xs
xsm
sm
md
lg

3 ฝรั่งพี่น้องบินข้ามทวีป ตามหาจนเจอคนไทยที่เคยเลี้ยงดูสมัยสงครามเวียดนาม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อุบลราชธานี - สามพี่น้องชาวอเมริกันเดินทางข้ามทวีปเพื่อตามหาชายผู้มีพระคุณช่วยเลี้ยงดูสมัยสงครามเวียดนาม หรือ 53 ปีที่ผ่านมา สุดท้ายด้วยความช่วยเหลือของชาวอุบลฯ ช่วยกันค้นหาจนพบว่ายังมีชีวิตอยู่ และทำฝันของสามชาวอเมริกันเป็นความจริง


ผู้สื่อข่าวรายงานเรื่องราวความประทับใจ มีสามพี่น้องครอบครัวชาวอเมริกัน ได้แก่ มิสเตอร์ราอูล ลาร์เมียร์ บัตแลนด์ 66 ปี / มิส ลิซารี พาวเวลล์กูลด์ 63 ปี / มิสเตอร์มาร์ค เจมส์ บัตแลนด์ อายุ 62 ปี เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานี และเข้าขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าวให้ช่วยตามหาชายนายพูน ไม่ทราบชื่อจริง นามสกุล พงษ์อารีย์ ซึ่งทั้ง 3 คนบอกว่านายพูนเป็นผู้ที่มีพระคุณและเคยช่วยชีวิตทั้ง 3 คนไว้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 หรือเมื่อ 54 ปีก่อน

นายมาร์คเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวว่า นายเคนเนธ (พ่อของตน) เป็นทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ สมัยสงคราวเวียดนาม ปี 1971 ต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวจึงได้เดินทางมาตามอยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี

นายมาร์คเล่าต่ออีกว่า นายเคนเนธ ผู้เป็นพ่อ ได้พบกับนายพูน และครอบครัวที่จังหวัดอุบลราชธานี นายพูนได้ช่วยเหลือครอบครัวของตน หาที่อยู่ให้และดูแลตนเองและครอบครัวตลอดระยะเวลาที่อยู่จังหวัดอุบลราชธานีนานถึง 13 เดือน ก่อนที่ตนเองและครอบครัวจะเดินทางกลับสหรัฐฯ


นายมาร์คบอกอีกว่า ครั้งหนึ่งตนเองและครอบครัวได้รับเกียรติให้เป็นแขกในงานแต่งงานที่ สปป.ลาว ตอนนั้นครอบครัวถูกทหารเวียดกงเข้ามาหาเรื่องและพยายามใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายตนเองและครอบครัว นายพูนได้เข้าไปขวาง ดึงครอบครัวตนออกจากที่เกิดเหตุ ภรรยาของนายพูนได้พาตนเองและครอบครัวไปหลบซ่อนที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อกลุ่มเวียดกงเหล่านั้นกลับไป นายพูนจึงได้รีบพาตนเองและครอบครัวออกจาก สปป.ลาวทันที และในตอนเช้ากลุ่มชายชาวเวียดกงก็ยกพวกกลับมาค้นหาครอบครัวของตนเพื่อฆ่าพวกตนอีกครั้ง แต่ตนหนีกลับออกมาได้ก่อน นั่นคือการช่วยชีวิตครั้งแรก

และเมื่อตอนเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี นายพูนซึ่งเป็นนักมวยอยู่แล้วได้สอนวิชามวยไทยให้ป้องกันตัว ซึ่งพวกตนได้วิชาไว้ป้องกันตัวมาจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาปี 1972 ตนเองและครอบครัวได้กลับไปสหรัฐอเมริกา และไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของนายพูนอีกเลย จากนั้นพ่อและแม่ของตนก็เสียชีวิต ตนเองและพี่น้องทั้ง 3 คนยังคงรักและคิดถึงนายพูนและครอบครัวเสมอ จนเวลาผ่านมา 53 ปี พี่น้องทั้ง 3 คนจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อตามหานายพูนและตอบแทนบุญคุณนายพูนและครอบครัว แต่ตนก็คิดว่าเป็นภารกิจที่ยากมากเพราะนายพูนอาจจะไม่อยู่แล้ว

หลังจากที่รับทราบเรื่องราว ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมจิตอาสา และล่ามภาษาในการลงพื้นที่สำรวจบ้านเช่าที่เคยอยู่เพื่อหาเบาะแสอยู่ 3 วัน จนทราบข่าวจาก นางสาวพิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ว่านายพูนที่ตามหายังมีชีวิตอยู่ ขณะนี้อายุ 80 ปี อยู่ที่อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ

สามพี่น้องชาวอเมริกันเดินทางไปถึงบ้านพักของนายพูน ต่างคนต่างจำกันได้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 50 ปี ทุกคนต่างดีใจจนร้องไห้ทั้ง 2 ครอบครัว ทางฝ่ายนายพูนเองได้มีการผูกข้อมือรับขวัญตามประเพณีภาคอีสาน และสามฝรั่งก็ได้นำตัวนายพูนมาตรวจร่างกายรักษาดวงตาที่เป็นต้อกระจก และหูที่ไม่ค่อยได้ยิน

มาร์คเล่าว่า ครอบครัวของตนไม่เคยลืมนายพูน พวกตนจำความเมตตาของนายพูนได้เสมอ ตนเองนับถือเปรียบเสมือนพี่ชายของพ่อ นั่นแหละคือแรงผลักดันของตนที่ตามหา อยากขอบคุณ และอยากกลับมาเจอกันอีกครั้ง ตนเองเสียใจที่ปล่อยให้เวลาผ่านมานานถึง 53 ปี มันเป็นเวลาที่นานมาก แต่พวกตนไม่เคยลืมนายพูนเลย อยากจะขอบคุณชาวอุบลราชธานี ที่ดูแลพวกตนเป็นอย่างดี

และในการกลับมาครั้งนี้ หลังจากที่ผ่านไป 53 ปี ตนไม่รู้เลยว่าจะพบกับสิ่งที่ตามหาหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะต้องคาดหวังอะไร แต่ผู้คนอุบลฯ หัวใจแบบไทยๆ ที่นี่ยังเหมือนเดิมตนรู้สึกได้ และตนมั่นใจในความรู้สึกนั้นมันเหมือนครอบครัว มันเหมือนบ้าน พวกเราสามพี่น้องรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคนที่ช่วยเราตามหานายพูน เพราะตอนแรกตนก็ไม่คิดว่าจะสำเร็จมันเหมือนการหวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก

เพราะเวลามันผ่านมานานเหลือเกิน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสะกดนามสกุลของเขาอย่างไร ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่นามสกุลจริงหรือเปล่า และสุดท้ายเราก็รู้ว่า เราเรียกเขาว่า “พูน” ซึ่งเป็นชื่อเดิม แต่ปัจจุบันเขาใช้ชื่อว่า “ขวัญ” ดังนั้นโอกาสที่จะเจอแทบจะเป็นศูนย์แต่เราก็โชคดีมากที่สามารถทำได้

นาทีที่ตนทราบว่าเจอนายพูนแล้ว ตอนนั้นตนนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ขาหัก นายกเทศมนตรีเข้ามา เอาโทรศัพท์มาให้ และในสายคือ นายพูน ทันทีที่เห็นหน้าตนรู้เลย นั่นคือพูน มันเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์มาก 53 ปีแล้วที่ตนไม่ได้เห็นใบหน้านั้น แต่ตนจำได้ทันที พี่สาว พี่ชาย ทุกคนรู้ทันที นั่นแหละคือช่วงเวลาที่เราหาเขาเจอ เขาน่าทึ่งมากจริงๆ พวกตนได้มีโอกาสเจอกันและได้ตอบแทนบุญคุณ นายพูนที่คอยดูแลพวกตนช่วงที่อยู่ จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้พวกตนสามพี่น้องจึงได้พานายพูนมาตรวจร่างกายและรักษาเรื่องการมองเห็น การได้ยิน และโรคประจำตัวต่างๆ


นายพูนเล่าว่า ตนได้เจอกับพ่อของมาร์คช่วงที่มาประจำการที่สนามบินอุบลราชธานีสมัยสงครามเวียดนาม ตอนนั้นตนมีอาชีพปั่นสามล้อรับส่งคน พ่อของมาร์คก็ชวนตนมาทำงานด้วย เพราะมาร์คและพี่ชาย พี่สาว ตอนนั้นยังเด็ก ตนต้องคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้กิน

รู้สึกดีใจภูมิใจมากที่ทั้ง 3 คนไม่ลืมตน ยังกลับมาตามหาทั้งที่ผ่านไปตั้งหลายสิบปี ไม่คิดไม่ฝันว่าทั้ง 3 คนจะกลับมาตามหา เพราะตนย้ายมาอยู่ที่อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ แต่มาร์คและพี่ชายไปตามหาที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสัปดาห์ถึงหากันเจอ

"ตอนที่เจอกันต่างคนต่างเข้ามากอดกันร้องไห้กันหมด ดีใจที่ได้มาเจอ ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหา ทำให้ผมและครอบครัวของมาร์คได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง"


กำลังโหลดความคิดเห็น