xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ใช่เจ๊งแน่ แต่ “เจ๊งแล้ว” วิกฤติ “กองทุน กยศ.” หนี้เสียเกินครึ่ง กว่าแสนล้าน!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นักศึกษาโวย!! รอเงิน กยศ. หลายคนเครียด บางคนต้องลาออก ภาพสะท้อนปัญหาหมักหมม“หนี้ กยศ.” เจ้าหนี้ก็เก็บไม่ได้ คนกู้ก็ไม่มีจ่าย กลายเป็น “หนี้เสีย” กว่า 60% คิดเป็นค่าเสียหายกว่า“1 แสนล้านบาท”!!

** “แผลเก่า” สั่งสม ระเบิดเป็น “หนี้ก้อนโต” **

“กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)” ถังแตก!!? หลังช่วงปลายปีที่ผ่านมา นักศึกษาหลายคน ที่กู้ยืมกองทุนนี้ ออกมาโพสต์สะท้อนปัญหาในกลุ่มเฟซบุ๊ก “กยศ.มารวมกันตรงนี้”

ระบุชัด ยังไม่ได้รับ “เงิน กยศ.” ผลักให้หลายคน“เครียดหนัก”เพราะอาจจะต้อง “ลาออก” จากมหาวิทยาลัย เนื่องจาก “ไม่มีเงินเรียนต่อ”

“ขออนุญาตนะคะ เป็นเหมือนกันไหมคะ ตอนนี้ไม่กล้าบอกพ่อแม่ว่า เงิน กยศ.ยังไม่เข้า ไม่มีตังค์กินข้าวเลย เพราะที่ผ่านมา ก็หาตังค์เองด้วย รอ กยศ. ไปด้วย”

หลายคนที่เดือดร้อน เลยเอาความโกรธนี้ไปลงกับ กศย. ตั้งคำถามหนักว่า ทำอะไรอยู่? ถึงไม่เห็นใจเด็กๆ ที่กำลังจะต้อง“หลุดจากระบบการศึกษา” บ้างเหรอ?

แต่บางส่วนก็มีเข้ามาช่วยชี้ช่องโหว่ไว้ว่า ปัญหาทั้งหมดนี้กระทบมาจาก ผู้กู้รายเก่าที่ “ไม่ยอมใช้หนี้”

“ปัญหาตอนนี้คือ กองทุนไม่มีเงินมากพอ ให้ทุกคนได้ยืม เพราะงบเขาไม่พอ เนื่องจากรุ่นเก่าๆ ที่จบไป มันเห็นแก่ตัว ไม่คืนเงิน”



กลายเป็นคำถามข้อใหญ่ว่า “กยศ.จะไปรอดไหม?” และเมื่อทีมข่าวขอให้ “ครูจวง” ปารมี ไวจงเจริญ อดีต สส.พรรคประชาชน ผู้ติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิดมาช่วยวิเคราะห์ จึงได้อีกแง่มุมที่ชี้ให้เห็นข้อบกพร่อง

โดยมองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญจุดนึง ที่ทำให้ทุกอย่าง “แย่ลง” คือการ “ลดเบี้ยปรับ” สำหรับคนกู้ที่ค้างชำระ จาก “7.5%” ให้เหลือ “0.5%” ตั้งแต่เมื่อปี 66

นี่แหละคือ “ดาบสองคม” เพราะในมุมนึง มันช่วย “แบ่งเบาภาระ” ให้ผู้กู้ได้ก็จริง แต่อีกมุม พอผ่านสักระยะ มันกลับทำให้คนกู้มา “ใช้หนี้น้อยลง” เพราะ “เบี้ยปรับ” มัน “ถูก” เกินไป

“เบี้ยปรับมันน้อย แต่ละเดือนที่ทำงานหาเงินมาได้ ก็เอาไปจ่ายอย่างอื่นก่อน ผ่อนบ้าน-ผ่อนรถไปก่อน แล้วก็จ่าย กยศ.อันดับสุดท้าย ดิฉันว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เป็นมูลเหตุสำคัญ แต่จริงๆ มันต้องมาถกกันนะเรื่องนี้”

พอในปีต่อมา (2567) ก็เริ่มเห็นแนวโน้ม กยศ.เริ่มส่อเค้าลางไม่ดี เพราะถือเป็น “ปีแรก” ในรอบหลายสิบปี ที่ กยศ.เข้ามาขอ “งบอุดหนุน” จากรัฐบาล

แต่สุดท้าย ทางภาครัฐก็ไม่ได้มอบให้ไป เพราะเห็นว่าทางกองทุนยังมีเงิน และพอเก็บหนี้ จากผู้กู้รายเก่าได้อยู่บ้าง
กระทั่งปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา กยศ.ก็ได้เข้ามาของบอีกครั้ง ด้วยงบ “18,000 ล้านบาท”

แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ให้ไปทั้งหมดตามที่ขอ และเลือกแบ่งเป็นล็อตช่วยเหลือไป เริ่มจากล็อตแรกที่ “4,000 ล้านบาท”

และการแบ่งเงินแบบนี้ ก็ทำให้ตัว กยศ.บริหารจัดการลำบาก แต่จะโทษรัฐบาลอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะ กยศ. เอง ก็“ประเมินผิด ” คิดว่าจะมีคนเข้ามากู้แค่ประมาณ “6 แสนกว่าราย”



แต่ในความจริง สส.รายนี้มองว่า คนที่เข้ามากู้ น่าจะมีไม่ต่ำกว่า “8 แสนราย” ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ด้านลบ นักศึกษาออกมาบ่นกันระงมว่า ยังไม่ได้รับเงินจาก กยศ.

จากข้อมูลเชิงลึกผ่าน สส.รายนี้ คอนเฟิร์มไว้ว่า มีทั้งนักศึกษาที่ “กู้ผ่าน แต่ยังไม่ได้เงิน”กับคนที่ “ผ่านเกณฑ์แล้ว แต่รออนุมัติ”รวมกันกว่า “1 แสนคน”

“จากการแก้เบี้ยปรับเหลือ 0.5% เป็นสิ่งที่ค่อนข้างวิกฤติ ทำให้ผู้กู้รายเก่าๆ ชำระหนี้น้อยลงมากๆ มันส่งผลเหมือนแผลที่เริ่มจะปะทุ แล้วหนองก็แตกระเบิด ก็คือปีการศึกษา 68 ปีการศึกษาที่ผ่านมานี่แหละ”


                                                                          {“ครูจวง”อดีต สส.พรรคประชาชน}

** ระบบพังเพราะ “หนี้เสีย” ไร้ทางออกตรงจุด **

ถ้าถามว่า กองทุน กยศ. วิกฤติแค่ไหน? กูรูรายเดิมให้ข้อมูลกับเราว่า ตอนนี้มีจำนวน “คนกู้” อยู่ราวๆ “3.5 ล้านบัญชี” แต่มีคน “ไม่ชำระหนี้” อยู่ถึง “2 ล้านราย” ซึ่งหมายถึงมี “หนี้เสีย” ถึง 60%!!

“2 ล้านบัญชี คิดเป็นประมาณ 60% นะ แล้วคิดเป็นวงเงินไอ้ 2 ล้านรายที่ไม่ยอมชำระเนี่ย 1 แสนล้านบาท”

นี่คือปัญหา “เก็บหนี้ไม่ได้” ของ กยศ.ซึ่งต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ตัว “ระบบ” ของ กยศ. กับ 2.ตัว “คนกู้” ที่ไม่ยอมใช้หนี้ โดยเฉพาะตัวระบบ ที่บอกเลยว่า “พังมาก”

“ประเด็นนี้ตำหนิ กยศ.ได้ กยศ.บริหารงานภายใน ระบบหลังบ้าน ระบบข้อมูล ผู้กู้ทั้งหมด แย่มาก”

เคสที่ทำให้เห็นภาพชัดที่สุดเคสนึง คือช่วงเดือน ก.ค.68 ที่ “ระบบหักเงินอัตโนมัติ” ของ กยศ.ทำงานผิดพลาด จนทำให้บางราย “ถูกหักเงินซ้ำซ้อน” หรือ “หักเกินยอดที่ต้องชำระ”

ยังไม่นับรวมปัญหาเว็บล่ม-เว็บพัง จ่ายหนี้แล้วยอดไม่ลด ยอดไม่อัปเดตอีก เรื่องพวกนี้ทำให้คนกู้ “หมดศรัทธา” ในระบบการคิดเงินหักหนี้ ของ กยศ.

ส่วนการเก็บหนี้สำหรับคนที่ “ทำงานในระบบ” ไม่ว่าจะเป็น “บริษัทเอกชน” หรือ “องค์กรรัฐ” พวกนี้ไม่มีปัญหาในการตามหนี้ เพราะ กยศ.จะมีจดหมายแจ้งไปถึงนายจ้าง ให้ “หักเงินเดือน” เพื่อเอามาใช้หนี้โดยตรงอยู่แล้ว

แต่ปัญหาคือ ผู้กู้ที่ “ทำงานนอกระบบ” ไม่ได้อยู่ในฐานภาษีมากกว่า ซึ่งตรงนี้ กยศ.เองก็ไม่มีข้อมูลว่า เด็กเหล่านี้ทำงานอยู่ที่ไหน มีรายได้เท่าไหร่ ไปจนถึงไม่รู้จะตามหักหนี้ได้ยังไง

“ดิฉันเชื่อว่า ผู้กู้เกินครึ่ง ทำงานแบบไม่อยู่ในระบบภาษี นี่เป็นปัญหา”



และนี่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดแค่เฉพาะ กยศ. จากการไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลรายได้ ของคนที่ ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีได้ แต่ยังสะท้อนปัญหาภาพรวมของประเทศ ที่ไม่สามารถเอาคนเหล่านี้ “เข้ามาอยู่ในระบบภาษี” ได้ด้วย

โดยตอนนี้ทาง กยศ.ได้เริ่มเคลียร์ “ระบบหลังบ้าน” ใหม่ ให้ดีกว่าเดิม โดยมีการทำ “DSL” ระบบกองทุนเงินให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาแบบดิจิทัล โดยใช้งบราวๆ 345 ล้านบาท ซึ่งความจริงต้องเสร็จในเดือน ก.พ.69 ตามที่วางไว้ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จ

ทีนี้มาดูฝั่ง “คนกู้” กันบ้างว่า อะไรทำให้พวกเขา “ไม่ใช้หนี้” แน่นอนว่าหลักๆ เป็นเพราะมีคนที่ “ขาดวินัยทางการเงิน” คือไม่มี-ไม่หนี-ไม่จ่าย แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดจะเป็นแบบนั้น

“ก็ยังมองโลกในแง่ดีนะ เชื่อว่าตัวผู้กู้เอง เขาก็อยากจ่าย เพราะการที่เป็นหนี้ แล้วถูกตามทวงหนี้ แม้จะเป็นหนี้ กยศ.ก็เถอะ มันก็มีคนทวงนะ แล้วสุดท้าย มันมีการฟ้องร้อง”

แต่ก็ต้องยอมรับว่า หลายปีมานี้ “เศรษฐกิจแย่” ผลักให้บัณฑิตใหม่หลายคน “ตกงาน” ส่วนคนที่ได้งานตอนนี้ ก็กลายเป็น “Degree Mismatch” คือมีใบปริญญา แต่ทำงานได้เงินเดือนเท่าวุฒิมัธยม

“ผู้กู้เขาอยากจ่าย แต่ด้วยสังคมไทยเรา ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูง”



** ไม่ใช่ “เจ๊งแน่” แต่ “เจ๊งแล้ว” **

เมื่อถามถึงอนาคตว่า กยศ.จะเจ๊งไหม? ครูจวงก็ให้คำตอบได้ทันทีว่า ไม่ใช่ “เจ๊งแน่” แต่คือ “เจ๊งแล้ว” เพราะหากเทียบกับสถานะของ “องค์กรทางการเงิน” ฟากเอกชนตามปกติแล้ว การมี “หนี้เสียกว่า 60%” มันหมายถึงบริษัทนั้น “เจ๊ง” ไปแล้ว
แต่ด้วยความที่ “กยศ.” คือ “สวัสดิการ” ทางการศึกษาในรูปแบบเงินกู้ มันเลย “เจ๊งไม่ได้”

ดังนั้น ทางภาครัฐต้องรีบเข้ามาแก้วิกฤตินี้ เพราะยังมีเด็กๆ อีกมากมาย มีความจำเป็นต้องพึ่งกองทุนนี้ จำนวนไม่ต่ำกว่า “ปีละ 6-7 แสนคน”

และถ้ากองทุนนี้ล้ม เด็กๆ เหล่านี้ก็ต้อง “หลุดออกจากระบบการศึกษา” และนี่คือ “ทางแก้” ที่ สส.รายนี้ ช่วยเสนอเอาไว้

โดยใน “ระยะสั้น” รัฐบาลต้องรีบหาเงินมาช่วย อาจจะเป็น “งบกลาง” หรือ “งบฉุกเฉิน” เพื่อให้เด็กๆ ที่กำลังรอเงินจาก กยศ. ที่มีอยู่ราวๆ 1 แสนกว่าคน ได้มีทุนเอาไว้ “เรียนต่อ”

“ดิฉันฟันธงแล้วนะ ต้องให้รัฐบาลเอางบกลาง หรืองบฉุกเฉินมาให้ นี่เป็นการแก้ระยะสั้น เพื่อให้นักเรียนได้ไปต่อ ไม่หลุดออกจากระบบการศึกษา”

ส่วนการแก้ใน “ระยะกลาง” แนะให้ตัว กยศ. ต้องคิด “ระบบการเก็บหนี้” แบบใหม่ ให้สอดคล้องกับ “รายได้” ของ “คนกู้” อย่างที่บอกไปว่าทุกวันนี้ “เด็กจบใหม่” หลายคน “เงินเดือนน้อย” เกินว่าวุฒิที่จบมา

“ถ้าผู้กู้ไปทำงาน รายได้ยังไม่มาก ก็ให้เก็บนิดเดียว หรือบางคนทำธุรกิจอะไรที่ร่ำรวยขึ้นมา ก็ให้เก็บมากขึ้น แต่โอเค กยศ.ต้องออกมาบอกว่า จะหาวิธียังไง”



และต้องหา “แรงจูงใจ” ที่จะทำให้คนกู้อยากใช้หนี้ เช่น “เพิ่มเบี้ยปรับ” ไหม หรือจะเอาบัญชีคนกู้เข้า “เครดิตบูโร” เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน

นอกจากนี้ยังมีทางเลือกเพิ่มเติม ด้วยการมอบ “สิทธิประโยชน์” สำหรับ “ลูกหนี้ชั้นดี” ที่จ่ายตรง-จ่ายตลอด น่าจะเพิ่ม “ความอยาก” ในการใช้หนี้ได้มากขึ้น

สุดท้าย การแก้ปัญหา “ระยะยาว” บอกเลยว่าคือเรื่องใหญ่ เพราะปัญหานึงที่เกี่ยวพันกันอย่างมาก คือ “มหาวิทยาลัย” ที่ผลิตนักศึกษาออกมาจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่กลับ “ตกงาน”

ผลักให้ผลที่ได้คือ หลังกู้ กยศ.ไปเรียน จบออกมาเรียบร้อย แต่กลับไม่มีงานทำ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะ “ใช้หนี้ไม่ได้”

“เราต้องปรับระบบการผลิตนักเรียนไทย ทั้ง ม.ปลาย, ปวช. และระดับอุดมศึกษา คือปริญญาตรีต้องรื้อใหม่หมด อันนี้ระยะยาว”

งานนี้ต้องให้ “กระทรวงการคลัง”, “กระทรวงศึกษาธิการ” , “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” และ “กระทรวงแรงงาน” มาร่วมด้วย

เพื่อรื้อ“โครงสร้างการศึกษาไทย” และหาทางออกที่จะทำให้เด็กๆ ที่จบออกมา “มีงานทำ” ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน



สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **