xs
xsm
sm
md
lg

ขอบคุณตัวเองที่เลือกลงทะเล-ฟ้องตระกูล!! "ทราย สมุทร" วันที่ทรายเม็ดนี้ แข็งแกร่งที่สุด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หันหลังให้นามสกุลดัง เดินหน้าเพื่องานอนุรักษ์... เบื้องหลังชีวิต “ทราย สมุทร” จากเหยื่อที่เคยถูกทำร้าย สู่นักสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ตัวเอง ฝ่าทุกมรสุม ท่ามกลางกำลังใจเคียงข้าง ให้ทรายเม็ดนี้ไม่อยู่เพียงลำพัง

*** จาก “เหยื่อ” สู่ “นักสู้” ***

นาทีนี้ บุคคลที่สังคมกำลังจับตามองมากที่สุด คงหนีไม่พ้น “ทราย - สิรณัฐ สก๊อต” หรือปัจจุบันคือ “ทราย สมุทร” หนุ่มนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ทายาทตระกูลใหญ่ ที่ตัดสินใจทิ้งนามสกุลเดิม เพื่อตัดขาดจากคนที่เคยทำร้ายจิตใจ

จากปมปัญหาในครอบครัว ทั้งการถูกผู้เป็นแม่ฟ้องร้องเพื่อเรียกคืนทรัพย์สิน ไปจนถึงบาดแผลในอดีต ที่ทรายเล่าว่า เคยถูกพี่เลี้ยงและพี่ชายแท้ๆ ล่วงละเมิด และเมื่อพยายามขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในตระกูล กลับไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วย จนกลายเป็นกระแสร้อนในโลกออนไลน์

เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้เดินทางมาหารือกับ “อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ถึงเรื่องคดีความที่ถูกพี่ชายล่วงละเมิดทางเพศ และแม่ฟ้องร้องเรียกทรัพย์สินคืนจากคุณตา พร้อมกับอัปเดตชีวิตในตอนนี้


[ วันที่ลุกขึ้นสู้ กำลังใจล้นหลาม ]

“หลังเราได้ทบทวนข้อมูลแบบลึกๆ ตอนนี้ทรายสามารถยืนยันได้ว่า ทรายถูกข่มขืนและถูกกระทำชำเรา ตั้งแต่อายุ 9-15 ปี ซึ่งช่วงนั้นมีการกดดันให้เสพยาต่างๆ ด้วยนะครับ นี่เป็นเรื่องที่ทรายสามารถพูดออกมาได้แล้วนะครับ

ต่อจากนี้ไปทรายจะมอบหน้าที่การเจรจาและการสื่อสารเรื่องเกี่ยวกับคดี ให้กับมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินนะครับ เราก็จะเดินทางและทำงานด้วยกัน อยู่ด้วยกัน วันที่ 10 มิ.ย. ที่ทรายต้องขึ้นศาลครับ”

“ทรายทนมาได้ไงก็ไม่รู้ ขนาดฟังดูแปลก แต่ทรายนึกถึงว่า ทรายแค่พยายามทำสิ่งที่รู้สึกดีต่อใจทุกวัน จนมันเทเข้ามาในชีวิตเราในทุกๆ มุมครับ ทรายรู้สึกขอบคุณทุกวัน ที่ทรายเลือกลงทะเลและทำงาน เลือกฟ้องตระกูลตัวเอง เพื่อสร้างชีวิตตัวเอง ถ้าทรายเป็นเด็กไฮโซที่ไร้สาระต่อสังคม มาเจอเรื่องแบบนี้ ทรายคงตายแล้วครับ”



แม้เมฆหมอกในใจยังไม่หายไป แต่ตอนนี้เขาก็สัมผัสได้ถึงแสงแห่งความหวัง จากผู้คนมากมายที่เข้ามาให้กำลังใจ พลิกจาก “เหยื่อ” ให้กลายเป็น “นักสู้” ที่พร้อมชนทุกอุปสรรค

“ทรายโชคดี คุณแม่บุญธรรมเป็นครูสอนภาษาไทยของทราย เขาเป็นผอ.โรงเรียน ทรายรับความรักจากทุกคน วันนี้ที่ทุกคนมากอดทรายในที่สาธารณะ ทรายไม่รู้สึกอึดอัดเลยครับ คือสิ่งที่ทรายรู้สึกว่าได้รับพลังจริงๆ ครับ

ทรายแค่รู้สึกว่ามันใช้เวลานาน เพราะทรายใช้วิธีไม่ต้องสู้ด้วยการทำร้ายคนอื่น แต่ให้ความจริงพิสูจน์ มันอาจใช้เวลานาน แต่ตอนนี้มันเวิร์กมากๆ เลยครับ กับการที่เราไม่เคยทำร้ายคนอื่นครับ

คำว่าเหยื่อเป็นคนถูกกระทำ ใช่ แต่การที่เรารอดมาได้ต้องเก่งขนาดไหน บางทีสิ่งที่พี่ชายทำกับทราย ทรายคิดว่าเราอาจจะตายครับ ชีวิตอยู่ไม่ได้ เราเป็นซึมเศร้าด้วยตอนช่วงนั้น ไม่รู้ว่าจะรอดออกมาได้ยังไง

ถ้าทรายรู้ว่าเราต้องพูด ต้องชน ทรายคงพูดนานแล้ว แต่มันใช้ความกล้า เหมือนกว่าทรายจะว่ายน้ำข้ามทะเล ก็อยากให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้เหยื่อ มันต้องใช้ความกล้าหาญมากๆ แล้วเราเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขาต่อครับ”

*** “คุณตาจำนงค์” ร่มเงาใหญ่ของหลานชาย ***

ในส่วนของคดีความ ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการทางกฎหมายต่อไป แต่เชื่อว่าหลายคน คงอยากจะรู้จักเบื้องหลัง ที่หล่อหลอมตัวตนของหนุ่มคนนี้กันมากขึ้น

ทรายเล่าว่าในวัยเด็ก เขาเติบโตมาโดยที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับพ่อและแม่นัก แต่เมื่อถามถึง คุณตา(จำนงค์ ภิรมย์ภักดี) ชายหนุ่มก็ยิ้มกว้างออกมาทันที เพราะทรายผูกพันกับคุณตามาก นอกจากหน้าตาที่เหมือนกันของตา-หลานคู่นี้แล้ว คุณตายังเป็นญาติผู้ใหญ่ที่คอยอบรมสั่งสอนและเข้าใจทรายที่สุดอีกด้วย
 

[ คุณตาผู้เป็นที่รัก ]

“ทรายโตที่ไทยครับ ตอนแรกฝันว่าอยากจะไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ แต่ก็หลอกตัวเองไม่ได้ ว่าประเทศไทยคือบ้านของทราย ทรายรู้สึกผูกพันกับประเทศไทย ทรายชอบคนไทย ในมิติที่มันดีของคนไทยก็คือ คนไทยใจดี ยังไงคนที่เป็นชาติเดียวกัน ก็น่าจะเข้าใจนิสัยกันดีกว่าชาติอื่นๆ

ตอนอยู่ที่บ้าน ด้วยความที่ทรายไม่ได้สนิทกับพ่อแม่ ทรายก็มีตายาย แล้วก็คนรถ แม่บ้าน ในบ้านหลังนึงมี 20 คน ที่ไม่ใช่พ่อแม่ ซึ่งก็อบรมให้ทรายพร้อมที่จะมองคนที่บ้าน ไม่ใช่แค่ครอบครัว แต่มองถึงความเท่าเทียม

มองถึงการดูแลองค์ประกอบทุกอย่าง ที่ทำให้บ้านหลังนึงสามารถขับเคลื่อนแล้วก็พัฒนาได้ เหมือนทรายโดนฝึกอบรมให้เป็นผู้บริหาร เชื่อว่ามันไม่ใช่สิ่งที่คุณตาตั้งใจ แต่คือสิ่งที่ทรายได้รับจากประสบการณ์

คุณตาเป็นคนที่คนอื่นกลัว เพราะเขาเป็นคนที่มีอำนาจในครอบครัว เป็นหัวหน้าครอบครัว แต่เขาเป็นคนที่เงียบ ไม่ถือตัว แล้วก็จิตใจดี คุณตาจะเป็นคนที่ตอนเจอใครจะสำรวจ แล้วก็ตัดสินใจแบบเงียบๆ สิ่งที่เขาตัดสินใจ ก็ออกมาในการกระทำ คือจะไม่ให้คนนี้เข้ามาใกล้ หรือจะให้คนนี้มาทำงานด้วย

แล้วคุณตาเป็นคนที่มีความเมตตา บางทีคุณตาให้ของหรือให้สิ่งช่วยเหลือพนักงานได้ โดยพนักงานไม่ต้องขอ คุณตามี EQ (Emotional Intelligence) ที่สูงมากครับ คุณตาจะเน้นให้ทรายพูดความจริงเสมอ ถ้าเกิดคนเราไม่พูดความจริง เราไม่ใช่คนที่มีคุณภาพ สำหรับทรายนี่เป็นเรื่องใหญ่ แล้วคุณตาสอนให้ทรายเอาตัวรอด”


[ ผู้ชายก็เล่นบาร์บี้ได้ ]

และอีกเรื่องที่หลายๆ คนคงจะรู้กันมาบ้างแล้ว ว่าคุณตา-คุณยาย คือพื้นที่ปลอดภัยให้กับหลานชายสุดที่รัก

และมี “ตุ๊กตาบาร์บี้” คอยเป็นเพื่อนวัยเด็กของเขา

“ตอนแรกที่ทรายเล่นตุ๊กตาบาร์บี้ คุณแม่ไม่สนับสนุนเรื่องนี้ แต่คุณตาเป็นคนที่สนับสนุน คุณตาไม่สนเลย ตาบอกหลานฉันจะเล่นบาร์บี้อะไรซื้อมาให้หมด ยังไงเขาก็อยากเห็นว่าเราเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะเป็นได้ นั่นคือความพิเศษของคุณตาทราย

ทรายคิดว่าจริงๆ แล้วเด็กผู้ชายหลายๆ คน ก็เล่นบาร์บี้เหมือนกันหรืออยากเล่น แต่พ่อแม่ไม่ให้เล่น ทรายว่าเด็กไม่ได้มองสิ่งพวกนี้ในมุมที่ผู้ใหญ่เขากลัว เขาจะมองว่ามันคือของสวย เป็นสิ่งที่น่าจับต้อง ทรายก็เล่นกับบาร์บี้ เล่นกับรถถังของทหารด้วย บางทีทรายจะเอาบาร์บี้นั่งรถถัง แล้วก็ขับตกเหวบ้าง

สิ่งที่ทรายชอบตอนเด็กๆ ทรายชอบ Spider-Man มาก ทรายชอบดูหนัง นอกจากดิสนีย์ อย่างเช่น JAWS หรือ Jurassic Park หรืออะไรที่เกี่ยวกับปีศาจใต้น้ำ หรือหนังภัยพิบัติโลก อย่างเช่น The Day After Tomorrow

สิ่งที่สังคมมองว่า บางทีมันอาจจะเป็นแค่ผู้หญิง แค่ผู้ชาย ทรายชอบหมด ไม่ได้วางขอบเขตให้ตัวเอง ทำไมจะไม่ชอบ ก็มันสวย ไม่ต้องคิดอะไรเลยครับ


เหมือนการที่คนมองว่า ผู้ชายไม่สามารถแสดงความรู้สึกได้ บางทีทรายเห็นว่าคนรุ่นพ่อหรือลุง เขาจะไม่ค่อยกล้าแสดงความลึกซึ้งหรือน้ำตา แล้วมันทำให้กลุ่มนั้นเขาเก็บกด แล้วมันทำให้ไม่ดีต่อสุขภาพจิต”

*** เรียนรู้ เคารพหัวใจตัวเอง ***

สำหรับชีวิตวัยเรียน ทรายเล่าว่าเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียน และความสามารถด้านการว่ายน้ำที่ส่องประกาย ก็ทำให้เขาได้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียนอีกด้วย

“ทรายเป็นเด็กดีครับ ไม่เคยโดดเรียนเลย ชอบไปเจอเพื่อนๆ ชอบอยู่กับสังคมใหญ่ ก็จะเป็นกรรมการนักเรียน ที่ช่วยเป็นเสียงให้กับนักเรียนคนอื่น เพื่อจะเปลี่ยนแปลงกฎหรืออะไรในโรงเรียน

ทรายเป็นนักกีฬาว่ายน้ำที่โรงเรียน แต่ไม่ได้อยากเป็น ในสังคมไทย ทรายคิดว่าหลายๆ คนเจอเรื่องแบบนี้นะ บางทีพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นแบบนึง เพื่อจะทำให้ความฝันของคนอื่นมันเกิดขึ้น

เขาอาจจะอยากเห็นเราถือถ้วยรางวัลจากการว่ายน้ำ มันคือร่างกายของลูกที่จะต้องไปว่ายน้ำตลอด ฝึกฝนตัวเอง อยู่ในพื้นที่กับคนที่เราไม่รู้จักหรือไม่ค่อยชอบ ทรายเป็นนักกีฬาว่ายน้ำเพราะว่าคนที่บ้านเห็นว่าเก่ง แต่ทรายไม่ได้ชอบสระเลย

ถ้าเกิดทรายเป็นพ่อแม่ใคร ลูกที่เราได้มาเหมือนเป็น Mystery Box เป็นช็อกโกแลตที่เราซื้อมาแล้วไม่รู้รสชาติ ถ้าเขาออกมาแบบนึง แล้วเราอยากได้อีกแบบนึง เราจะปรับให้เขาเป็นแบบที่เราอยากได้ทำไม ทรายเชื่อว่าการมีลูก มันสอนให้คนเราเรียนรู้วิธีรักอะไรมากกว่าที่เราเคยคิด มันเป็นบทเรียนในการสอนหัวใจเรา ให้ยอมรับและรักในสิ่งนี้มากขึ้น

ทรายหวังว่าจะสะท้อนให้ตัวพ่อแม่ ให้เขาหันมารักตัวเองมากขึ้น ในมุมที่เขาอาจจะไม่ยอมรับเกี่ยวกับตัวเองด้วย ทรายคงพูดแทนเด็กได้ เด็กๆ แค่ต้องการความอบอุ่นและความเข้าใจ แล้วเขาก็จะเก่งในวิธีที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงก็ได้”


[ ฝีมือวาดรูปไม่ธรรมดา ]

หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนบางกอกพัฒนา แล้ว ด้วยความสามารถด้านศิลปะ เขาเลยเลือกที่จะศึกษาต่อเกี่ยวกับแอนิเมชั่น ที่ California Institute of the Arts สหรัฐอเมริกา

“นอกจากการว่ายน้ำ ความสามารถอีกอันนึงของทราย มันฟังดูเหมือนทรายขิง แต่ทรายไม่ได้ขิงนะ ทรายวาดรูปเก่ง ขอบอกเลย ทรายมีพรสวรรค์เรื่องการวาดรูป ทรายก็ฝึกตัวเองให้เข้าโรงเรียนที่ดิสนีย์เขาก่อตั้ง

โปรแกรมของทราย เขารับปีละแค่ประมาณ 80 กว่าคนจากทั่วโลก แล้วคนที่จบโรงเรียนทรายก็เป็น Tim Burton เป็นคนที่สร้าง SpongeBob คนที่สร้าง PowerPuff Girls


ทำตามฝัน เก็บดีสนีย์แลนด์ทั่วโลก

เขายังได้สะท้อนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต จากวัยเด็กสู่ผู้ใหญ่ที่ต้องออกเผชิญโลกกว้าง จนเกิดความรู้สึก “หลงทาง” และเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเจอประสบการณ์นี้เหมือนกัน

“ทรายก็รู้สึกว่ามันคือความฝันตอนที่เราเป็นเด็ก แต่มันไม่ใช่ความฝันของสิ่งที่เรารู้ว่าเราทำได้ มันไม่ใช่ potential ของเราที่สุด มันไม่ใช่ชีวิตที่ทรายอยากได้ มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทรายชอบ แต่องค์ประกอบมันไม่ใช่ ตอนนั้นก็เริ่มกลัวแล้วว่า สิ่งที่ทุกคนรู้ว่าเราเก่งและวางขอบเขตให้ว่านี่คือทราย มันเป็นเรื่องวาดรูป ทรายเริ่มรู้สึกว่ากรอบนั้นมันเล็กเกินไปแล้ว

ทรายคิดว่าเด็กทุกคนที่เรียนจบมหา’ลัย ก็น่าจะรู้สึกหลง เพราะว่ามันเป็นช่วงวัยจากการที่เราเป็นเด็ก หลังจากจบมหา’ลัย เราเป็นผู้ใหญ่แบบไหน เราอยากได้ชีวิตแบบไหน เราอยากได้ความสัมพันธ์กับครอบครัวแบบไหน เรามองอะไรให้กับอนาคตตัวเอง มันเป็นคำถามที่เราก็ต้องหลงๆ นิดหน่อยเพื่อหาประสบการณ์ แต่ทรายก็ตามสัญชาตญาณ

ทรายก็ไปอยู่ที่อังกฤษ แล้วก็หางานทำปกติเลย ขายเสื้อผ้ากับของเล่นที่ร้านดิสนีย์ แต่สังเกตกับตัวเองว่า ทุกร้านที่ทรายเลือกได้ ใจทรายรู้สึกดีที่สุดกับร้านดิสนีย์ เพราะว่าทรายรู้ว่าการขายของ มันก็เป็นมุมนึง ซึ่งทรายไม่ได้สนใจ แต่ทรายสนใจในการคุยกับคน แล้วก็สร้างความสุขให้กับคน

ซึ่งมันก็คล้ายกับตอนที่โรงเรียน ทรายก็อยู่บนบอร์ดกรรมการนักเรียนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้โรงเรียน ทรายชอบสร้างคุณค่าให้ตัวเองผ่านการทำงานให้สังคมในมิตินึง ทรายไม่ได้ชอบรับใช้สังคม ทรายชอบให้แล้วก็พัฒนาสังคม”



ส่วนเรื่องหัวใจ ทรายมีมุมมองความรักที่เปิดกว้าง ซึ่งเขาก็เคยมีคนรักที่เป็นทั้งผู้ชายและเป็นผู้หญิงมาแล้ว

“ทรายคิดว่าการที่เรารักใครมันไม่ได้มีขอบเขต ความรักมันมาในทุกรูปแบบได้ ของสวยมันมีทั้ง 2 ด้าน ทรายชอบนะ มันเป็นความหลากหลายที่สอนเราเกี่ยวกับมนุษย์ด้วย ว่าทัศนคติของการเป็นแฟนกับผู้ชายมันก็จะเป็นแบบนี้ ทัศนคติของการเป็นแฟนกับผู้หญิงก็จะเป็นแบบนี้ ทรายคิดว่ามันดีครับ ทุกคนสมควรลอง

ตอนเป็นแฟนกับผู้ชาย เราก็สามารถทำทุกอย่างที่ผู้ชายอยากทำได้ ไปปีนเขา ไปทำนู่นทำนี่ ผจญภัย เราก็มีคู่อยู่กับเรา ผู้ชายมันเหมือนเป็นแฟนกับก้อนหิน ปาไปไหนมันก็ไม่ตาย แล้วมันก็ลุยพร้อมเราได้

ตอนเป็นแฟนกับผู้หญิง ทรายจะเป็นคนละแนว เป็นแฟนกับผู้หญิงรู้สึกเหมือนการดูแลดอกไม้ ชอบจูงมือ ชอบไปทานข้าว ชอบไปดูอะไรสวยๆ ทรายไม่ได้พูดว่าผู้ชายหรือผู้หญิงทุกคนเป็นแบบนี้ แต่เป็นจากที่ทรายเจอ”

*** คนทุกตระกูล มีหน้าที่ "อนุรักษ์" ***

ครั้งแรกชื่อของ “ทราย สมุทร” เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง มาจากเหตุการณ์ที่เขาว่ายน้ำข้ามทะเลตัวเปล่า จากหาดอ่าวนาง-เกาะปอดะ จ.กระบี่ รวมไป-กลับกว่า 30 กม.

ด้วยความหลงรักและผูกพันกับท้องทะเลเป็นชีวิตจิตใจ แต่น่าเศร้าที่ตามชายหาดและโลกใต้ทะเล กำลังเผชิญกับปัญหาขยะอย่างหนัก จนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ทรายจึงเดินหน้าทำงานจิตอาสา เก็บขยะและทำกิจกรรมอนุรักษ์ทางทะเลด้วยทุนของตัวเอง และได้รับฉายาว่า “มนุษย์เงือก”


[ “มนุษย์เงือก” ผู้เป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทร ]

เมื่อมีโอกาสมาทำงานกับกรมอุทยานฯ ก็ยิ่งทำให้เขาเห็นปัญหามากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาที่มาจาก “นักท่องเที่ยว”

“ปัญหามันแย่กว่าที่คนเห็นจริงๆ เรื่องนักท่องเที่ยว หลังจากที่ฟรีวีซ่าเกิดขึ้น มันแย่จริงๆ คลิปของทราย แค่ทำให้คนเห็นช่วงเวลานึง แต่หลายๆ ปีที่ทรายไปอยู่กับกระบี่มา ก่อนฟรีวีซ่าและหลังฟรีวีซ่า ทรายต้องเจอคนพวกนี้ทุกวัน

ทรายพูดแบบรวมๆ ไม่ได้ bias ถึงความเหยียดผิว มันก็จะมีกลุ่มจีน อินเดีย ฝรั่งก็มีหลายประเภท ฝรั่งอังกฤษ ฝรั่งยุโรปทางตะวันออก แล้วก็อเมริกา แต่เกือบทุกคนก็จะมีการทำผิดกฎเสมอ สิ่งที่ทรายเจอนอกเหนือจากนั้นก็คือ การเหยียด การที่เขามาประเทศเรา แล้วเขาไม่ทำตามกฎ ก็คือการเหยียดเราแล้วนะครับ

เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบ ตอนเราไปเป็นแขกในประเทศอื่นๆ ถ้าเกิดเราคิดว่าประเทศนั้นมีอำนาจ เราจะไม่เหยียดเขา เราจะไม่กล้าทำผิดกฎ แต่ทำไมเขามาประเทศเรา แล้วรู้สึกว่าเขาทำผิดกฎก็ได้

บางทีคนไทยเองที่ทำธุรกิจ หรือเจ้าหน้าที่บางคน การที่เขาไม่ตักเตือนเรื่องกฎ เพราะความเกรงใจ หรือเพราะปัจจัยต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่มันอยู่หน้างาน มันก็ทำให้นักท่องเที่ยวพวกนี้ยิ่งรู้สึกว่า สิ่งที่เขาเชื่อเกี่ยวกับประเทศไทยมันเป็นจริง ก็คือทำอะไรก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ทรายเห็น แล้วมันเกิดขึ้นทุกวัน ทุกที่ ตลอดเวลา

ประเทศไทยคือพื้นที่เล่นเกมของต่างชาติ เพราะเราได้รายได้จากตรงนี้แบบเร็วๆ เขามองว่าประเทศไทยคือที่โยนขยะของเขา เพราะนอกจากการท่องเที่ยว ประเทศไทยนำขยะรีไซเคิลของต่างประเทศ เข้ามาในประเทศเรา เรายังจัดการของเรายังไม่ได้เลย แล้วเรานำขยะประเทศอื่นเข้ามาบ้านเราด้วย

การขับเคลื่อนของการท่องเที่ยวทั่วโลกมันมีตลอด คนที่ไม่มีคุณภาพกำลังมาที่ประเทศเราอยู่ตอนนี้ แสดงว่าคนที่มีคุณภาพก็ต้องไปที่อื่น แต่ถ้าเกิดเราปรับให้ตัวเองเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เราจะดึงคนที่น่ารักมาแทน”


[ สร้างความเข้าใจให้นักท่องเที่ยว ]

เมื่อให้ทรายลองสมมติตัวเองเป็นผู้อำนาจ เกี่ยวกับการดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติ เขารีบปฏิเสธทันควันว่า “ไม่อยากเป็น” แต่ก็ได้ให้ความเห็นถึงการแก้ไขปัญหาในมุมมองของตัวเองไว้อย่างน่าสนใจ

“ทรายเชื่อเสมอ แล้วก็เชื่อแบบนี้มาตลอด ถ้าเกิดทรายมีอำนาจแบบนั้น ทรายจะสร้างคนให้มีประสิทธิภาพ และมีคุณค่าในชีวิตของเขาเอง ก่อนที่จะหวังให้เขามาทำงานที่ดีให้กับเรา เหมือนที่ทรายเล่า ตอนที่ทรายโตขึ้น แม่บ้าน แม่ครัว ชีวิตเขาต้องดีก่อนที่เขาจะทำงานได้ คนเราต้องมีคุณภาพของชีวิตที่มั่นคง เขาจะได้ทำงานที่ดี

สิ่งแรกที่ทรายจะทำในโลกจินตนาการ ก็คือสวัสดิการต่างๆ เจ้าหน้าที่ต้องได้ ประกันชีวิต คุ้มครองงานอันตรายต้องได้หมด เงินเดือนต้องมากกว่าขั้นต่ำ ต้องดับเบิ้ลไปเลย เราเชื่อว่างานที่ดีมันจะออกมาเอง

ทรายพยายามจะสื่อว่า หลายๆ สิ่งที่ทำให้งานไม่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นเพราะว่าเขาเป็นคนปกติคนนึง แล้วเขาก็มีกิเลส มีความต้องการ เขาอาจจะใช้สิ่งที่เขาอยู่หน้างาน ดึงผลประโยชน์ให้กับตัวเอง ไม่ว่าทางอ้อมหรือทางตรง บางทีเจ้าหน้าที่ก็เป็นแฟนกับคนที่ทำธุรกิจทัวร์ หรือเขาเองก็ขายทัวร์ด้วย

ทรายก็อยู่ประเทศไทยมาทั้งชีวิต แต่มันแค่ทำให้ทรายเรียนรู้เพิ่มเติม แล้วก็มั่นใจมากขึ้นว่า ระบบไม่ได้มีปัญหา เราแค่ขาดคนดีที่ออกมามีเสียงเยอะขึ้น นั่นคือสิ่งที่เราขาด”


[ ลุยดับไฟป่า ]

เมื่อถามถึงโอกาสในการทำงานด้าน “การเมือง” ชายหนุ่มผู้มีอุดมการณ์แรงกล้าก็บอกว่า หากเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ตนเองยินดีทำงานร่วมกับทุกฝ่าย

“ตอนมานั่งฟังตัวเองพูด แล้วก็ทบทวนเกี่ยวกับเรื่องอดีต มันก็ทำให้ทรายเห็นว่า ทรายชอบในการทำงานสังคมจริงๆ โพสต์ที่ทรายเห็นเยอะ ก็คือโพสต์ที่โยงกับการเมือง ทรายรู้สึกมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วว่า ทรายเป็นคนที่อยากอยู่ทุกฝ่าย

เพราะว่าทรายเรียนบทเรียนนี้มาจากมหาสมุทร ว่าทะเลไม่มีฝ่าย ทุกคนต้องอยู่กับทะเลหมด มันคงไม่มีสักคนที่จะสามารถยืนอยู่ตรงกลางได้ แต่ทรายอยากอยู่ตรงกลาง ถ้ามันเป็นอนุรักษ์นะครับ

เพราะว่าทุกพรรคการเมือง มันก็มีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี บางทีเพราะมันเป็นพรรคด้วย มันมีการพูดเยอะ ทรายเป็นคนที่ไม่อยากคิดมาก อยากทำแล้วก็ทำเลย แล้วทรายก็อยากทำงานร่วมกับทุกคน ไม่มีปัญหา

ทรายอยากเป็นคนที่สามารถทำงานกับทุกคนได้ รวมถึงบริษัท ทุกเครือ ทุกยี่ห้อ ทุกแบรนด์ มันเป็นเรื่องที่ทุกคนก็ต้องช่วยกันในเรื่องสิ่งแวดล้อมครับ ทรายอยากเป็นคนกลางให้ทุกคนมาได้หมดเลยครับ ทรายแค่มองว่าเราเป็นมนุษย์ แล้วเราต้องรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มองว่ามาจากที่ไหนหรือตระกูลไหน”

*** 1 เสียง = อนุรักษ์ ***

นอกจากนี้ หนุ่มนักอนุรักษ์ยังได้เผยประสบการณ์ การไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ขึ้นชื่อระดับโลก อย่าง “มัลดีฟส์ (Maldives)” พร้อมสะท้อนเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมของที่นี่ แม้จะสวยงาม ดูกลับไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

“หลายคนคิดว่ามัลดีฟส์บริหารจัดการดีนะ แต่ทรายว่าไม่ จริงๆ มัลดีฟส์ทรายเคยไปเที่ยว ก็มีเรือพาไป แล้วเรือลำนั้นจอดทับแนวปะการังเลย ตอนมันโยกเยก คือ ปั้ง!! กับปะการัง

ทรายต้องหันไปถามกัปตันว่า ‘คุณมาจอดบนแนวปะการังทำไม’ เขาก็ดูเหมือนอึ้งว่ามีนักท่องเที่ยวมาเสือกขนาดนั้น ทรายรู้สึกว่ามันคือมหาสมุทร ทรายไม่สนว่าเป็นประเทศไหน ทรายก็ต้องพูดเรื่องพวกนี้

ทรายก็บอกเขาเลยว่า คุณมาจอดตรงนี้ไม่ได้ คุณต้องไปจอดที่อื่น ไม่งั้นเราก็จะ complain กับผู้จัดการของคุณ ซึ่งยังไงทรายก็กลับมา complain อยู่ดี ทรายคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับประเทศไหนดูแลดีกว่า มันคือบุคคลทุกที่ ขาดความเข้าใจ แล้วความที่เขารักษาจรรยาบรรณของตัวเองในการทำธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนกับทรัพยากร”



ถามต่อว่า แล้วคิดว่าที่ไหนที่รู้สึกว่าบริหารจัดการดี ชายหนุ่มตอบออกมาแทบจะในทันทีว่า “ฮาวาย (Hawaii)” ทรายมองว่าแม้ความสวยอาจไม่เท่าทะเลใต้ของเรา แต่การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและความปลอดภัย ยืนหนึ่ง

“ฮาวายฮะ ฮาวายเขาขายแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลโดยเฉพาะ กฎหมายเขาเข้มงวดมาก ก่อนที่จะลงไปที่สวยๆ ต้องนั่งดู Video เขาสร้างเส้นทางการเข้าพื้นที่สวยๆ โดยต้องผ่านศูนย์

แล้วตอนเข้าไปในศูนย์ เราต้องนั่งดู Video ก่อนว่าห้ามทำอะไรบ้าง หลังจากนั้นค่อยลงไปเล่นได้ หาดสวยๆ ก็มีการ์ดเกือบทุกหาด แล้วก็มีอุปกรณ์พร้อมเพื่อช่วยเหลือชีวิตคน

ไม่เหมือนประเทศเรา หาดที่ภูเก็ตหลายๆ หาด ไม่มีความปลอดภัยที่ดีพอ ที่สมกับนักท่องเที่ยวที่มาประเทศเรา อาจจะเป็นเรื่องที่เขาขาดงบหรือการอบรมที่มันเข้มงวดจริงๆ แต่ที่ฮาวายเขาเรียบร้อยดี แล้วทำอะไรผิดก็โดนปรับเลย

อันนี้คือความบริหารจัดการดี ทรายคิดว่าน่าจะดีที่สุดแล้ว แต่แลกเปลี่ยนกับทรัพยากรทางทะเลเขาไม่ค่อยสวย ไม่ได้สวยเท่าบ้านเรา ปะการังบ้านเราสวยกว่า แต่คนส่วนใหญ่คงไม่รู้เรื่องนี้”



ในฐานะมนุษย์เงือก ที่ทำงานปกป้องท้องทะเลอย่างเต็มกำลัง เขาก็ขอฝากให้ให้ทุกคน ทุกภาคส่วน ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีค่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก

“ถ้าเกิดอยากทำก็ทำเลย ไม่ต้องหาเหตุผล ชะลอเวลา หรือแก้ตัว หรือจะทำวันพรุ่งนี้ ทำเลย ทุกอย่างมันเป็นความจริงถ้าเกิดเราทำ ถ้ามันเป็นแค่คำพูด มันไม่ได้มีน้ำหนักหรือมีความหมายอะไร

ปะการังที่ทรายเคยว่ายน้ำเห็น มันก็ตายจากการฟอกขาวไปเยอะ มันไม่ใช่การท่องเที่ยวที่ทรายรู้สึกว่า ไปเที่ยวแล้วรู้สึกสบายตัว มันชวนให้เครียด ทรายไม่อยากเป็นแรงนึงในการสนับสนุนการท่องเที่ยวในเชิงทำลายล้าง ถ้าเกิดทรายจะใช้เงินเพื่อจะไปเที่ยวที่ไหน ทรายอยากรู้ว่าจ้างบริษัท จ้างพนักงานที่จะไม่เอาเปรียบธรรมชาติหรือบุคคลใดๆ

มันคือสิทธิและความรับผิดชอบของคุณในบางส่วน ที่จะรักษาโลกของเรา ไม่ได้มี option B ไปอยู่บนดาวอังคาร มันมีแค่โลกใบนี้ใบเดียว เราก็สมควรรักษาเขาให้ดี การที่จะรักษาโลกของเราให้ดี มันก็เป็นกระจกสะท้อน ว่าเราดูแลตัวเองดีขนาดไหน”



การอนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง นับวันสิ่งแวดล้อมยิ่งถูกทำลายและยากจะฟื้นฟู อะไรที่พอจะทำได้ก็ต้องร่วมด้วยช่วยกัน หากพบเห็นความไม่ถูกต้อง ก็ต้องช่วยกันเป็นกระบอกเสียง เพราะเสียงของคนคนเดียว ไม่อาจดังพอที่จะสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้นั่นเอง

“สิ่งที่ทรายอยากทำ มันเริ่มเปลี่ยนแล้ว ในใจเราก็เป็นใจทะเลเสมอ ตอนนี้คือช่วงเปลี่ยนของชีวิต ทรายเป็นคนที่รู้สึกยังไงเราก็มูฟออน ยังไงทรายก็ยังเป็นทรายคนเดิมที่ว่ายน้ำข้ามเกาะคนนั้น แต่ทรายก็เป็นทรายที่จะต้องเดินหน้าต่อ แล้วก็ทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง

ตอนนี้ทรายแค่จับทุกอย่าง เพื่อดูว่าทรายชอบอะไรมากที่สุด อะไรสร้างความสุขให้ตัวเองมากที่สุด การให้คน การที่ทรายกอดคน แล้วเขารู้สึกว่าเขามีแรงที่จะทำอะไรต่อในชีวิตของเขา คือสิ่งที่ทำให้ทรายมีความสุขมากที่สุดตอนนี้

ทรายมองเสมอว่าปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมไทย มันมาจากหัวใจคน สิ่งที่ทรายสนใจมากที่สุด คือการทำยังไงก็ได้ ให้คนส่วนใหญ่รู้สึกดี ทรายเชื่อว่าถ้าเกิดคนส่วนใหญ่ในสังคมรู้สึกดีพอ เขาก็จะเริ่มมีใจกว้างพอที่จะช่วยในเรื่องอื่นๆ

ทรายแค่คิดว่า ‘Just be a good person’ เห็นอะไรผิด ใช้เสียง ทรายรู้ว่าเสียงของคนคนนึงมันสร้าง impact ได้เยอะ แล้วถ้าเกิดทุกคนใช้เสียงของตัวเอง เพื่อจะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น มันก็คือสิ่งที่ดีมากต่อสังคมครับ”


เปิดหน้าสู้ ทวงคืนความยุติธรรม

หลังจากการเปิดคลิปเสียงการพูดคุยกับระหว่างเขาและพี่ชาย (พาย-สุนิษฐ์ สก๊อต) ที่ทำเอาสะเทือนทั้งวงการ ในวันที่เข็มแข็งมากพอ “ทราย สมุทร” จึงออกมาเปิดหมดใจแบบไม่มีกั๊ก ผ่านรายการ “โหนกระแส”

“มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคนที่โดนข่มขืนนะครับ แต่มันคือในวันที่เราหันไปหาความปลอดภัยจากครอบครัว ไม่มีใครยื่นมาให้เราเลย ความรู้สึกที่เราโดนโยนทิ้ง ทรายไม่รู้จะอธิบายให้คนอื่นฟังได้ยังไง เราโดนทิ้ง ทรายมองว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้านะ จริงๆ แล้ว เรื่องนี้ทรายว่าซีเรียสเท่ากับเรื่องที่ทรายโดนพี่ชายทำร้ายครับ”

“ทรายไม่กลัวตายครับ ทรายขอพูดตรงๆ สิ่งที่เขาทำกับเรา มันฆ่าจิตวิญญาณเราทิ้งหลายรอบแล้วครับ ตอนเราโดนไล่ออกจากบ้าน เราก็รู้สึกว่าเราตายไปแล้ว ตอนพี่เขาข่มขืนเรา เราก็รู้สึกว่าเราตาย ตอนเขาจ้างพี่เลี้ยงเรากลับมา เราก็รู้สึกตายไปแล้วครับ ความตาย เรื่องกฎหมาย ตอนนี้ทรายไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นแล้วครับ”

“(ทรายต้องการอะไร) ความยุติธรรมครับ ไม่ว่าจะออกมาเป็นเรื่องทรัพย์สิน เวลา การชดเชย มันไม่มีอะไรที่สามารถชดเชยชีวิตของเราที่เกิดมาได้ครับ 20 ปี มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะชดเชยครับ แต่มันสามารถจบได้ครับ”

“ทรายไม่เคยจำกัดในมุมมองของทรายว่าคนที่รักเรามาจากที่ไหน ทรายไม่ได้มองว่าคนที่รักหรือดูแลเรา ต้องมาจากครอบครัวอย่างเดียว ยังมีคนในประเทศนี้อีก 60 กว่าล้านคน ที่ให้ความใจดีกับทราย ให้ความอบอุ่นกับทราย

ทรายเชื่อว่าความรักและเจตนาดีมาจากทุกที่ได้ และทรายโชคดีมากที่ทรายเป็นคนเชื่อแบบนั้นมาตั้งแต่เด็กครับ เพราะถ้าทรายไม่ได้เชื่อแบบนั้น วันนี้ทรายไม่มีจุดยืน และไม่มีตัวตนของตัวเองเลยครับ”




ใต้เตียงหนุ่มเฮลตี้

“ทรายนอนประมาณ 4-5 ทุ่ม บางทีดื้อก็จะนอนเที่ยงคืน แต่ทรายเป็นคนที่ตื่นเช้ามาก 6-7 โมงก็ตื่นแล้ว ก็จัดผ้าปูที่นอน แล้วก็นั่งสมาธิข้างเตียง ผู้ใหญ่สอนมายังไงก็ทำแบบนั้น ทรายก็จะพยายามนั่งให้ดี นั่งในท่าที่มันสบาย ไม่ค่อมหลัง นั่งเปิดรับ energy ดีๆ แล้วก็หายใจเข้า-หายใจออก 50 ครั้ง

เจตนาของการนั่งสมาธิคือไม่โฟกัสเรื่องอะไร ปล่อยให้สิ่งที่ลอยเข้ามาในหัวออกไป โดยเราไม่ต้องจับมานั่งคิดต่อ พยายามสังเกตการหายใจของเรา มันทำให้เราพร้อมที่จะสตาร์ทเครื่อง ลุยสำหรับวันนั้น

ถ้าในวันที่ทรายออกกำลังกาย ทรายก็จะออกช่วงเช้า ช่วงเที่ยง ทรายชอบไปยิมสาธารณะ ถ้าเกิดวันนั้นมีแรงเยอะ ก็อาจจะว่ายน้ำต่อ นอกจากนั้นก็เดินประมาณ 12,000-15,000 ก้าวต่อวัน แล้วทรายก็ชอบเดินแทนที่จะนั่งรถ ทรายจะเดินไปสยามจากบ้านประมาณ 4 กม. ชอบอยู่ในที่ที่มีคนเยอะๆ ไปซื้อเสื้อผ้า ทำงานบ้าง จัดการเรื่องโซเชียลฯ บ้าง

ไม่ดื่มและไม่เที่ยว ไม่เคยชอบตั้งแต่เด็กแล้ว ส่วนมากเพื่อนก็จะคุย FaceTime เพราะเพื่อนทรายอยู่ต่างประเทศเยอะ ถ้าเกิดเจอเพื่อนในไทย ก็ไปนั่งทานข้าวกัน ปาร์ตี้ไม่เลย ทรายไม่ชอบอะไรที่มันเป็นกิเลส อย่างเช่น กัญชา เหล้า ยาเสพติด ไม่อยากอยู่ใกล้คนที่ทำแบบนั้น แล้วก็ไม่ชอบอะไรแบบนั้นเลย

แล้วก็ทานอาหารคลีน ทรายจะกินคีโตเป็นหลายๆ ช่วง ไม่กินแป้ง กินแต่เนื้อสัตว์กับผัก แล้วก็ไขมัน มันช่วยในการลดหุ่นและช่วยปรับระบบให้เผาผลาญดีขึ้น ทรายจะมีตราชั่งอาหารพกไว้ จะได้รู้ว่าวันนึงเรากินกี่แคลอรี่

ทรายไม่ชอบอาหารจีน ทรายไม่ชอบอาหารทอด ไม่ชอบอาหารที่ไปยุ่งกับมันเยอะ ตอนทรายกินเนื้อ ทรายอยากได้รสชาติเนื้อ ทรายชอบรสชาติเพียวๆ ของมัน ทรายไม่ชอบเอาไปหมักหรือไปทำนู่นนี่นั่น

ตอนทรายไปร้านอาหาร แม่ครัวทุกคนจะเป็นห่วงมาก ว่าเขาจะทำอาหารออกมาอร่อยหรือเปล่า ทรายก็จะบอกเลยว่าอย่าใส่อะไร ทำให้มันจืดที่สุด ทรายชอบกินส้มโอมาก ชอบกินมะยงชิด ชอบกินเบอร์รี่ทุกแบบ

ทรายชอบของที่มีประโยชน์ ทรายเชื่อว่าอาหารมันเป็นทั้งยาและเป็นทั้งพลัง ให้กับเครื่องยนต์ที่เป็นร่างกายของเรา ทรายเลยไม่ค่อยกินอะไรที่กินเพราะว่าอร่อย ทรายชอบสิ่งที่ทรายได้จากอาหาร มากกว่าปัจจัยอื่นๆ ในการกิน”



สัมภาษณ์ : YouTube "พ่อเลี้ยงเจจากดาวอังคาร" และ “โหนกระแส”
เรียบเรียง : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : อินสตาแกรม @psiscott