xs
xsm
sm
md
lg

บุกฟาร์มเต่าสปีชีส์หายาก “คู่เดียวในไทย-ไม่กี่ตัวในโลก!!” ธุรกิจเดิมพันสูง เริ่มตัวละครึ่งแสน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดฟาร์มสัตว์แปลกกลางกรุง “Savannah Kingdom” จากดาดฟ้า ถูกเปลี่ยนให้เป็น “ฟาร์มเต่ายักษ์อัลดาบร้า” แถมยังมีเต่าตัวแรร์คู่เดียวในไทย มูลค่า 8 หลัก สปีชีส์สุดหายาก เหลือแค่ 37 ตัวบนโลก!!

*** คู่เดียวในไทย 37 ตัวในโลก ***

ใครจะไปคิดว่าบนดาดฟ้าตึกแห่งหนึ่ง ย่านถนนจันทร์ ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ จะเป็นอาณาจักรย่อมๆ ของสัตว์ที่มีมูลค่าอย่าง “เต่ายักษ์อัลดาบร้า (Aldabra Giant Tortoise)” เต่าบกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแค่เพียง “เต่ายักษ์กาลาปากอส (Galápagos giant tortoise)” เท่านั้น

ที่นี่คือ “Savannah Kingdom” ฟาร์มเต่าลอยฟ้า ที่มี “แก๊ป - ภูดิทภณ สามัตถิยดีกุล” และ “ลอร่า - ลดาวรินทร์ เพลคิวเออร์” เป็นผู้ดูแล

ในฐานะเจ้าของฟาร์ม และผู้มีประสบการณ์การเลี้ยงเต่านานกว่า 25 ปี แก๊ป ได้เล่าให้ฟังว่า ต้นกำเนิดพวกมัน มาจากหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเต่าสายพันธุ์อัลดาบร้า จะแบ่งออกเป็น 3 ซับสปีชีส์ด้วยกัน จะมีอัลดาบร้าทั่วไป “Normal Aldabra”, “Arnoldi” และ “Hololissa”



และไฮไลต์ของ Savannah Kingdom ไม่ได้มีแค่เต่าอัลดาบร้าทั่วไปกว่า 200 ชีวิตบนดาดฟ้าเท่านั้น

แต่ยังมีเต่าอัลดาบร้า สปีชีส์ Hololissa สุดแรร์ เพราะเหลืออยู่ราว 37 ตัวบนโลก และมีเพียง 2 ตัวในประเทศไทย ที่อยู่กับฟาร์มแห่งนี้ ซึ่งเต่าคู่นี้มีชื่อว่า “เอแจ๊ค” และ “เวโรนิก้า”

หลายคนคงน่าจะอยากรู้จักเต่าชนิดนี้มากขึ้นแล้ว งั้นเรามาเปิดโลกสุดพิศวงของสัตว์ Exotic ไปพร้อมๆ กัน ตามบรรทัดต่อจากนี้...



“เอแจ๊คเป็นเต่า Hololissa ที่มีความหายากกว่าเต่าอัลดาบร้าทั่วไป เขามีลักษณะกระดองที่แปลกตา เมื่อเห็นเอแจ๊ค เราจะรู้เลยว่าเขาไม่เหมือนเต่าตัวอื่นๆ เขาจะมีลักษณะกระดองที่มีความพิเศษอยู่ในตัว เราก็เลยรู้สึกว่าเต่าตัวนี้สวยงามมาก

ผมหาข้อมูล เต่าสายพันธุ์นี้มีอยู่ไม่ถึง 40 ตัวบนโลก ที่เป็นไซส์ใหญ่นะครับ ไซส์เล็กเราไม่มีข้อมูล แต่ว่าถือว่าหายากมากๆ เราก็เลยรู้สึกว่าอันนี้ของแรร์ ต้องมีครับ (ยิ้ม)

เอแจ๊คมาอยู่กับเราได้ราวๆ 10 ปีแล้วครับ ตอนที่ได้มา เขาอายุประมาณ 70 ข้อมูลจากเจ้าของเก่า ตอนนี้ก็น่าจะ 80 ปีแล้ว แต่ว่าเต่าพวกนี้มีอายุที่ยืนยาว เขาอยู่ได้ถึงประมาณ 200 กว่าปี เพราะฉะนั้น ที่เราซื้อเขามาในวัย 70 ถ้าเทียบกับคน น่าจะหารด้วย 3 เข้าไป ยังถือว่าเป็นเต่าในวัยหนุ่มอยู่

เขามาเป็นคู่เลยครับ เจ้าของเก่าเลี้ยงคู่กันมานานหลายสิบปี ตัวเมียชื่อเวโรนิก้า อายุน้อยกว่าเอแจ๊คประมาณ 5 ปี ปัจจุบันเวโรนิก้าก็น่าจะราวๆ 75 ครับ คู่นี้ตอนที่ได้มาประมาณ 8 ล้านบาท นำเข้ามาจากต่างประเทศครับ เราอยากได้ทั้งคู่มาอยู่กับเรา แล้วก็ให้เขาอยู่ร่วมกันจนต้องจากกันไป

เราประเมินแล้ว ด้วยความที่เขาหายาก (ปัจจุบัน) ราคาน่าจะมากกว่า 10 ล้านขึ้นไปครับ มีคนติดต่อเข้ามาเรื่อยๆ แต่เราตั้งใจว่าจะเลี้ยงเขาไว้ ก็เลยไม่ได้สานต่อในเรื่องของการขายครับ”


[ ช่วงที่ได้ “เอแจ๊ค” และ “เวโรนิก้า” มาใหม่ๆ ]

และถึงแม้จะเป็นเต่าอัลดาบร้าทั่วไป แต่บอกเลยว่าค่าตัวไม่ธรรมดา เพราะเริ่มต้นก็ปาไปแล้วกว่าครึ่งแสน และยังเป็นที่นิยมในหมู่คนเลี้ยงเต่าในไทยอีกด้วย

“มีความนิยมมากนะครับ เพียงแต่ว่าด้วยราคาเขาค่อนข้างที่จะสูง ถ้าเทียบกับสัตว์เลี้ยงทั่วไป เริ่มต้นที่ประมาณ 40,000-50,000 บาท มันก็ทำให้หลายคนต้องคิด แล้วก็ไตร่ตรองเก็บเงินกัน แต่ว่าถือว่าเป็นเต่าที่มีความนิยมค่อนข้างสูงครับ

เต่าพวกนี้เป็นเต่าที่เพาะพันธุ์ค่อนข้างยาก เหมือนกับว่ามันมีราคาอยู่ในตลาดโลกค่อนข้างสูง เต่าที่มาจากเกาะ เขาก็ค่อนข้างที่จะอนุรักษ์ ที่เป็นเต่าใหญ่ๆ ไม่ค่อยให้ออกมา พอมันออกมาไม่ได้ ก็เลยเหมือนกับว่ามีความหายากในตัวเอง ก็เลยทำให้เขาราคาไม่ตก”



กิจวัตรในแต่ละวันกับการดูแลเต่า ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน เพียงแค่ให้อาหารเป็นผักที่ล้างสะอาด อาบน้ำให้กับเต่า ซึ่งการเลี้ยงบนดาดฟ้านั่น ทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาดพื้นที่อีกด้วย

“ข้อเสียเปรียบในการเลี้ยงบนดาดฟ้า แน่ๆ เลยคือพื้นที่ค่อนข้างจะจำกัด แต่ข้อดีคือเนื่องจากว่าเป็นพื้นปูน ทำให้ที่ผ่านมาเราเจอปัญหาเรื่องสุขภาพค่อนข้างน้อย พื้นปูนทำความสะอาดได้ง่าย ดูแลเรื่องของความอนามัยได้ดีกว่าดิน

ถ้าเกิดเราไปเลี้ยงบนพื้นดิน เวลาหน้าฝน แล้วดินเวลาอุ้มน้ำไว้เยอะๆ มันจะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคที่ง่ายกว่า ดินมันจะมีแบคทีเรีย เชื้อโรค เชื้อรา หรือแม้กระทั่งพวกวัชพืชที่เราไม่พึงประสงค์ อาจจะเป็นเห็ดหรือเป็นอะไรที่ไม่ควรกินเข้าไป เขาก็อาจจะกินเข้าไป ซึ่งเราควบคุมตรงนั้นยากมาก”

*** แปลกแต่เท่ เสน่ห์ “สัตว์เลื้อยคลาน” ***

ถ้าพูดถึงสัตว์เลี้ยง บ้านอื่นๆ ก็คงเลือกเป็นน้องหมา-น้องแมว เข้าเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัว

แต่สำหรับเส้นทางสาย Exotic Pet ของชายคนนี้ ต้องย้อนกลับไปในสมัยที่เขายังเป็นเด็กชายตัวน้อย

สัตว์เลี้ยงตัวแรกของ ด.ช.แก๊ป ในตอนนั้น เริ่มต้นด้วยความฮาร์ดคอร์ เพราะเขาได้ “งู” จากผู้เป็นพ่อ และนั่นก็กลายมาเป็นจุดเริ่มต้น ของความหลงใหลในตัว “สัตว์เลื้อยคลาน” มาจนถึงทุกวันนี้

“จุดเริ่มต้นการเลี้ยงสัตว์ของผม ประมาณสัก 4 ขวบ พ่อซื้องูเขียวมาให้เรามาหัดเลี้ยงเล่น ด้วยความที่มันแปลก มันสวย สีมันไม่เหมือนหมาแมว สีมันจะจัดจ้าน เป็นผิวหนังที่แปลกๆ ตัวเย็นๆ เราก็ชอบสัตว์เลื้อยคลานมาตั้งแต่ตอนนั้น

พ่อเล่าให้ฟังนะ ตอนนั้นเขาบอกว่ากลัวว่าลูกชายจะเจอสัตว์เลื้อยคลาน แล้วกลัวหรือว่ากรี๊ดออกมา เขาเลยสอนให้เราจับตั้งแต่ในวัยเด็กเลย เพื่อที่ว่าเวลาเราเจอพวกจิ้งจก เจออะไรอย่างนี้ เราจะได้ชินครับ

แล้วพอเริ่มโตขึ้นมาประมาณสัก 8 ขวบ เราเปลี่ยนจากงูเขียว ได้เป็นงูหลาม หลังจากนั้นก็เลี้ยงสัตว์ Exotic ที่เป็นพวกสัตว์เลื้อยคลานต่อเนื่องมาเรื่อยๆ

จนกระทั่งผมเริ่มมีค่าขนม ก็เก็บเงินไปซื้อพวกกิ้งก่า มีทั้งตระกูลตะกวด ตุ๊กแก งูสายพันธุ์อื่นๆ มีทั้งพวกกระรอกต่างประเทศ กระต่าย อะไรอย่างนี้ครับ ได้เลี้ยงมาหมด

เราไม่ได้คาดหวังถึงการเพาะพันธุ์ เราแค่รู้สึกว่าชื่นชอบในการเลี้ยง ทำไมมันสวยจังเลย ทำไมมันแปลกกว่าคนอื่น แล้วมันค่อนข้างจะเลี้ยงง่าย ถ้าเกิดว่าเราไปเลี้ยงหมาแมว การดูแลมันค่อนข้างเยอะ เลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน จริงๆ แล้วเราให้แค่อาหารเขา ไม่ต้องหวีขน ไม่ต้อง Grooming แค่ให้อาหารแล้วอุ้มเล่น ถ้าเราฝึกเขาดีๆ เขาจะเชื่องครับ”


[ ตัวพ่อวงการสัตว์เลื้อยคลาน ]

หลังจากที่ได้ลองเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลานมาหลากหลายชนิดแล้ว ก็มาถึงวันที่เขาตัดสินใจเลี้ยง “เต่าซูลคาต้า (Sulcata)” เต่าบกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

“ตอนอายุประมาณสัก 20 ตอนนั้นเริ่มเก็บค่าขนม ครอบครัวให้เป็นรายเดือน เราก็ใช้น้อยหน่อย ประหยัดหน่อย พอมีเงินเหลือในวัยมหา’ลัย เราเริ่มซื้อเต่าบกมาเลี้ยง เต่าตัวแรกเป็นสายพันธุ์ซูลคาต้า

ราคาเขาค่อนข้างจะย่อมเยาที่สุดในตลาดตอนนั้น เป็นที่นิยม แล้วก็เอื้อมถึงง่าย ตอนนั้นน่าจะประมาณ 2,500 บาท ถ้าจำไม่ผิด ตัวใหญ่กว่าลูกปิงปองหน่อย ผ่านมา 20 กว่าปี ตอนนี้ราคาน่าจะอยู่ประมาณ 1,000 กว่าถึง 2,000 บาท ก็ยังเป็นราคาที่ยืนมาค่อนข้างนานครับ

ตอนนั้นไปเช่าคอนโดอยู่ใกล้มหา’ลัย แล้วเราก็แอบเลี้ยงเอา เพราะเขาไม่อนุญาตให้เลี้ยงพวกหมาแมว เราก็เลยเลี้ยงเป็นพวกสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งมันมีขนาดเล็ก มันไม่ส่งเสียงเสียงรบกวนคนอื่น และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็เลยเลี้ยงแบบไม่มีใครรู้เลย”

ด้วยความฉลาด น่ารัก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเต่า แก๊ปบอกว่า มันไม่เหมือนกับสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ ที่เคยเลี้ยงก่อนหน้านี้เลย

“ความรู้สึกที่ผมมีต่อเต่านะ เต่าเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างฉลาดที่สุดในบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่เคยเลี้ยงมา เต่าเนี่ย ในตอนที่เราเลี้ยง เราจะมีบ้าน มีคอกให้เขาอยู่ เขารู้ว่าในทุกๆ วัน เขาต้องกลับไปนอนในบ้าน ตอนเช้าเขาก็จะออกมาเดินเล่น หากิน แล้วทุกวันเขาจะต้องกลับเข้าบ้าน



เสน่ห์ของเต่า เขาเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายมากๆ ป่วยยาก แล้วก็ฉลาด ให้ลูบได้ เต่าเขาเชื่อง เขาจะเดินมาหาเรา ขออาหาร กลับไปนอนที่ตัวเอง รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ผมเดินเข้าไป เขาจะเดินมาหาเลย

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราไม่เห็นในสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายๆ ชนิด ก็ไม่สามารถทำได้ครับ อย่างงู อยู่ไหนเขาก็นอนตรงนั้น หาที่ขดนอน กิ้งก่าเขาจะนอนตรงนั้นเลย


เลี้ยงเต่า มันช่วยทำให้วัยเรียนของเราไม่เกเร เพราะว่าในบางคนเลิกเรียน เดี๋ยวไปปาร์ตี้ก่อน ไปเที่ยวก่อน กินเหล้าก่อน ไปอะไรก่อน ของเราเลิกเรียนปุ๊บ กลับห้องให้อาหารเต่า มาให้อาหารกิ้งก่า เราก็ไม่ได้เอาเวลาของเรา ไปทำกิจกรรมที่ทำให้เสียสุขภาพหรืออะไรอย่างนี้ ก็จะค่อนข้างอยู่บ้านเยอะ แล้วก็ไม่เกเร”

และสัตว์เลื้อยคลานนี้ ก็ได้นำพามิตรภาพดีๆ มาให้จากกลุ่มคนรักสัตว์คอเดียวกัน

“เพื่อนที่เราเจอ เราจะมีกลุ่มพวกอยู่ใน Facebook เมื่อก่อนจะมีเว็บไซต์ Siam Reptile (ชุมชนคนเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน) เริ่มต้นเราคุยกันด้วยเรื่องการเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงยังไง แนะนำกัน รู้จักกันเป็น Community

ทำให้เรามาเป็นเพื่อนกันในชีวิตจริง เราไม่ได้คุยกันเรื่องสัตว์แล้ว เราไปกินข้าวกัน เราไปเที่ยวกัน เรามีสังคมที่กว้างขึ้นจากการที่เราเลี้ยงสัตว์ แล้วก็เป็นคนที่ชอบสัตว์เหมือนกัน คุยกันค่อนข้างง่ายครับ จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีเพื่อนที่รู้จักกันใน Siam Reptile หรือว่าใน Facebook เป็นเพื่อนกันจริงๆ จากในโลกออนไลน์ก็มีอยู่”

*** “เต่าอัลดาบร้า” สมบัติที่มีลมหายใจ ***

จากเต่าตัวแรกในชีวิตที่แอบเลี้ยงในหอพักสมัยยังเป็นนักศึกษา ตัดภาพมาวันนี้ เขากลายเป็นเจ้าของฟาร์มไปแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ทำให้แก๊ปตัดสินใจแบบนี้ ก็เพราะความฝัน ที่อยากเห็นตัวเองรายล้อมไปด้วยเต่านับร้อยตัว

บวกกับคำแนะนำจากคนรู้จัก ที่ให้ลองเปลี่ยนเป็นเต่าอันดาบร้า นี่ไม่ใช่แค่สัตว์เลี้ยง แต่เป็นการลงทุนที่โตตามตัว “ตอนนั้นเราเริ่มต้นในวัยมหา’ลัย จากที่เราเลี้ยงเป็นซูลคาต้า พอในวัยที่เราทำงาน เราถึงจะเริ่มมาซื้อเป็นอัลดาบร้า ในยุคนั้นอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท

ตอนที่เริ่มซื้อเต่าอัลดาบร้า ตอนนั้นเราก็มีเพื่อนมาแนะนำ เขาก็บอกว่าถ้าเกิดว่าเราซื้อเต่าอัลดาบร้า เป็นเต่าที่มีราคาค่อนข้างสูง เวลาที่มันโตมา มันค่อนข้างแพงกว่าเต่าชนิดอื่นๆ ในราคาการค้าขาย



เขาก็เลยแนะนำว่า ลองเก็บเป็นเต่าอัลดาบร้าดีกว่ามั้ย ถ้าต้องเสียเวลาเท่ากัน สมมติว่าเราเลี้ยงเต่า 20 ปี เต่าตัวนึงสามารถโตมามีมูลค่าได้ราวๆ หลักหมื่นถึงแสน แต่เต่าอัลดาบร้า เราเลี้ยงมา 20 ปีเหมือนกัน เขาจะโตมามีมูลค่าหลักล้าน เราก็รู้สึกว่าที่เขาพูดมันมีเหตุผล ก็เลยลองดูก็แล้วกัน

เราก็เลยเริ่มจากการเก็บอัลดาบร้า 2 ตัว พอเราเริ่มเลี้ยงปุ๊บ โอเค เขาฉลาดจริงๆ เขาเลี้ยงง่าย ไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพเลย ตอนนั้นเราทำงานเป็นพนักงานขาย แล้วเราก็มีค่าคอมมิชชั่น เงินเดือนเราก็เก็บไว้ใช้ส่วนนึง ส่วนค่าคอมมิชชั่น เราก็เอาไว้ซื้อเต่า แล้วเราก็ค่อยๆ เก็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในวัยที่เราโต เป็นความฝันมาตลอดว่า เราอยากมีเต่าสายพันธุ์นี้ 100 ตัวอยู่ในบ้าน เราก็พยายามตามความฝันของตัวเอง ไม่ได้คิดว่าจะทำฟาร์ม เพราะว่าอัลดาบร้าเป็นเต่าที่ค่อนข้างเพาะยาก

แต่แค่รู้สึกว่า ถ้าเกิดว่าเรามีบ้านหลังใหญ่ๆ มีสนามกว้างๆ แล้วมีเต่าเดินอยู่กับเราสัก 100 ตัว เป็นเต่าตัวใหญ่ๆ เต่ายักษ์ คิดว่ามันคงจะเจ๋งดี ตอนนั้นยังไม่ได้มีแพลนว่าจะเพาะพันธุ์เต่าครับ แต่ด้วยความที่เลี้ยงมาเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็ออกลูกของเขาเองครับ จนถึงทุกวันนี้มีน่าจะเกือบ 200 ตัวแล้ว”


[ เพาะพันธุ์ได้สมใจ ]

และหนึ่งในความภาคภูมิใจในฐานะคนเลี้ยงเต่าอัลดาบร้า ก็คือการได้ลูกเต่า หลังจากรอมานานกว่า 20 ปี
เพราะเต่าชนิดนี้ขึ้นชื่อว่าเพาะพันธุ์ยากสุดๆ

“จุดเริ่มต้นในการเพาะพันธุ์เต่าชนิดนี้ ได้ประมาณ 4 ปีที่แล้วครับ (อายุเต่า) อยู่ที่ประมาณ 20 ปีขึ้นไป เราก็เก็บแบบอยากเลี้ยงเฉยๆ มีคนเสนอซื้อ เราไม่ขายเลย พอเราเก็บไว้ได้นาน เขาออกลูก เราก็ประทับใจ เราประสบความสำเร็จแล้วในการเลี้ยง

ปีนึงเราได้ไข่มาหลายร้อยฟอง แต่ว่าในการเพาะพันธุ์ที่เราเพาะสำเร็จ เราได้ตัวจริงๆ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40 ตัวต่อปี บวกลบจะอยู่ประมาณนี้ครับ ซึ่งเราก็คาดหวังว่าในอนาคต เราจะได้ผลผลิตที่เยอะกว่านี้ สามารถที่จะเป็นตัวได้มากกว่านี้ครับ

เนื่องจากว่าเต่าชนิดนี้เป็นเต่าที่เพาะพันธุ์ยาก เราติด 1 ใน 4 ของคนที่เพาะได้ในประเทศไทย ถ้าข้อมูลเราไม่ผิด จนถึงทุกวันนี้ มีคนเพาะได้ในประเทศไทยแค่ 4 คนทั่วประเทศครับ

อย่างน้อยในการที่เลี้ยงเต่ามา เราก็รู้สึกว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จแล้วล่ะ เพราะว่าในอายุของผสมพันธุ์ มันต้องเก็บยาวนานจริงๆ จากการที่เราเลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็ก แล้วเราก็อดทนเลี้ยงเขามาเรื่อยๆ ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งโต แล้วก็ให้ลูกให้หลาน เราก็เลยรู้สึกว่าอันนี้ค่อนข้างภูมิใจ”



แก๊ป ยังได้เปิดเผยอีกมุมของเต่า ที่ถ้าไม่ได้มาเลี้ยง ก็จะไม่มีทางรู้เลย อย่างส่วนของ “กระดองเต่า” คนทั่วไปอาจจะมองว่าเป็นเกราะแข็งเฉยๆ แต่ความจริงแล้วนี่เป็นอวัยวะที่มี “เส้นประสาท” เพียงแค่เอามือลูบเบาๆ เจ้าเต่าก็รู้สึกได้

และจากที่ทีมข่าวได้สัมผัสเต่ายักษ์อัลดาบร้าเองก็พบว่า เห็นตัวใหญ่ไซส์เบิ้มแบบนี้ แต่กลับเคลื่อนตัวได้ไวกว่าที่คิด และสิ่งที่พวกมันชอบเดินเข้าหา ก็มักจะเป็นสิ่งของอะไรก็ตามที่มีสีเหมือนอาหารที่เต่าชอบกิน เช่น สีเขียวจากผัก หรือสีส้มจากแครอทนั่นเอง

*** จากฝัน กลายเป็นมากกว่าฝัน ***

และในวันที่เต่าอัลดาบร้า ออกลูกมาเกินจำนวนที่ใจตั้งไว้ ตอนนี้ที่ฟาร์มก็เลยมีการเพาะพันธุ์ขาย เพื่อแบ่งให้กับที่คนสนใจอยากเลี้ยงเต่าชนิดนี้เหมือนกัน

“ปัจจุบันเรามีการเพาะได้แล้ว ลูกที่ได้เราก็ต้องขายออก ตอนนี้เราค่อนข้างมีจำนวนมากกว่าที่เราอยากจะเก็บ ที่ออกมาใหม่ทั้งหมด ขายหมดเลย ไม่เก็บแล้วครับ ในความที่เขาเพาะยาก เราก็สามารถหาลูกค้า ที่จะมารับไปเลี้ยงได้ตลอดครับ หาใน Facebook พวกนี้เป็นเต่าที่มีการครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายเลย

เวลาที่เราได้ไข่มาแล้ว เราก็จะเอาไข่ที่ได้ไปทำความสะอาด แล้วก็เก็บใส่ตู้ฟัก พอเราเก็บใส่ตู้ฟัก เราจะรอประมาณ 3 เดือน แล้วเขาก็จะออกมาเป็นตัว เต่าเป็นสัตว์ที่กำหนดเพศลูกด้วยอุณหภูมิ เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดว่าเราอยากได้เพศไหน จริงๆ แล้วเราสามารถตั้งอุณหภูมิที่ตู้ฟักได้ครับ


[ ยังโตได้อีกหลายเท่าตัว ]

จริงๆ แล้วเต่าออกมา สามารถย้ายบ้านได้เลย แต่ว่ามาตรฐานก็น่าจะ 1 เดือน เพื่อให้เขากินอาหารชัวร์ แข็งแรงแล้ว และคนที่รับไปดูแล เขาจะได้สบายใจว่าเต่ามันแข็งแรงแล้วนะ ไม่เด็กเกินไป ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1 เดือนขึ้นไปครับ

แต่ว่าบางคนก็อาจจะอยากได้เต่าที่เป็นไซส์ใหญ่ขึ้น ที่สามารถเอาไปแล้วปล่อยลงไปเดินสนามหญ้า ไปใช้ชีวิตของเขาเองได้เลย ก็จะเป็นไซส์ที่ประมาณ 1 ฟุตขึ้นไป จะอยู่ที่ประมาณ 3 ขวบครับ

นี่เป็นลูกเต่าอัลดาบร้าที่เกิดในฟาร์มเราเอง ตัวนี้อายุประมาณ 10 วัน เพิ่งออกจากไข่มาครับ เขาน่าจะมีน้ำหนักไม่เกิน 100 กรัม เวลาที่เขาโต เขาจะโตได้ถึงประมาณ 200-300 กิโลเลย

ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิต ที่ในวัยเล็กมีขนาดเล็ก และโตมามีน้ำหนักที่แตกต่างหลายเท่า ผมไม่แน่ใจว่ากี่ร้อยเท่า แต่เยอะมากๆ ตั้งแต่ 50 กรัมไปจนถึง 300 กิโลครับ”


[ เตรียมขยับจาก “ดาดฟ้า” สู่ “บางกระเจ้า” ]

ส่วนใครที่อยากสัมผัสความน่ารักของบรรดาสัตว์เลี้ยง Exotic แบบตัวเป็นๆ ก็อดใจรอกันอีกนิด เพราะตอนนี้ทาง Savannah Kingdom ก็กำลังขยับขยาย ไปสู่ “คาเฟ่สัตว์” บนพื้นที่กว้างขวางและมีอากาศบริสุทธิ์ ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

“ตรงนี้เป็นดาดฟ้า ตอนที่เลี้ยง เราก็เลี้ยงจากเต่าที่มันตัวเล็กๆ เขาไม่ได้ใช้พื้นที่มากมายอะไร พอถึงวันนึงเขาก็โตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความที่เต่าเยอะอยู่แล้ว เราน่าจะทำเป็นคาเฟ่ เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้ามาสัมผัสเต่ายักษ์

ตรงส่วนของบางกระเจ้า เป็นพื้นที่ที่เราได้ยินมาว่าปอดของกรุงเทพฯ เป็น Oasis เมืองไทย เราอยากเลือกพื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์ ไม่ได้อยู่ไกลบ้านจนเกินไป มีอากาศที่ดี มีออกซิเจนที่สูง ไม่ได้อยู่ในเมืองจ๋า ก็เลยเลือกเป็นบางกระเจ้า

ที่บางกระเจ้าจะมีสัตว์อื่นไปด้วย จะมีเต่า มีแมวป่าที่เป็นแมวป่าต่างประเทศ มีคาปิบาร่า มีลิงบางชนิด แล้วก็มีพวกแร็คคูน มีพวกเมียแคทอะไรพวกนี้ เป็นสัตว์ exotic ต่างประเทศทั้งหมดครับ

ตอนนี้เราเริ่มต้นจากการไปเตรียมพื้นที่ เราไปปรับภูมิทัศน์ให้สัตว์อยู่ได้ ตัวคาเฟ่ ตัวศูนย์การเรียนรู้ เรายังไม่ได้ทำ แล้วเดี๋ยวถึงเวลาไปทำอาคารต่อ”



ภาพความฝันที่อยากเป็นเจ้าของเต่าอัลดาบร้านับร้อยตัวมาตลอด ผลลัพธ์ในวันนี้ เรียกได้ว่าเกินฝัน และเป็นอีกความสำเร็จครั้งใหญ่ในชีวิต ในฐานะคนที่ตั้งใจรัก อย่างไม่ลดละความพยายาม

“ในอนาคต อยากเพิ่มพื้นที่ในการเลี้ยงเต่ามากกว่า ตอนนี้ที่บางกระเจ้า 3 ไร่ แต่ว่าเราอยากได้ที่ใหญ่กว่าบางกระเจ้า สำหรับให้เต่ายักษ์อยู่ อยากได้สัก 10 ไร่ขึ้นไป แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปที่จังหวัดไหนครับ

การเลี้ยงเต่าของผม ผมว่าเกินคาดครับ อย่างที่บอกว่าจุดเริ่มต้นที่เราอยากเลี้ยง เราไม่ได้คาดหวังในการเพาะพันธุ์
ตอนนั้นเราแค่รู้สึกว่าอยากจะมี 100 ตัว มันเป็นแค่การตั้งเป้าไว้ว่าเราอยากจะมี แต่เราไม่คิดว่าเราจะต้องมี

เวลาที่เราเลี้ยง ไม่รู้ว่ามันนำโชคหรือเปล่า มันก็มีลู่ทางของมันเอง ที่จะค่อยๆ เพิ่มมา การที่เราตั้งเป้าเอาไว้ สุดท้ายมันก็ถึงเป้า แล้วก็เลยเป้าไปแล้วครับ”


เทียบชัดๆ เต่าบกยักษ์ตัว TOP ของโลก

เต่ากาลาปากอส ถือว่าเป็นเต่าบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จะเป็นเต่าที่อยู่ในกลุ่มของไซเตส (CITES) 1 จะเลี้ยงต้องมีการได้รับอนุญาต จะค่อนข้างครอบครองยากกว่าครับ

การครอบครองเต่าที่เป็นสายพันธุ์กาลาปากอส ไม่ได้อนุญาตให้คนทั่วไปเลี้ยงได้ แต่ว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เปิดให้เราเข้าไปลงทะเบียน ซึ่งเป็นหน่วยงานของไซเตส อนุญาตให้เราไปจดครอบครอง

อันนี้เขายังไม่โตเต็มที่ เพิ่งจะประมาณ 10 กว่าขวบเอง ก็จะมีขนาดอยู่ประมาณสัก 2 ฟุต แต่ปกติแล้วเขาจะมีตัวที่ใหญ่เกินเมตร แล้วก็จะมีน้ำหนักมากกว่า 300 กิโล ในวัยที่โตเต็มที่

เขามีน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะ แล้วก็ตัวแน่น ทรงกระดองจะกลมกว่า ใหญ่กว่า แล้วก็น่าจะแบนกว่า อันนี้มีโอกาสที่จะป่วยง่ายกว่า เพราะเขาชอบที่แห้ง อัลดาบร้าชอบอยู่ที่ร้อนชื้น เหมาะกับอากาศร้อนมากกว่าครับ ตัวอัลดาบร้าหน้าเขาแหลมๆ นิดนึง อัลดาบร้าเลี้ยงง่ายกว่า

ในอายุที่เท่ากัน ขนาดเขาจะพอๆ กัน ไม่ต่างกันมาก อันนี้ตัวใหญ่ที่สุดในโลกอันดับ 1 อัลดาบร้าเป็นอันดับ 2 ขนาดมันค่อนข้างใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าขนาดที่เท่ากัน อย่างเช่น 4 นิ้ว กาลาปากอสจะมีน้ำหนักที่มากกว่า

การที่เราจะวิเคราะห์ว่าสัตว์ตัวไหนใหญ่หรือเล็กกว่ากัน ในการวัดขนาดสัตว์ เขาใช้การชั่งน้ำหนักเป็นหลักครับ ก็เลยทำให้กาลาปากอสที่มีขนาด 4 นิ้ว มีขนาดที่ใหญ่กว่าอัลดาบร้าที่มีขนาด 4 นิ้ว เนื่องจากน้ำหนักเขามากกว่า”




ผู้เพาะพันธุ์ “แมวป่าตัวเทพ” คนแรกของไทย



“พาร์ทของแมว เริ่มเลี้ยงมาประมาณ 10 ปีแล้วครับ จุดเริ่มต้นก็คือเราอยากเลี้ยงเสือ เพียงแต่ว่าเสือต่างประเทศ พวกตระกูลสิงโต มันค่อนข้างอันตราย แล้วก็ใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะ แล้วเราใช้ชีวิตอยู่ในเมือง เราก็เลยรู้สึกว่า เราอยากได้ตัวที่เป็นเหมือนเสือย่อมๆ แต่ว่าต้องถูกกฎหมาย

เราก็เลยเลือกเป็น แมวป่าคาราคัล (Caracal) กับ แมวป่าเซอร์วัล (Serval) มาเลี้ยงครับ 2 สายพันธุ์ ซึ่งเขามีลักษณะที่ถ้าคนภายนอกมองจะคิดว่ามันเป็นเสือตัวย่อมๆ แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นแมวป่า ที่เราสามารถเลี้ยงให้เชื่องได้

ถ้าเป็นคาราคัล เราน่าจะเป็นผู้เพาะพันธุ์คนแรกของไทยที่เพาะได้ครับ ส่วนเซอร์วัล เป็นคนแรกๆ เหมือนกัน แต่ไม่น่าจะเป็นคนแรก น่าจะมีคนทำได้ก่อนเราครับ

แมวบ้านกับแมวป่า ต่างกันตรงที่ว่าแมวบ้านเกิดมาเขาเชื่องเลย แมวป่าเนี่ยเราต้องใช้ฝีมือในการทำให้เขาเชื่อง ต้องเลี้ยงใกล้ชิด ต้องมีเวลาให้ แล้วก็ต้องใจเย็นมากๆ ในการเข้าหาครับ

แต่ถ้าเราคัดสายพันธุ์มา พ่อพันธุ์ที่เชื่องกับแม่พันธุ์ที่เชื่องมาผสมพันธุ์กัน ลูกที่ออกมา เราจะใช้ฝีมือในการเลี้ยงน้อยกว่า เพราะมันค่อนข้างจะเชื่อง เหมือนกับการปรับสัญชาตญาณสัตว์ป่าให้ลดลง จากการผสมพันธุ์ครับ เพราะฉะนั้น การคัดสายพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญ

แมวก็สามารถเพาะขายได้ปกติครับ มีใบอนุญาตครอบครองถูกต้องทุกตัว เป็นที่นิยมในหมู่ของคนรักแมว ตัวนี้มันก็จะเป็นเหมือนกับว่าตัวเทพของแมว คือราคาค่อนข้างสูง ด้วยความที่ราคาสูง ใครๆ ก็อยากได้ ราคาเริ่มต้นของแมวป่า อยู่ที่ประมาณ 250,000 บาทครับ พร้อมใบครอบครองครับ”





เลี้ยงสัตว์แปลกต้องใจแกร่ง ดูแลดี-ระวังดรามา



“เป็นคนชอบสัตว์ค่ะ ก่อนหน้านี้ที่บ้านเลี้ยงแมวจร ชอบเก็บแมวจรไปเลี้ยง แมวจรที่เห็นตามถนนเลย ได้ยินเสียงลูกแมวอยู่ในท่อก็เก็บไปเลี้ยง รู้สึกว่าบางทีโลกควรใจดีกับแมวจรหมาจรบ้าง ถ้าเกิดเจอก็เก็บไปเลี้ยง หรือไม่ก็ถ้าไม่มีกำลังที่จะเลี้ยง ก็แค่ซื้ออาหารเม็ด อาหารแมวเปียก ให้เขาได้กิน ให้โลกมันได้สดใสบ้างในบางวันสำหรับเขาค่ะ

ถ้าเป็นแมวบ้านก็จะอ้อนกินตลอดเวลา แมวป่าเขาค่อนข้างที่จะกินเป็นเวลา แต่ถ้าเกิดว่าเขาสนิทกับเรา ลักษณะการเล่นของเขามันจะเล่นแรง เพราะเขาไม่รู้ สังเกตได้ว่าคนที่เขาเลี้ยงแมวป่าจะมีรอยข่วนได้ เกิดจากการเล่นกับแมว ก็เป็นเรื่องปกติ เจ้าของอาจจะต้องตัดเล็บให้น้องหน่อย เดือนละ 2 ครั้ง เวลาเขาเล่นกับเราจะได้ไม่เกิดบาดแผลค่ะ

แมวป่าไม่ดุค่ะ เขาไม่ได้ดุในแบบที่เรากลัว แต่ดุในแบบที่เขาป้องกันตัวเอง เวลาเขากลัว ก็จะมีขู่บ้าง แต่ไม่ได้ขู่จู่โจมเรา เขาก็จะขู่อยู่ในมุมของเขา เพื่อให้เรารู้ว่าเขากลัวนะ อย่าเข้ามานะ อะไรประมาณนี้ค่ะ

การทำคอนเทนท์ออนไลน์ ก็มีทั้งคนที่รู้อยู่แล้วกับคนที่ไม่รู้ อย่างเช่น ถ้าคนที่ไม่รู้ก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ได้ ว่าเราเอาเขามาทรมาน เพราะเขาเป็นสัตว์ป่า บางคนก็พูดว่าเราเอาสัตว์ผิดกฎหมายมาเลี้ยง

แต่จริงๆ เขาเป็นแมวป่าเซอร์วัลกับคาราคัล การที่จะเลี้ยงได้จะต้องมีใบ มั่นใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรที่มันผิดกฎหมาย อย่างบางคนที่เขารู้อยู่แล้ว ก็จะมีความรู้สึกว้าว อยากได้ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในเรื่องมุมมองค่ะ

การย้ายบ้านของลูกแมว เราจะให้ย้ายบ้านตอนอายุที่ 67 วัน เพราะว่า 45 วัน น้องเริ่มหัดกินบาร์ฟได้แล้ว เริ่มจะหย่านม เราจะเอาไปฉีดวัคซีนตอน 60 วัน หลังจากนั้นจะดูอาการประมาณ 5-7 วัน ว่าน้องมีเอฟเฟกต์อะไรจากยามั้ย ถ้าไม่มี ก็ย้ายบ้านได้ตามปกติค่ะ”



สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : ธัชกร กิจไชยภณ
ขอบคุณภาพเพิ่มเติมและสถานที่ : Savannah Kingdom ฟาร์มเต่ายักษ์