราชสีมา อ.เมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา รศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ผศ.ดร.รัฐกร คิดการ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการการวิจัยและนวัตกรรม ม.ราชภัฏนครราชสีมา และ ผศ.ดร.ลลิตา ธงภักดี ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษา ม.ราชภัฏนครราชสีมา ร่วมแถลงผล “ราชภัฏโพล” ครั้งที่ 2 เป็นการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 11,700 คน เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2569 ดำเนินการโดยที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย
ผลโพล ครั้งที่ 2 พบว่าจำนวนและร้อยละความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือกนายกรัฐมนตรี ให้ “เท้ง” นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน (ปชน.) นำโด่งถึง 39.2% เพิ่มขึ้นจากโพลครั้งที่ 1 ที่ได้ 32.5% ตามด้วย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จากพรรคเพื่อไทย 17.0%, เพิ่มขึ้นจากโพลครั้งที่ 1 ที่ได้ 10.8%, นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากภูมิใจไทย 16.3% ลดลงจากครั้งที่ 1 ที่ได้ 25.5%, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากประชาธิปัตย์ 9.1% ลดลงจากครั้งที่ 1 ที่ได้ 12.4%, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากรวมไทยสร้างชาติ 3.3%, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จากกล้าธรรม 2.3% และ อื่นๆ 12.9%
ในขณะที่จำนวนและร้อยละความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พบว่า พรรคประชาชนนำโด่งเช่นกัน ด้วยผลโหวต 9,070 คะแนน จากข้อมูลสำรวจ 11,700 คน หรือคิดเป็น 38.8% ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 4,190 คะแนน คิดเป็น 17.9% และพรรคภูมิใจไทย 3,642 คะแนน คิดเป็น 15.6%, พรรคประชาธิปัตย์ 8.5% ตามลำดับ
ผลสำรวจ “ราชภัฏโพล” ครั้งที่ 2 จะเห็นว่า 1. ภาพรวมการตัดสินใจเลือกตั้งของประชาชนไทยตัดสินใจเลือกตั้งบนฐาน “นโยบาย” มากกว่า “ตัวบุคคล” โดยนโยบายเศรษฐกิจปากท้องและรายได้ เป็นปัจจัยสูงสุด (52.9%) สะท้อนความกังวลด้านค่าครองชีพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือน
2. พฤติกรรมการเลือก ส.ส. พบว่า ประชาชน ร้อยละ 71.6 เลือก ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเดียวกัน แสดงถึงความต้องการเสถียรภาพรัฐบาลและความชัดเจนเชิงนโยบายของพรรค
3. ความพร้อมทางการเมืองของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 70.9 สามารถจดจำหมายเลขผู้สมัครและพรรคที่เลือกได้ สะท้อนถึงการรับรู้ทางการเมืองในระดับสูงและการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
4. เหตุผลในการเลือก ส.ส.
- ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลือกจากนโยบายพรรค (47.1%) และความน่าเชื่อถือของพรรค (35.5%)
- ส.ส.เขต เลือกจากนโยบายพรรค (45.3%) และความสามารถของผู้สมัคร (30.2%) แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองยังคงเป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ
5. จุดยืนต่อการแก้รัฐธรรมนูญ พบว่า ประชาชนร้อยละ 67.8 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สะท้อนความต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมือง
6. วิเคราะห์การเลือกตั้ง ส.ส. จำแนกตามภูมิภาค อายุ และอาชีพ พบว่า
- ทุกภูมิภาค ให้น้ำหนักนโยบายเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่มีบริบทความต้องการเฉพาะพื้นที่
- กลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน มองการเมืองเชิงอนาคตและการเปลี่ยนแปลง
- วัยทำงานและผู้สูงอายุ ให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพ ความมั่นคง และประสบการณ์
- การเลือก ส.ส.สอดคล้องกับบทบาทชีวิตและอาชีพของประชาชน
7. ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์ “ราชภัฏโพล” ชี้ชัดว่า การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การเมืองเชิงนโยบายและผลลัพธ์ที่จับต้องได้” พรรคการเมืองที่สามารถออกแบบนโยบายตอบโจทย์เศรษฐกิจ สร้างเสถียรภาพ และเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในระยะยาว


