“ไร้เงิน”ก็ “ไร้ยา” โรงพยาบาลรัฐกว่า 400 แห่ง งบจะติดลบ จนไม่มียาฟรีจ่ายให้พี่น้องประชาชน
สว.คุณหมอชี้ “สิทธิ์ 30 บาทฯ” ไม่ใช่ตัวการทำโรงพยาบาล “เจ๊ง”อย่างที่หลายคนโทษ แต่เป็นคนบริหารอย่าง “สปสช.”ต่างหากที่ “จ่ายช้า-จ่ายไม่เต็ม”จนสถานพยาบาลแบกต่อไปไม่ไหว
** อีก 3 เดือน “ไม่มีเงิน” ซื้อยา **
อีก 3 เดือน โรงพยาบาลกว่า 400 แห่ง จะไม่มีเงินพอที่จะซื้อยา โบ้ยกันว่าสาเหตุมาจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือสิทธิบัตรทอง ที่ทำเอาโรงพยาบาลขาดทุนหนัก
เมื่อขอให้คนวงในอย่าง “หมอวี (นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย)”รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ช่วยวิเคราะห์ ถึงได้คำคอนเฟิร์มว่า ภาวะการเงินติดลบคือความจริง
“Data นี้ ผมได้มาจากที่ประชุมของวุฒิสภา ล่าสุดอะครับ ที่เรามีการเสวนาวิชาการ เรื่อง พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ”
“เราก็พบว่า ตอนนี้เงินบำรุง ซึ่งที่มันเคยมีอยู่เยอะๆ ในปัจจุบันเนี่ยมันลดลงไปมากนะครับ โรงพยาบาลไม่สามารถหมุนเงินได้ทันอยู่ 400 กว่าแห่ง”
{“หมอวี” (นพ.วีระพันธ์) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ขอบคุณภาพ : Facebook "Veerapun Suvannamai"}
ทุกวันนี้ รายได้ของโรงพยาบาลรัฐมาจาก 5 ทางหลักๆ คือ
ทางที่ 1 เงินจากสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรียกว่า สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรคนั่นเอง ซึ่งเป็นส่วนที่ดูแลโดย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.
ทางที่ 2 เงินจากกองทุนประกันสังคม
ทางที่ 3 เงินจากสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
ทางที่ 4 เงินที่โรงพยาบาลหาได้ เช่น ห้องพิเศษ บริการพิเศษต่างๆ
และสุดท้าย ทางที่ 5 เงินบริจาค
จาก 5 ทางหลักๆ ทั้งหมดนี้ เงินจาก สปสช. คือรายได้หลักของโรงพยาบาล ซึ่งคิดเป็น 70-80% ของรายได้ทั้งหมด แต่เงินตรงนี้กลับชอบจ่ายช้า ไม่ก็จ่ายไม่ครบอยู่ตลอด
คือพอทางโรงพยาบาล เอาค่ารักษาพยาบาลของสิทธิบัตรทอง ไปเบิกกับ สปสช. เงินที่ได้ก็มักจะไม่เต็มจำนวนที่รักษาไป
อย่างถ้าค่าผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบอยู่ที่ 12,000-14,000 บาท แต่โรงพยาบาลจะเบิกจาก สปสช. ได้แค่ 5,000 บาท แล้วส่วนต่างที่เหลือ ทางโรงพยาบาลก็ต้องแบกไว้เอง
โรงพยาบาลก็เลยต้องดึงเอางบในส่วนเงินบำรุงโรงพยาบาลมาใช้ ทำให้งบซื้อยาและเวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ ค่าจ้างบุคลากรชั่วคราว รวมถึงค่าน้ำ-ค่าไฟ ถูกเบียดบัง
{โรงพยาบาลกำลังจะ “เจ๊ง” ไร้เงิน-ไร้ยาให้ผู้ป่วย}
จนกลายเป็นสภาพปัจจุบันคือ โรงพยาบาลเป็นหนี้บริษัทผลิตยา จนทางบริษัทไม่ยอมสั่งยาล็อตใหม่ให้อีก
“สถานการณ์จริงก็คือ หลายๆ โรงพยาบาลเขาติดหนี้ไอ้ตรงนี้ ติดหนี้ค่ายา มากพอสมควร ซึ่งบริษัทยาเนี่ย เขาก็เดือดร้อนเหมือนกัน พอโรงพยาบาลไม่จ่าย 2 เดือนบาง 6 เดือนบาง เขาก็เริ่มไม่ส่งยา ถูกไหม เราไปเปิดบิลใหม่ไม่ได้”
ถ้าลองสังเกต ผลกระทบนี้มันเกิดขึ้นแล้ว ยกตัวเช่น คนที่เคยได้ “ยาเบาหวาน” จากเมื่อก่อน จำนวนยาที่โรงพยาบาลจ่ายให้ ผู้ป่วยจะใช้ได้ราวๆ 3 เดือน แต่ตอนนี้ 1 เดือน หรือบางคน 2 อาทิตย์ ยาก็หมดแล้ว และต้องเข้ามาขอยาใหม่
** โครงการดี-บริหารแย่ **
ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ หมอวียืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้มีเจตนาต้องการล้มสิทธิบัตรทอง แต่อยากชี้ให้เห็นปัญหา เพื่อให้เกิดการแก้ไข โดยที่ตัวสวัสดิการยังคงอยู่ต่อไปได้
เพราะสิทธิบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค คือเบาะรองด้านสุขภาพที่สำคัญของคนไทย แต่ปัญหาที่สวัสดิการตัวนี้ กำลังทำให้โรงพยาบาลขาดทุน ก็คือเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
และเหตุผลหลักๆ ก็มาจากการที่ สปสช.ออกเงินให้ช้า แถมจ่ายค่ารักษาไม่เต็มราคา จากปัญหาได้งบมาน้อย ไม่สอดคล้องกับจำนวนคนมาใช้สิทธิ์ 30
คือในแต่ละปีรัฐจะจับสรรเงินมาให้ 1 ก้อน แล้วให้ สปสช.ไปบริหารเอง ให้พอใช้ในวงเงินที่ให้ไป ทำให้เวลามีคนมาใช้สิทธิ์ 30 บาทมากๆ เงินที่จะไปเฉลี่ยจ่ายค่ารักษารายหัว มันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ
“ผมว่าข้อจำกัด ของ สปสช.อย่างนึงก็คือ เขาได้รับงบมาไม่พอเหมือนกันเนอะ อันนี้ก็ต้องเห็นใจเขานะ ทีนี้เงินที่เขาได้มาเนี่ย มันเป็นงบปลายปิด เป็นงบก้อนนึง ซึ่งเขาก็ต้องบริหารจัดการ”
“ทีนี้งบก้อนนี้มันก็ไม่เพียงพอไง เพราะว่าคนมันป่วยกันเยอะขึ้น มันมากขึ้น อันนี้เป็นตัวเร่งให้งบประมาณทางด้านสาธารณสุขเนี่ย มันเพิ่มขึ้น”
ถ้าให้วิเคราะห์ หมอวีมองว่า สาเหตุหลักอีกอย่างเป็นเพราะทัศนคติในการบริหารเงินของ สปสช.ที่ทำตัวเป็นเหมือนบริษัทประกัน คือหวงงบมากเกินไป จนเหมือนคอยจ้องจับผิดการรักษาว่า จะทำยังไงได้บ้าง จะได้ไม่ต้องจ่ายเต็ม
“ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ผมไปกินก๋วยเตี๋ยวเนอะ ผมกินไป 30 บาท พ่อค้าก็ขายให้แล้ว 30 บาท คนซื้อบอกจะจ่ายให้แค่ 20 แล้วก็บอกว่า เพราะอย่างงั้น เพราะอย่างงี้ เพราะถั่วหงอกคุณน้อยไป”
จุดนี้เองที่หมอหลายๆ ท่านอยากให้มีการปรับโครงสร้าง “บอร์ดบริหาร” ของ สปสช. ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องเงินและการบริหาร ที่ปัจจุบันบอร์ดนี้ประกอบด้วย 5 กลุ่มคือ
1.Regulator (ผู้คุมกฎ) เป็นข้าราชการและปลัดกระทรวงต่างๆ จำนวนถึง 13 คน
2.Professional (ตัวแทนวิชาชีพ) จำนวนมี 5 คน
3.NGO Representative (ตัวแทนเอ็นจีโอ) มีจำนวน 5 คน
4.Provider (ผู้ให้บริการจริง) หรือเหล่าโรงพยาบาล มีอยู่ 1-2 คน
และสุดท้าย 5.Expert (ผู้ทรงคุณวุฒิ) อีก 7 คน
ซึ่ง “Regulator” และ “Professional” รวมถึงกลุ่ม “NGO” ก็จะยื่นอยู่ฝั่งเดียวกัน คือฝั่ง “ผู้ซื้อบริการ ”ซึ่งรวมแล้วจะมีจำนวนเสียงเยอะ ต่างกับฝั่ง “ผู้ให้บริการ(โรงพยาบาล)” ที่มีเสียงน้อยมากในบอร์ดนี้
มันเลยทำให้ปัญหาที่โรงพยาบาลเรียกร้อง ไม่ถูกแก้ไข เพราะเสียงมันน้อยเกินไป ตรงนี้ “หมอวี” แนะว่า มันอาจถึงเวลาแล้ว ที่เราจะเพิ่มจำนวนเสียงในฝั่งผู้ให้บริการเข้าไป
“การเพิ่มสัดส่วนของผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นเนี่ย คาดการณ์ได้ว่า เสียงของโรงพยาบาล มันจะดังขึ้น ในการแก้ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุน โรงพยาบาลจ่ายเงินไปแล้ว แล้วมันไม่ได้เงิน”
โดยล่าสุดทาง “กระทรวงสาธารณสุข” ก็มีการเสนอจะปรับสัดส่วนบอร์ด ให้เป็น “40:40:20” คือ “ผู้ให้บริการ 40%” “ผู้ซื้อบริการ/ผู้จัดสรรงบ 40%” และ “ภาคประชาชน 20%”
แต่อีกมุมการเพิ่มสัดส่วนโรงพยาบาลในบอร์ด สปสช. ก็มีข้อกังวลเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะโรงพยาบาลเป็นทั้ง “ผู้ให้บริการ” และ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในการจัดสรรงบประมาณนี้
เลยกลายเป็นคำถามว่า จะมั่นใจได้ยังไงว่า จะไม่มีการตัดสินใจ ที่เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายของตัวเอง ซึ่งจุดนี้ ขนาด “หมอวี” คนที่เสนอให้เพิ่มเสียงของโรงพยาบาลเข้าไป ก็ยังยอมรับว่า ปัญหาเรื่องนี้มีแน่ๆ ในอนาคต
“ต่อไปอาจเกิดปัญหานี้อีกก็ได้นะ ผมบอกให้ ผมทำนายอนาคตให้เลย Provider เยอะเมื่อไหร่ ต่อไป Provider ก็จะมีการคอร์รัปชันกันอีกแบบนึง”
จะเห็นว่าปัญหาเรื่องของ ‘30 บาทรักษาทุก’ เป็นอะไรที่ซับซ้อน ที่ควรมานั่งจับเข่าคุยกันว่า จะทำยังไงให้สวัสดิการนี้ได้ไปต่อ โดยโรงพยาบาลอยู่ได้ ไม่ขาดทุน
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


