xs
xsm
sm
md
lg

ไม่กี่เดือนร่วง 3 ตัว! พบ “นกแร้งหิมาลัย” วัยเด็กบินอพยพไม่ไหวร่วงหลังบ้านชาววังเจ้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตาก - พบอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยวัยเด็ก (Himalayan Griffon Vulture) อพยพหนีหนาวแต่บินต่อไม่ไหวโฉบเกาะต้นสักก่อนตกลงพื้นหน้าบ้านชาววังเจ้า เผยเป็นนกสุดหายากทั้งโลกมีแค่ 6 หมื่นกว่าตัว ไม่กี่เดือนเจอตกในไทย 3 ตัวแล้ว


นายบุญเหลือ ฟั้นเฝือ อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 126 หมู่ที่ 14 ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก ผู้พบนก บอกว่า สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นนกตัวดังกล่าวบินกางปีกกว้างตัวใหญ่มาก เกิดมา 58 ปีเพิ่งเคยเจอนกตัวใหญ่ขนาดนี้ กระพือปีกเสียงดัง วู่ๆๆ มีนกกาบินไล่ตาม ก่อนจะถลาลงมาเกาะที่ต้นสักหลังบ้าน เกาะนิ่งๆ อยู่นาน ด้วยความสงสัยจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นนกอีแร้ง

จากนั้นในเวลาต่อมานกแร้งดังกล่าวได้พลัดตกจากต้นสักมานอนกองอยู่ที่พื้นดิน นิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะค่อยๆ ยืนขึ้น ตนจึงคอยกันห้ามสุนัขไม่ให้ทำร้ายนกแร้ง

ก่อนจะประสานนายนพรัตน์ มานัต สมาชิกสภาเทศบาลตำบลวังเจ้า หรือ ส.ท.โอ จิตอาสาชื่อดังในพื้นที่ให้เข้ามาดู ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้เชี่ยวชาญทราบว่าเป็นนกแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทย ที่มีสถานภาพใกล้ถูกคุกคามต่อการสูญพันธุ์ (near-threatened) ซึ่งเป็นชนิดที่หาได้ยาก ทั้งโลกมีประชากรเหลือประมาณ 66,000 ตัว

คาดว่านกแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยตัวนี้ ซึ่งสภาพเป็นนกเด็ก ได้อพยพหนีหนาวมาจากทางตะวันตกของประเทศจีนหรือจากทางที่ราบสูงทิเบต บินผ่านประเทศไทยไปทางหมู่เกาะในอินโดนีเซีย ซึ่งอาจจะเป็นการบินอพยพเป็นครั้งแรกในชีวิต ทำให้เหนื่อยล้าหมดแรงระหว่างทางและร่วงลงมาดังกล่าว

ส.ท.โอ นายนพรัตน์ มานัต จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมมอบหมายให้ นายกมลเทพ อุ่นเมือง นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลตำบลวังเจ้า นำทีมงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันนำอุปกรณ์มาช่วยจับนกอีแร้งส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 14 ตาก ต.ป่ามะม่วง อ.เมือง จ.ตาก เพื่อทำการช่วยเหลือฟื้นฟูต่อไป

ณ ปัจจุบันพบรายงานนกแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ร่วงตัวนี้เป็นตัวที่ 3 โดยตัวที่ 1 (จ.ลพบุรี): เป็นแร้งวัยเด็กที่พลัดหลงในพื้นที่ ต.ห้วยหิน อ.ชัยบาดาล เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เข้าเฝ้าระวังและให้อาหารฟื้นฟูจนมันสามารถบินกลับสู่ธรรมชาติได้เองเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568

ตัวที่ 2 (จ.สตูล): มีรายงานการพบแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยวัยเด็ก ร่อนตกในพื้นที่จังหวัดสตูล (ข้อมูลรายงานช่วงต้นเดือนมกราคม 2569) ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งนำส่งไปรักษาและฟื้นฟูที่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน)

ทั้งนี้ จากข้อมูลทราบว่า ในฤดูหนาวทุกปี ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมีนาคม จะพบแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (บางปีพบแร้งดำหิมาลัยด้วย) บินเข้า-ผ่านประเทศไทย 10-30 ตัว

แร้งอาจร่อนตามลมหนาว เข้าภูมิภาคอาเซียน ในประเทศเมียนมา ไทย กัมพูชา ลงไปถึงประเทศสิงคโปร์ บางตัวหมดแรง ร่วงในประเทศมาเลเซียและเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

แร้งหิมาลัยพวกนี้จะร่อนมากับลมหนาว ลงใต้มาเรื่อยๆ ตามแนวเทือกเขาตะนาวศรี (ส่วนน้อยบินไปทางอีสาน และมักจะพบในภาคตะวันออก)

ถ้าแร้งไม่พบซากสัตว์ (ซึ่งในปัจจุบัน ซากปศุสัตว์ โค กระบือแทบไม่มีทิ้งให้เน่าสลายเองตามธรรมชาติ) และลมหนาวอ่อนลง เมื่อไม่มีลมหนาวหนุนปีก แร้งจะหมดแรง กระพือปีกบินเองได้ยาก เพราะขาดอาหาร และน้ำหนักตัวที่หนักระหว่าง 6-12 กิโลกรัม ร่วงตกพื้น กลายเป็น แร้งร่วง ในภาคใต้ เพราะลมหนาวมักจะหมดแรงในภาคใต้ เนื่องจากปะทะกับความชื้นของลมมรสุมในช่วงเวลาเดียวกัน

เนื่องจากแร้งเป็นสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เมื่อพบเจอแจ้งสายด่วน โทร. 1362 เจ้าหน้าที่จะทำการช่วยเหลือแร้งฯ ที่บาดเจ็บ พลัดหลง หรือหมดแรง นำส่งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในพื้นที่ใกล้กับจุดร่วง เพื่ออนุบาล บางตัวที่ต้องรับการรักษาจาก สภาพบาดเจ็บหรือรับการผ่าตัด นำส่งหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อ กำแพงแสน จ. นครปฐม เพื่อรักษาฟื้นฟูสุขภาพ ฝึกบินแล้วนำไปปล่อยคืนธรรมชาติ ในช่วงฤดูอพยพผ่านขึ้นเหนือในเดือนเมษายน ณ เส้นทางอพยพของแร้งหิมาลัยในภาคตะวันตกและภาคเหนือ เช่น อช.แม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร อช.ผ้าห่มปก จังหวัดเชียงใหม่ ต่อไป

ในส่วนของการอนุรักษ์และผลการติดตามแร้งหิมาลัยที่ปล่อยคืนธรรมชาติ ด้วยอุปกรณ์ดาวเทียม ตลอด 5 ปี ในปี 2564-2568 โดยหน่วยวิจัยนกนักล่าและเวชศาสตร์อนุรักษ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ศึกษาติดตามแร้ง 6 ตัว พบว่าสามารถเดินทางไกลกลับไปถิ่นกำเนิด ในมณฑลเสฉวน กานซู ยูนนาน ประเทศจีน เขตปกครองตนเองทิเบต ได้ โดยแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย บางตัวสลับเปลี่ยนพื้นที่อาศัยในฤดูร้อนทางเหนือ (boreal summer) ระหว่างประเทศมองโกเลียและจีน

ทั้งนี้ ถ้าพบเห็น #แร้งร่วง เพราะนกหมดแรง ยกหัวไม่ขึ้น ไม่มีแรงต้านหรือวิ่งหนี ให้ป้อนน้ำเกลืออุ่น (น้ำสะอาด 1,000 มล./ซีซี + เกลือแกง 9 กรัม) 50-100 มล./ครั้ง ทุก 3-6 ชั่วโมง

**งดป้อนอาหารโดยเด็ดขาด***

หลังจากนั้น 1-2 วัน เมื่อแร้งยกหัวได้ สามารถให้เนื้อหมู/ไก่สด (ไม่จำเป็นต้องเน่า) เป็นชิ้นๆ ให้แร้งกินได้

**ห้ามบังคับป้อนหรือยัดอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์หรือสารอื่นๆ โดยเฉพาะที่เป็นน้ำมัน เข้าปากแร้ง ถ้าแร้งไม่กินเอง เพราะแร้งอาจสำลักอาหารเข้าปอด ..ถึงตาย*

เมื่อแร้งมีแรง ยกหัวได้ ก็เคลื่อนย้ายไปพบสัตวแพทย์ หรือส่งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติฯ และโทร.แจ้ง สายด่วน 1362 ให้ จนท.กรมอุทยานฯ ไปรับตัวมารักษาต่อไป โดยไม่มีค่าใช้จ่าย








กำลังโหลดความคิดเห็น