xs
xsm
sm
md
lg

“เจนเสียง AI” ศิลปินไม่ทน-ยื่นฟ้องแพลตฟอร์ม!! ยิ่งกว่าละเมิด คือ “ขโมยตัวตน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลายเป็นเคสกรณีศึกษา หลัง “นักพากย์ญี่ปุ่น” ฟ้อง “TikTok”เพราะปล่อยให้มี “คลิป AI”เลียนแบบเสียงไปใช้ มองกลับมาที่ไทย “ดีเจนุ้ย”เพิ่งจดทะเบียน “เสียงหัวเราะ”ป้องกันถูกเจน AI ไปใช้แบบผิดๆ ท่ามกลาง “ช่องโหว่กฎหมายไทย”ที่ยังตามคุ้มครองไม่ทัน

** “ศิลปิน” ขอต่อสู้กับ “AI” **

ขอให้ชนะ!! นี่คือเสียงเชียร์จากชาวเน็ตและแฟนๆ เมื่อ “นักพากย์”ระดับหัวแถวของวงการอนิเมะญี่ปุ่น “ยื่นฟ้อง” TikTok ปมถูกเอา “เสียง”ไป “เจน AI”ทำคลิป จนเกลื่อนแพลตฟอร์ม

เขาคนนั้นคือ “เคนจิโร่ สึดะ” (Kenjiro Tsuda)ผู้ให้เสียงเป็นตัวละครดังมากมาย ทั้ง “นานามิ เคนโตะ” ใน “มหาเวทย์ผนึกมาร (Jujutsu Kaisen)” และ “เซโตะ ไคบะ”จาก “เกมกลคนอัจฉริยะ (Yu-Gi-Oh!)”

ส่งให้เขากลายเป็น “ศิลปินญี่ปุ่นคนแรก”ที่ฟ้อง TikTok หลัง “สึดะ” เจอว่า มีวิดีโอมากกว่า “180 คลิป”บนแพลตฟอร์ม ที่เอา “เสียง”ของเขา ไป Generate ด้วย AI โดยไม่ได้รับอนุญาต


                                                                {“เคนจิโร่ สึดะ” ฟ้อง “TikTok”}

ก่อนจะตัดสินใจฟ้อง นักพากย์รายนี้ได้ขอให้ทางแอปฯ ลบคลิปที่ละเมิดทั้งหมดออกไป แต่ทาง “TikTok” แย้งว่า เสียงดังกล่าว เป็นแค่ "เสียงผู้ชายทั่วไป"

ทีมกฎหมายของสึดะ เลยใช้ความเห็นของผู้ชมในแอปๆ ที่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่มันคือเสียงของเขาชัดๆ มาเป็นหลักฐาน ในการยื่นฟ้อง

ร้องต่อ “ศาลโตเกียว”ในข้อหา “ละเมิดลิขสิทธิ์”จนผลักให้กลายเป็นกระแสร้อน ที่ผู้คนเชียร์ให้ “ชนะคดี”

เพื่อเป็น “เคสตัวอย่าง”เพราะหลายๆ คนก็ไม่ไหวกับ AI และไม่โอเคมากๆ ที่คอนเทนต์จากบอทแนวนี้ ไปขโมย “งานภาพ” “หน้าตา” หรือแม้กระทั่ง “เสียง” ของศิลปินมาทำคลิป


                                                      {ผลงานพากย์ของ “เคนจิโร่ สึดะ”}

ในไทยเองก็มีการเคลื่อนไหวคล้ายๆ กัน ที่ถึงแม้จะไม่ใช้การฟ้องร้อง แต่มันก็เป็นการยืนยันความเป็น “เจ้าของสิทธิ์”ในเสียงของตัวเอง อย่างเคสของ “ดีเจนุ้ย” (ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร)

ที่ล่าสุดเดินหน้าปกป้องตัวเอง โดยการเข้ายื่นขอจดทะเบียน “เครื่องหมายเสียง” หรือ “Sound Mark” สำหรับ “เสียงหัวเราะ” อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา

โดยเจ้าตัวให้เหตุผลว่า เพื่อ “ป้องกัน”เหล่า “มิจฉาชีพ” ใช้ “AI เลียนแบบ”เสียงหัวเราะ เพื่อใช้ไปหลอกคนอื่น และป้องกันพวกที่จะแอบเอาไปใช้ใน “เชิงการค้า” โดย “ไม่ได้รับอนุญาต”

“ยุคนี้มันเป็นยุคที่เสียงเรา ถูก AI เอาไปใช้ได้ ถ้าสมมติว่าเอาไปใช้ในทางที่ผิด มิจฉาชีพเอาไปใช้ หรือว่ามันไปอยู่ในจุดที่มันไม่ใช่ ไม่ถูกต้องแล้ว เราก็สามารถแจ้งละเมิดได้ อย่างน้อย ก็มีการคุ้มครองเสียงของเราไว้”
                                                                                    {“ดีเจนุ้ย” จดทะเบียน “เสียงหัวเราะ”}

** “เสียง = ตัวตน” **

สรุปแล้ว “เสียง” ของคนเรา สามารถได้รับ “การคุ้มครอง” ได้ด้วยหรือ? คำตอบจากกูรูด้านกฎหมายลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญา อย่าง “รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก” นักวิชาการด้านกฎหมาย ช่วยวิเคราะห์เอาไว้ให้แล้ว

เริ่มจากกรณีของ “ดีเจนุ้ย” ก่อน ประเด็นเรื่องการจด “เครื่องหมายเสียง (Sound Mark)” ซึ่งหมายถึง “การจดเครื่องหมายการค้า” อย่างนึง

ใช้กับ “เสียงที่เป็นเอกลักษณ์” ในแบบฉบับที่ฟังแล้ว คนจะนึกถึง “แบรนด์” หรือ “สินค้า” ได้ทันทียกตัวอย่างให้เห็นภาพ อย่าง “เสียงเพลง” ของ “รถไอศกรีมวอลล์” หรือ “เสียงอินโทร” ก่อนเข้าหนังของ “Netflix” สิ่งเหล่านี้คือ “Sound Mark”

และการจะจด “เครื่องหมายเสียง” ได้ ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า “เสียง” ที่จะไปจด มันมีเอกลักษณ์ยังไง มีจุดเชื่อมกับแบรนด์ หรือสินค้ายังไง



ความคุ้มครองที่จะได้รับคือ คนที่เอาเสียงนี้ไปใช้โดย “ไม่ได้รับอนุญาต” จะเพื่อหวังผลทางการค้าหรือไม่ก็ตาม “เจ้าของเครื่องหมายเสียง” มีสิทธิ์ ให้ “หยุด” หรือ “เลิก” การใช้เสียงที่ว่าได้ทันที

“พอเขาเป็นเจ้าของเนี่ย ใครจะเอาไปใช้ในทางการค้า หรือไม่ก็แล้วแต่เนี่ย เขาสามารถจะเรียกร้อง ให้คนที่ไม่ได้รับอนุญาต หยุดหรือเลิกใช้ ในสิ่งที่เขาเป็นเจ้าของ”

ส่วนเรื่อง “เสียงพากย์” ถือว่าเป็น “งานสร้างสรรค์” ทำให้ผลงานในลักษณะนี้ ได้รับการคุ้มครองด้าน “ลิขสิทธิ์” โดยอัตโนมัติ แต่มันจะคุ้มครองเฉพาะ “งาน” นั้นๆ เช่น บทโฆษณา สคริปต์ หรือไฟล์เสียงที่พากย์

สรุปคือ การเอาเสียงที่ถูกจดเครื่องหมายการค้า อย่าง “Sound Mark” ไปใช้ อันนี้ก็จะเข้าข่าย “ละเมิดเครื่องหมายการค้า” ส่วนถ้ามีการดูดเสียงจาก “งานพากย์” ไปใช้ ก็จะเข้าข่าย 



แต่ประเด็นคือ การใช้ AI Generate เสียงขึ้นมา มันเป็น “การเลียนแบบเสียง”ของเหล่าศิลปินคนดัง ซึ่งถ้าจะสู้เรื่องนี้ ก็ต้องบอกว่าอาจต้องเหนื่อยหน่อย เพราะตัวลิขสิทธิ์ “ไม่ได้คุ้มครอง” เสียงตามธรรมชาติ

บวกกับทุกวันนี้ หลายๆ ประเทศยัง “ไม่มี”กฎหมายห้ามเรื่อง “การเลียนแบบเสียง” ทำให้เวลาจะฟ้องร้อง ก็อาจต้องไปฟ้องผ่านประเด็นกฎหมายเรื่อง “การละเมิด” แทน ซึ่งมัน “กว้างมาก”

“ที่บอกว่ากว้างคือ ใครจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ไปทำให้คนอื่นเสียหาย โดยผิดกฎหมาย ทั้งเสียหายชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือว่าสิทธิ์อย่างหนึ่งอย่างใด เราก็อาจจะต้องไปอ้างตัวรัฐธรรมนูญเลย”

โดยตาม “รัฐธรรมนูญไทย”ในแง่ของการคุ้มครอง “สิทธิส่วนบุคคล”ก็ยังต้องไปตีความกันต่อว่า “เสียง”ของคนเรา ยังนับอยู่ในสิทธิ์เหล่านี้ไหม

ถ้าถูกนับว่าเข้าข่าย ก็แปลว่าการที่เสียงของเรา ถูกแอบเอาไปใช้ ก็ถือว่าสิทธิ์ของเรา ถูกละเมิดแล้วหรือเปล่า?

“ไอ้เส้นเสียงที่มันถูกดึงออกไปจากงานนี้ หรือเอกลักษณ์ของเสียง ที่ถูกนำออกไปจากงานนี้ ไปใช้ มันก็ย่อมเป็นของฉัน มันเป็นความเป็นตัวฉัน

พิสูจน์ได้แหละว่า เป็นตัวของคนคนนี้ แต่มันขึ้นอยู่กับว่า กฎหมายไหนจะคุ้มครอง อันนี้ต้องไปค้นหากัน”


                                                   {“รศ.ดร.เจษฎ์” นักวิชาการด้านกฎหมาย}

กูรูกฎหมายรายเดิมบอกว่า เรื่องแบบนี้ยังไม่เคยมีการฟ้องในไทย ทำให้กรณีของนักพากย์ญี่ปุ่น “เคนจิโร่ สึดะ” เป็นเคสที่น่าจับตามองว่า “ศาลญี่ปุ่น” จะตัดสินยังไง

โดยการฟ้องของเจ้าตัวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เพราะเขามองว่า “ตัวตนทางอาชีพ” ของเขา กำลังถูกเอาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ถือเป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังสนใจ และถกเถียงอย่างหนักว่า การเลียนแบบเสียงจาก AI มันไม่ใช่แค่เรื่อง “กฎหมายลิขสิทธิ์” แล้วหรือเปล่า? แต่เข้าข่ายประเด็น “ขโมยตัวตน” ของคนคนนั้น



** “คนใช้-คนสร้าง-แพลตฟอร์ม” ใครผิดบ้าง? ** 

อีกประเด็นน่าสนใจคือ เวลาเกิดเคสแบบนี้ ที่ AI “ละเมิดลิขสิทธิ์” หรือ “ละสิทธิส่วนบุคคล” ใครผิดบ้าง? “คนเจน AI” “ผู้สร้าง AI” หรือ “แพลตฟอร์มโซเชียลฯ” ที่อนุญาตให้โพสต์คลิป AI เหล่านี้ ผิดด้วยไหม?

กูรูด้านลิขสิทธิ์มองว่าอันดับแรก “คนเจน AI” ผิดเต็มๆ อยู่แล้ว ถ้าคุณเอาสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาต ไปให้ AI สร้าง เพื่อหา “ผลประโยชน์ทางการค้า” ไม่ว่าจะ “ทางตรง” หรือ “ทางอ้อม”

 พูดง่ายๆ คือ ถ้าสิ่งที่ AI Generate ขึ้นมา มันไปดึงผลงานที่มีสิทธิ์มาใช้ แล้วทำให้ “คุณได้ตังค์” ไม่ว่าจะทางไหนจากผลงาน AI นี้ มันก็เข้าข่ายมีผลประโยชน์เชิงพาณิชย์อยู่ดี

 และยิ่งถ้าคำสั่งนั้นๆ ที่ใช้ มีความเจาะจง เช่น ไปเลียนแบบเสียงคนนี้ ไปเอาภาพคนนั้นมาใช้ แบบนี้ชัดเจนเลยว่า “ผิด” แต่ถ้าเจน AI ขึ้นมาแล้ว ไม่ได้หยิบมาเผยแพร่ เจนเก็บไว้ดูส่วนตัว อันนี้อาจยังไม่ผิด เพราะยังไม่ได้กระทบสิทธิ์ของใคร

“คนเอาไปใช้เนี่ย ยังไงก็ผิดเต็มๆ จะเป็นว่า AI ไปกวาดเอามาจากไหน หรือ AI จะไปดึงไปลอกของใครมา ไปทำซ้ำของใครมา อันนี้เบื้องตน คนเอาไปใช้เนี่ยผิดอยู่แล้ว”



ถามว่า “คนสร้าง AI” ผิดไหม? อันนี้ก้ำกึ่ง คือถ้าโปรแกรม AI ที่ว่า มีการบอกรายละเอียดทุกอย่าง เช่น สิ่งที่มันสร้างขึ้น มาจากของที่มีลิขสิทธิ์ หรือลิสต์มาให้เห็นชัดเจนว่า เอาอะไรมาจากใครบ้าง แบบนี้ผู้สร้าง AI ก็อาจจะรอดตัว

แต่อีกมุม การที่ AI สามารถเข้าไปดึงข้อมูลที่มีลิขสิทธิ์ เอามาใช้ หรือมาผลิตซ้ำได้ อาจถูกมองว่า เข้าข่าย“ละเมิดลิขสิทธิ์” ตั้งแต่ต้นทางแล้ว ดังนั้น ยังไงผู้สร้าง AI ก็ต้องมีส่วนรับผิดด้วย

ส่วนเรื่อง “แพลตฟอร์มโซเชียลฯ” ที่มีการลง “คลิป” หรือ “ภาพ” จาก AI ที่ละเมิดลิขสิทธิ์แบบนี้ จะถูกหางเลขไปด้วยไหม?

ก็ต้องพูดตรงๆ ว่า การจะให้แพลตฟอร์ม ตรวจจับและจัดการข้อมูลได้ทั้งหมด มันก็เป็นการโยนภาระให้แก่แพลตฟอร์มมากเกินไป

แต่ถ้าแพลตฟอร์ม “เพิกเฉย” ไม่ทำอะไร หลังมีการแจ้งเรื่องละเมิด ที่มีหลักฐานชัดเจน อันนี้ก็อาจอยู่ในข่าย “ผู้สนับสนุนให้เกิดการละเมิด” ได้

“พอแจ้งแล้ว แพลตฟอร์มไม่เอาออก ผมว่าแบบนี้แพลตฟอร์ม จะเริ่มเข้าสู่ภาวะที่มีความผิดแล้ว”



ส่วนในมุม “คนธรรมดา” การป้องกันไม่ให้ “เสียง” ของตัวเอง ถูก AI เอาไปใช้ มันก็เป็นเรื่อง “ยาก” เพราะอย่างที่บอกว่า ยังไม่มีกฎหมายเรื่อง “การเลียนแบบเสียง” ออกมาคุ้มครองโดยเฉพาะ

และการไป “จดเครื่องหมายเสียง” ก็ไม่ใช่ว่านึกจะจดก็จดได้เลย ดังนั้น เรื่องนี้มันต้องแก้ที่ “ต้นทาง” อย่าง “จิตสำนึก” คนที่ใช้ AI

ต้องตรวจสิ่งที่ AI สร้างมาว่า มันมีลิขสิทธิ์ หรือไปดึงเอาผลงานของใครมาไหม? ถ้ามี ก็ไม่ควรเผยแพร่ออกไป หรือไม่ควรทำตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง



สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : Facebook “DJ Nui” | IG @2_da_ken, @djnui | www.smpcplc.com



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **