xs
xsm
sm
md
lg

จริงดิ? มะเร็งหายแค่ “อดอาหาร”!! ไม่ต้องหมดหลัก “100 ล้าน” แบบ “ชูวิทย์”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไม่ต้องจ่าย 100 ล้าน ก็สู้ “มะเร็ง” ได้ แค่ทำ “IF”!!? เมื่อวิธีรักษามะเร็งราคาแพง ตั้งแต่ “หลักหมื่น” ไปจนถึง “หลักหลายล้าน”

ผุดไอเดีย “อดอาหารฆ่าเซลล์มะเร็ง” วิธีรักษาแบบง่ายๆ ไม่ต้องจ่ายตังค์ และนี่คือคำตอบจาก “หมอมะเร็ง” และ “กูรูโภชนาการ” ที่จะช่วยชี้ว่าได้ผลจริงแค่ไหน?

** “จ่ายหลักล้าน” หรือ “แค่อดอาหาร” **

“100 ล้านบาท”นี่คือยอดเงินที่ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” อดีตนักการเมืองชื่อดัง ยอมแลกเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายที่ชื่อว่า “มะเร็งตับระยะสุดท้าย” จนกลับมาหายดีได้อีกครั้ง

อินฟลูฯ การเมืองรายนี้ ยอมจ่ายตังค์ บินไปรักษามะเร็งที่ต่างประเทศ ที่แรกคือ “อังกฤษ”เสียเงินไปกว่า “50 ล้านบาท”แต่ก็ไม่ได้ผล

เลยลองไปที่ “จีน” ต่อ ใช้วิธีรักษามะเร็ง “แบบเย็น” หมดไปอีกราวๆ “50 ล้านบาท”

รวมแล้วคือหมดไปถึงหลัก “100 ล้านบาท”ซึ่งต้องยอมรับว่า นี่เป็นวิธีรักษาแบบคนรวย ถามว่าถ้าคนที่ไม่มีเงินพอล่ะ จะทำยังไง?


                                                                 {“ชูวิทย์” อดีตนักการเมือง สู้มะเร็งสำเร็จ}

ตรงนี้ก็มีการหยิบเรื่อง “Intermittent Fasting” หรือที่คนสายสุขภาพเรียกกันว่า “ไอเอฟ (IF)” ซึ่งคือรูปแบบการอดอาหารตามกำหนดเวลา ขึ้นมาบอกว่า วิธีนี้ “ช่วยรักษามะเร็ง” ได้เหมือนกัน!!?

ตามหลักการของ IF คือ การแบ่งเวลากิน เช่น 16:8 คือ อดอาหาร 16 ชั่วโมง และกินในช่วงเวลา 8 ชั่วโมง ใน 1 วัน

โดยบทความต่างๆ มักจะบอกคล้ายๆ กันว่า เมื่อเราอดอาหาร เซลล์จะเริ่มซ่อมแซมร่างกาย ทำให้เกิดกระบวนการ “ล้างเซลล์เก่า” หรือพวกโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อสร้างเซลล์ใหม่

สุดท้ายจึงเชื่อกันว่า เป็นวิธีที่ไม่ต้อง “เสียเงินหลักล้าน” แต่สามารถรักษามะเร็งได้

เพื่อไขข้อข้องใจ ทีมข่าวจึงขอให้หมอรักษามะเร็ง อย่าง“ศ.(พิเศษ)นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ” ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลวัฒโนสถ Cancer Hospital มาช่วยสรุปให้ว่า การรักษามะเร็งให้หาย เราต้องเสียเงินเท่าไหร่ เพื่อต่อสู้กับโรคนี้



“หมอธีรวุฒิ” บอกให้เข้าใจอย่างแรกก่อนว่า “ค่ารักษา” โดยเฉพาะ “โรคมะเร็ง” จะระบุเป็นตัวเลขที่ตายตัวนั่นยาก เพราะมีปัจจัยหลากหลายแตกต่างกันไป ตั้งแต่ “ชนิดมะเร็ง” “จุดที่เป็น” และ “ระยะของโรค”

ทำให้วิธีการรักษา รวมถึงการให้ยา ต่างกันออกไป ซึ่งมีผลต่อ “ค่ารักษา” แต่ก็พอจะประเมินค่ารักษาแบบคร่าวๆ ได้ โดยแบ่งไปตาม “วิธีการรักษา” ดังนี้

1.“เคมีบำบัด (Chemotherapy)” เริ่มที่ “หลักหมื่น” ไปจนถึง “หลักแสน”ต่อรอบ ขึ้นอยู่กับชนิดและสูตรของยา
ซึ่งถ้าเป็น “ยาชนิดมุ่งเป้า” ตัวใหม่ๆ ที่สิทธิบัตรยาของบริษัทที่ผลิตยังไม่หมด และยังไม่ถูกผลิตเป็นยาสามัญ (Generic) ที่ใช้ทั่วไปในการรักษา ราคาก็จะแพงขึ้นไปอีก



2. “รังสีรักษา (Radiation Therapy)” การฉายรังสีต่อรอบ ราคาไม่กี่พันบาท ขึ้นอยู่กับชนิดมะเร็งว่า ต้องฉายรังสีกี่รอบ เช่น ฉายรังสี 2,000 บาท/10 รอบ ก็จะคิดเป็นเงิน 20,000 บาท

แต่ถ้าใช้เครื่องฉายรังสีที่ดีขึ้นมาหน่อย อย่าง “เครื่องฉายรังสีโปรตอน” ที่เป็นเทคโนโลยีรักษามะเร็ง “ขั้นสูง”เข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างแม่นยำ ราคาก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก



3. “การผ่าตัด” ราคาขึ้นอยู่กับความยาก-ง่ายของแต่ละเคส เช่น มะเร็งเต้านม จุดที่การผ่าตัดไม่ใช่เรื่องยาก ค่าผ่าจะอยู่ที่ “หลักหมื่น”

แต่เป็นจุดที่ซับซ้อนอย่าง มะเร็งหลอดอาหาร ต้องมีการผ่าเปิดช่อง ค่าผ่าตัดก็จะแพงขึ้น หรือถ้ามีการใช้เทคโนโลยี “หุ่นยนต์ผ่าตัด” เข้ามาช่วย แน่นอนว่าราคาก็จะสูงขึ้นไปอีก



วิธีเหล่านี้คือการรักษาแบบทั่วไป ซึ่งบางรายทำแล้ว “ยังไม่ดีขึ้น” ก็มี หรือหนักไปถึงขั้น “ไม่ได้ผล” เลย ก็จะมีเหลือการรักษาอีกแบบ

4.“การรักษาแบบพิเศษ” ซึ่งใช้เงินสูงมากๆ เช่น “เซลล์บำบัด” คือนำเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย มาดัดแปลง แล้วเพิ่มจำนวนเซลล์ภูมิคุ้มกัน ก่อนฉีดกลับเข้าไปในตัวคนไข้

ถ้าเลือกรักษาแบบนี้ ในยุโรปและอเมริกา จะต้องจ่ายราวๆ หลัก “10 ล้านบาท” ขึ้นไป

ที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ ยังไม่รวม “การดูแล” หลังจากรักษาโรคแล้วเพิ่มอีก เพราะโรคนี้ไม่ใช่โรคที่รักษาแล้ว จะหายขาดได้เลย



“ตอบไม่ได้เลยว่า มันจะประมาณเท่าไหร่ ตั้งแต่ราคาถูก มาผ่าตัดอย่างเดียว ไม่กี่แสน ไม่กี่หมื่น ไปถึงเป็นล้านเลย แล้วมันต้องรักษาต่อเนื่อง ที่เป็นระยะ 4 ที่มันกระจายแล้ว

มันไม่ได้จบแค่นี้ มันต้องรักษาไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่หาย แต่ไม่ให้มันแย่กว่านี้ คำตอบก็คือ ไม่ง่ายที่จะตอบว่า รักษาประมาณเท่าไหร่ 10 ล้านก็เป็นไปได้”


                                {“ศ.(พิเศษ)นพ.ธีรวุฒิ” หมอมะเร็งประสบการณ์กว่า 50 ปี}

** IF รักษามะเร็ง แค่ “ความเชื่อ” **

ต้องยอมรับว่า “มะเร็ง” เป็นโรคที่ค่ารักษามีราคาสูง และยังไม่อาจรับประกันได้ด้วยว่า จะหายขาดได้ ช่วงหลัง “การอดอาหารแบบ IF” จึงถูกหยิบยกขึ้นมาว่า เป็นวิธีรักษามะเร็งที่ “ง่าย” และ “ไม่ต้องใช้เงิน”

แต่ความจริงคือความคิดแบบนี้ ยังเป็นเพียง “ความเชื่อ” และ “ทฤษฎี” บนหน้ากระดาษเท่านั้น เพราะปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่ไหนมารองรับ

ส่วนความเชื่อที่ว่า “ทำ IF = ช่วยรักษามะเร็ง” สำหรับหมอมะเร็ง ผู้มีประสบการณ์กว่า 50 ปีรายเดิม ช่วยอธิบายไว้ว่า มีที่มาจากเรื่อง “เซลล์มะเร็ง” จะ “ดูดซับน้ำตาล” มากกว่าเซลล์ปกติ

จึงกลายเป็นทฤษฎีที่ว่า ในเมื่อเซลล์มะเร็ง “กินน้ำตาล” เป็นอาหาร การทำ IF ที่เป็นการลดอาหาร ก็เท่ากับ “ลดน้ำตาล” ซึ่งมันก็ “น่าจะ” ทำให้เซลล์มะเร็งตายไปเอง เพราะไม่มีสารอาหารไปหล่อเลี้ยง

“บางคนเขาก็เลยบอก อ้าว..ถ้ามะเร็งมันกินน้ำตาลเยอะ ก็ให้มันอดน้ำตาลสิ ใช่ไหม IF มันก็เป็นส่วนนึง อดอาหาร อดน้ำตาล แล้วให้มะเร็งมันตาย

เซลล์มะเร็งมันต้องกินอาหารถูกไหม แล้วมันชอบกินน้ำตาล ลดอาหารด้วย ลดน้ำตาลด้วย มันก็น่าจะตาย ให้มันอดตาย แต่มันไม่ใช่”



เพราะในความเป็นจริงคือ เซลล์มะเร็ง “ปรับตัวเก่ง” ต่อให้ไม่มีน้ำตาล มันก็จะไปดึงวัตถุดิบอื่น มาใช้เลี้ยงตัวมันเอง ไม่ว่าจะเป็น “โปรตีน” หรือ “ไขมัน” ต่างๆ ในร่างกาย

และต่อให้ผู้ป่วยลดอาหาร ลดแป้ง ลดน้ำตาลแล้ว แต่กลไกร่างกายคนเรา ก็สามารถ “สร้างน้ำตาลเอง” ได้ โดยไปดึง “ไขมัน” และ “โปรตีน” จากกล้ามเนื้อ มาสร้าง เพราะร่างกายคนเรา ยังต้องใช้น้ำตาลในการให้พลังงาน

ดังนั้น การทำ IF ในผู้ป่วยมะเร็ง ที่อยู่ใน “ขั้นตอนการรักษา” อาจส่ง “ผลร้าย” มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะคนไข้ควรได้สารอาหารในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อที่จะฟื้นฟูร่างกาย

“1.ถ้าเราไปทำ IF โดยไม่มีแพทย์ ก็ขาดสารอาหาร 2.กล้ามเนื้อฝ่อ ภูมิคุ้มกันยิ่งตกลง เซลล์เม็ดเลือดขาว ก็ต้องการอาหารเหมือนกัน ทำให้เราสู้กับมะเร็งไม่ได้ อันนี้ก็ตอบว่า ปัจจุบันไม่ได้ช่วยในเรื่องการรักษามะเร็ง”



หมอมะเร็งย้ำชัดว่า IF “ไม่ช่วยรักษามะเร็ง” แต่ในเชิง “ทฤษฎี” อาจเป็น “การช่วยป้องกันมะเร็ง” ได้ เพราะนี่คือวิธีลดน้ำหนัก ทำให้ไม่เกิด “โรคอ้วน” ซึ่งเป็น “สาเหตุ” ของมะเร็งถึง “13 ชนิด”

อีกอย่าง การทำ IF จะทำให้เกิด “ภาวะออโตฟาจี (Autophagy)” คือเมื่อผู้ป่วยอดอาหารไปได้สักระยะ ร่างกายจะไป “ซ่อมแซม” และ “ทำความสะอาด” ขยะภายในเซลล์ ที่เสียหายหรือเสื่อมสภาพ

ซึ่งมันก็น่าจะส่งผลกับมะเร็ง เพราะเซลล์มะเร็ง มาจากเซลล์ที่ได้รับความเสียหายซ้ำๆ หลายครั้ง จนเกิดการกลายพันธุ์ แต่ก็ต้องดอกจันตัวใหญ่ๆ ว่า นี่เป็นเพียงแค่ “ทฤษฎี” เท่านั้น

“ฉะนั้น สรุปก็คือ IF เนี่ย เป็นผลทางตรง ก็คือทางทฤษฎี มันไปช่วยให้เซลล์ไปกำจัดของเสีย ระหว่างนั้น ไอ้ที่มีการอักเสบอะไรก็น้อยลง แต่ในทางอ้อมก็คือ มันไปทำให้เราไม่อ้วน”



** วิธีลดน้ำหนัก ไม่ใช่วิธีรักษา **

มาวิเคราะห์ผ่านมุมมองกูรูด้านโภชนาการอาหารดูบ้าง “ปวีณา วงศ์อัยรา” นักกําหนดอาหารวิชาชีพ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท อีทเวลล์คอนเซปต์ จํากัด ผู้ให้บริการด้านโภชนาการและการจัดการสุขภาพ ก็มองเห็นสอดคล้องกันกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง

โดยบอกว่า “ภาวะออโตฟาจี”จริงๆ แล้วก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เพราะการทดลองที่ทำอยู่ตอนนี้ มีแค่ในสัตว์อย่าง “หนู” เท่านั้น

คือค้นพบว่า หลังหนูอดอาหารไป “12 ชั่วโมง” แล้วเกิดภาวะออโตฟาจี แต่แน่นอนว่า หนูตัวเล็กกว่าคน ระบบเผาผลาญก็สูงกว่าคน จึงยังเอามาเทียบกันไม่ได้ว่า จะเกิดภาวะนี้ได้ในมนุษย์

“เขาก็เถียงๆ กันอยู่ว่า หนู..อัตราการเผาผลาญมันเยอะกว่าคนนะ ตัวมันเล็กกว่าด้วย 12 ชั่วโมงของหนู มันคือ 12 ชั่วโมงของคนไหม”

“ฉะนั้น ถ้ากลับไปถามถึงการ Detox เรายังไม่เห็น การทำ IF ว่ามันคือการทำ Detox ขนาดนั้น ถ้ามอง มันคือการเอาอาหารที่สะสมอยู่ มาใช้มากกว่า”



การทำ IF ส่วนใหญ่ที่เห็นนำมาใช้ ควบคู่กับการรักษาเลยจริงๆ จะเป็นในเคส “โรคอ้วน” กับ “โรคเบาหวาน” แต่ก็ต้องดูพฤติกรรมการกินของคนไข้ด้วยว่า ต้องถึงขั้นอดอาหารเป็นเวลาแบบ IF เลยไหม หรือแค่ควบคุมอาหารที่กินก็พอ

จริงๆ แล้ว “Intermittent Fasting(IF)” เป้าหมายของมันก็คือ “การลดน้ำหนัก” ด้วยการควบคุมการกินให้เป็นเวลา การลดอาหารเป็นช่วงๆ

แบบนี้จะทำให้ร่างกายดึงแคลอรีส่วนเกินออกมาใช้ เหมาะกับคนที่ไม่รู้จะเริ่มควบคุมอาหารยังไง ทำให้เรามีวินัยมากขึ้น หรือคนที่ไม่ได้มีเวลากินตายตัว

“งานวิจัย IF มันจะดีในแง่ของการลดน้ำหนักเนอะ เพราะว่าถ้าในรูปแบบของการลดน้ำหนัก มันคือ Time-restricted การอดอาหารตามเวลา เหมาะกับคนที่ ไม่มี Pattern ในการกิน เดิมเป็นคนที่กินกี่โมงก็ได้”



ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพแน่ๆ คือ มันทำให้เรา “ไม่อ้วน”ซึ่งเป็นที่มาของโรคหลากชนิด ไม่ใช่แค่มะเร็ง แต่คนที่จะเริ่มทำ IF สิ่งที่ต้องระวังคือ คนที่เป็นโรคกระเพาะ หรือมีแผลในกระเพาะอยู่แล้ว อันนี้ไม่แนะนำ

“ประโยชน์ของ IF แน่นอนว่ามันทำให้น้ำหนักลง ถ้าคุณมีวินัย และกินแคลอรีให้เหมาะสม แต่ขณะเดียวกัน พอน้ำหนักลดแล้ว มันก็จะทำให้โรคอื่นๆ ความเสี่ยงมันลดลงไปด้วย

นั่นเป็นเหตุผลที่เวลาเราพูดว่า กิน IF ทำ IF แล้ว เสี่ยงมะเร็งลดลง เพราะว่าจริงๆ มันเป็นเหตุกระทบ เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณทำ IF น้ำหนักตัวคุณลดลง ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งบางโรค คุณก็ลดลง”


                                                         {“ปวีณา” นักกําหนดอาหารวิชาชีพ}

สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : IG @chuvitkamol, Facebook “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **