ต้องรู้เท่าทัน อย่ารอแค่ “ระงับเหตุ” แต่แนะให้เลือก “ป้องปรามเหตุ” ก่อนจะกลายเป็นความวุ่นวายกลางสนามบิน อย่างที่เกิดขึ้นกับเคสล่าสุด เพราะ “ซาแซงจีน” ตามติดดารา จนป่วนสุวรรณภูมิ จนกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
และนี่คือ “วิธีจัดการซาแซง” จากประสบการณ์ตรงของ “การ์ดศิลปิน” ที่ขอแนะเอาไว้
“แพ้เสียงในหัว” จนดราม่าข้ามประเทศ
“เป็นปกติของพวกแฟนคลับจีน ควบคุมไม่อยู่ตั้งแต่ในคอนเสิร์ตแล้ว คนที่ตระเวนตรวจของเจ้าหน้าที่สนามบิน หน้าที่หลักๆ เขาจะไปดูในส่วนของความปลอดภัย ดูบุคคลที่น่าสงสัยมากกว่า เขาถึงไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการเข้าไปรับมือแฟนคลับจีน”
นี่คือการวิเคราะห์ของ “บอย” (นามสมมติ) การ์ดผู้ทำงานกับศิลปินหลากหลายค่าย ที่ช่วยมองช่องโหว่เกี่ยวกับ “การจัดการซาแซง” เอาไว้ให้ หลังเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ขึ้นที่ “สนามบินสุวรรณภูมิ” จนเริ่มกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
จากเคสที่คนดังแดนมังกร ที่เพิ่งมาจัดคอนเสิร์ตในบ้านเราไปหมาดๆ อย่าง “ซุนเจิ้ง” และ “หลี่ว์ซือถง” นักแสดงนำจากซีรีส์ “ปลายทางแห่งรัก” (Double Helix) ถูกรุมหนักมาก จนกระทบความเรียบร้อยในสนามบิน
คือมีชาวจีนถึง 22 คน คอยเดินตามติดไปทุกที่ พร้อมกับยกมือถือขึ้นจ่อหน้า ตามถ่ายระยะประชิดแบบไม่มีพัก ไม่มีความเกรงใจใดๆ ถ่ายตลอดจนไปถึง “ห้องรับรองผู้โดยสาร” ที่คนนอกไม่ได้รับสิทธิ์ให้เข้าใช้บริการ
ยังไม่รวมเหล่าซาแซง หรือกลุ่มคนผู้คุกคามเกินแฟนคลับปกติ ที่เดินทางกลับในเที่ยวบินเดียวกันอีก คนกลุ่มนี้ก็มีพฤติกรรมเป็นพิษพอๆ กัน
คือไม่ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ ในการตรวจสอบเอกสาร จนทำให้ทุกอย่างกลายเป็นความโกลาหล จนเจ้าหน้าที่ต้องตัดสินใจ “ปฏิเสธการขึ้นเครื่อง” ของซาแซงทั้งหมด เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารรายอื่นๆ
แต่เรื่องกลับยิ่งทวีความดราม่าเพิ่มขึ้นอีก หลังมี “เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย” บางราย ไปทำท่าล้อเลียน ออกแนวเหยียดชาติ ด้วยการ “ใช้มือดึงหางตา” ให้ได้ภาพลักษณ์ “คนตาตี่” ใส่กลุ่มซาแซงจีน
พอคลิปเหตุการณ์นี้ กลายเป็นไวรัลบนโลกโซเชียลฯ ทาง “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” เลยต้องออกมาอธิบายที่มาที่ไป ด้วยการเปิดภาพจาก “กล้อง CCTV” เพื่อให้สังคมเข้าใจว่า เกิดความวุ่นวายขึ้นขนาดไหน
ย้ำชัดว่าแฟนคลับชาวจีนกลุ่มนี้ เต็มไปด้วยพฤติกรรมก่อความวุ่นวาย และฝ่าฝืนมาตรการ รักษาความปลอดภัยของสนามบิน จนทำให้ต้องรับมือด้วยขั้นเด็ดขาด
ส่วนการแสดงท่าทางเหยียดเชื้อชาติของ “เจ้าหน้าที่ของสุวรรณภูมิ” นั้น ยอมรับว่าคือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และได้มอบ “โทษทางวินัย” ให้เรียบร้อยแล้ว
ลองให้คนที่มีประสบการณ์ตรงในการ “จัดการซาแซง” อย่าง “บอย” การ์ดศิลปินรายเดิม ช่วยวิเคราะห์ช่องโหว่ เขามองว่าน่าจะมี “ช่องทางพิเศษ” สำหรับศิลปิน จะได้ไม่เกิดปัญหาอย่างที่เป็นอยู่
“การไปรุมศิลปิน ตั้งแต่หน้าเลาจน์ ในกล้อง CCTV รปภ.สนามบินต้องเห็นแล้ว ต้องเข้ามาสอบถามว่า มีเหตุอะไร ทำไม คืออะไร ยังไง แล้วเข้าระงับเหตุ
การไม่ให้พวกนี้ขึ้นเครื่อง ถูกต้องแล้ว เพราะเครื่องบินไปจีนใช้เวลา 4 ชั่วโมง ซาแซงก็ใช้โอกาสตรงนี้ เดินไปเดินมาอยู่บนเครื่อง โดยไม่สนกับความปลอดภัยและกฎการบิน
พวกพี่สาวจีนดื้อมาก ดื้อจนเราอึดอัดใจ การท่าฯ ต้องบังคับด้วยหลักการ ต้องมีเหตุมีผลที่สามารถรับได้ แต่มันก็พูดยาก
ผมเคยให้คำเสนอแนะกับเจ้าหน้าที่ว่า ทำไมไม่หาช่องทางให้ศิลปินเข้า-ออก แล้วตรวจค้นแบบ 100% พวกแฟนคลับจะได้ไม่วุ่นวายในเขตพื้นที่ห้ามเข้า
เขาก็พูดว่า ถึงจะเป็นศิลปิน เขาก็คือผู้โดยสารเท่านั้น ไม่มีสิทธิพิเศษที่จะต้องไปทำแบบนั้น”
เลือก “ป้องปราม” ไม่ต้องรอ “ระงับเหตุ”
“ถึงจะเหนื่อยใจแค่ไหน ก็ห้ามแพ้เสียงในหัว” คือสิ่งที่ต้องท่องเอาไว้ สำหรับใครก็ตามที่ต้องรับหน้าที่ “จัดการกับซาแซง” อย่างที่บอยก็เคยมีประสบการณ์ตรง ผ่านการเป็นการ์ดให้ศิลปินค่ายดัง ตามงานอีเวนต์และคอนเสิร์ต
“ผมทำคอนเสิร์ตและงานต่างๆ ให้ค่ายดังๆ หลายค่าย ก็เจอปัญหานี้เยอะ แต่เราแค่บล็อก ให้เขาอยู่ในกรอบของเราให้ได้
ผมเคยไปกับศิลปินที่จีน ก็เจอเข้ามารุม แต่ถ้าจำนวนคนเราน้อยกว่า มันจะทำงานยากขึ้น เราได้แค่กันให้เขา ออกห่างตัวศิลปินเราให้มากที่สุด
ไปเซี่ยงไฮ้ ก็เจอแฟนคลับจีนวิ่งตามถ่าย จนโทรศัพท์จะจ่อหน้าศิลปินอยู่แล้ว ก็ยังไม่เลิกถ่าย มีการตะโกนห้าม เขาก็ไม่ฟัง พอเราเลิกพูด เขาก็ทำเหมือนเดิม”
ยิ่งตอนนี้ มีอีเวนต์ที่ต้องบินข้ามประเทศกันมากขึ้น ทั้ง “ศิลปินจีนมาไทย” ทั้ง “ศิลปินไทยไปจีน” ดังนั้น คงที่ต้องรับมือกับแฟนคลับกลุ่มนี้ ยิ่งต้องวางกรอบให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาเกิดขึ้นซ้ำอีก
ถ้าให้แนะนำในฐานะ “ฝ่ายคุ้มครองศิลปิน” ที่คุ้นเคยกับ “การจัดการซาแซง” คนนึง บอยมองว่าสนามบินต่างๆ ควรมี “ยาแรง” สำหรับควบคุมสถานการณ์ไม่ให้บานปลายตั้งแต่ต้น
“เราไม่รู้กรอบที่ชัดเจนว่า สนามบินและสายการบิน สามารถทำได้ขนาดไหน ส่วนเรื่องการจัดการ จะมีคำว่า ‘ป้องปราม’ กับ ‘ระงับเหตุ’
ตอนนี้คือการระงับเหตุ แต่เขาไม่ป้องปราม ก่อนที่จะให้แฟนคลับเข้าไป แทนที่จะไปดู แล้วก็เคลียร์คนให้ออกไปก่อน ไม่ให้รุม
พอไปถึงหน้างาน เขาจะเห็นแล้วว่า ศิลปินคือคนนี้ ต้องหาวิธีที่จะเบี่ยงตัวศิลปินให้ออกไปก่อน หรือให้เข้าไปในส่วนที่จะต้องเข้าก่อน ถ้าทำแบบนี้ได้ มันก็จะจบ แต่เขาไม่ทำ เขาจะคิดแค่ว่า ศิลปินเป็นผู้โดยสารคนนึงเท่านั้น
ในบ้านเราคนที่ดูแลประชาชนก็ทำแบบนี้ เขาบอกว่า ถ้าไม่มีเหตุก็เข้าไปจัดการไม่ได้ ระบบการป้องกันภัยของไทย จะเป็นแบบนี้เหมือนกันหมด
มันถึงเป็นอะไรที่จัดการลำบาก ที่ต้องเจอปัญหาแบบนี้ โดยที่จริงๆ สามารถทำได้ แต่เขาจะไม่ช่วยอะไร จนกว่าจะควบคุมไม่ได้เลย ถึงได้เข้ามา”
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “Suvarnabhumi Airport”
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


