xs
xsm
sm
md
lg

หักล้างความเชื่อ ผู้ชายทอผ้าผิดผี!! "ทอกะยาย" ชุบชีวิตชาวบ้านกว่า 6 อำเภอ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คืนถิ่น สร้างอาชีพ เพราะหัวใจสั่งมา ก่อแบรนด์จากความผูกพัน "ทอกะยาย" ขยับจับกี่ทอ สานต่อภูมิปัญญารุ่นเก๋า ให้กลายเป็นมรดกจึ้งๆ ที่นุ่งห่มได้ "มนุษย์ไม่ได้ถักทอแต่ผ้า แต่ถักทอชีวิตไปด้วย"

*** ฝ่าคะลำ ผู้ชายก็ทำผ้าทอได้ ***

“จริงๆ คุณยายห้ามมาตลอดเลยว่า สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งที่ผู้ชายต้องมาทำ ภาษาอีสานบอกว่า ‘เรียนมาแล้ว บ่ไปเป็นเจ้าคนนายคน เรียนมาตั้งสูง คือบ่ไปเฮ็ดงานในหม่องมันซำบายๆ’ มาทำงานอะไรที่บ้าน อะไรอย่างนี้

แต่สิ่งหนึ่งที่มันอยู่ในใจเลยว่า ถ้าเราเกิดที่นี่ โตที่นี่ แล้วทำไมเราจะไม่กลับมาพัฒนา ผมก็เลยคุยกับยายตรงๆ ว่าผมสนใจอยากจะทำ ขอทำได้มั้ย เขาก็ไม่ได้ปิดกั้นอะไร

เขาก็คงเห็นความตั้งใจเรามาสักระยะนึงแล้ว คุณยายก็เลยยอมสอน ตั้งแต่ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม มัดหมี่ แล้วก็ทอผ้าไหมจนกระทั่งเป็นผืน”

และผู้ที่นั่งอยู่ท่ามกลางผ้าทอมือผืนงามเหล่านี้คือ “โอ้ - พัฒนชัย ลิมไธสง” เจ้าของแบรนด์ “ทอกะยาย”



เขาคือคนรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจหันหลังให้เมืองหลวง หวนคืนสู่บ้านเกิด กลับไปจับกี่ทอผ้า ถักทอไหมทีละเส้น จนกลายเป็นผ้าทอมือ ไปพร้อมกับ “คุณยายลำเอียง เลาะไธสง” คุณยายแท้ๆ ผู้เป็นช่างทอผ้าฝีมือดีของหมู่บ้าน

ภูมิปัญญาโบราณที่เป็นมรดกตกทอดกันมา ได้ถูกนำมาโคเล คลุกเคล้าเข้ากับความร่วมสมัย เปลี่ยนผ้ามัดหมี่ ให้กลายเป็นสารพัดสิ่งของที่หยิบมาใช้ได้ชิคๆ ในชีวิตประจำวัน

ไม่เพียงแค่นั้น ยังเป็นสร้างอาชีพให้กับช่างทอรุ่นเก๋านับ 100 ชีวิต ให้มีรายได้ดูแลตัวเองในยามปั้นปลายอีกด้วย

วัยเด็กของโอ้ ก็เหมือนกับลูกหลานชาวอีสานคนอื่นๆ เขาเติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติที่ บ้านสระแก้ว ต.บ้านเป้า อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ และรู้จักการทอผ้าตั้งแต่จำความได้ เพราะภาพคุณยายที่มักจะทอผ้าใต้ถุนบ้าน ยังฉายชัดในความทรงจำ


[ โอ้และน้องๆ กับกี่ทอผ้า ที่เห็นตั้งแต่จำความได้ ]

“จุดเริ่มต้นทอกะยาย ครอบครัวเราเป็นชาวนาอยู่ที่ อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ทำไร่ ทำนา ทอผ้า แล้วก็ไปรับจ้างในภาคอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่งต่างประเทศ เราเติบโตมา เราเห็นวิถีชีวิตแบบนี้

ตอนเด็กๆ คุณยายจะทอผ้าใต้ถุนบ้าน เราก็จะชอบแอบไปเล่น จำได้ว่าประมาณช่วง ม.ต้น เราก็จะแอบไปทำ ตอนยายไปเข้าห้องน้ำ เขาก็จะรู้ว่าเราแอบไปทอ ก็จะดุเรา มันก็เลยเป็นความผูกพันที่เห็นแล้วค่อยๆ ซึมซับมาเรื่อยๆ

เหมือนค่านิยมของการทำผ้าทอ มันถูกแบ่งเพศในการทำงาน การทำผ้าทอมันถูกสงวนกับผู้หญิงเท่านั้น ผู้หญิงต้องมีหน้าที่ต้องดูแลบ้าน สร้างเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้กับครอบครัว ผู้ชายก็คือออกไปทำไร่ไถนา แล้วก็ไปทำงานหาเงิน เพื่อที่จะมาหล่อเลี้ยงครอบครัว ซึ่งค่านิยมเหล่านี้ในอดีตมันถูกจำกัด มันถูกแบ่งเพศ

เป็นขนบธรรมเนียม หรือภาษาอีสานเราเรียกว่า คะลำ เป็นข้อห้าม คุณยายจะพูดเป็นภาษาอีสานว่า ‘มันสิหากินบ่หมาน’ ถ้าแปลก็คือ มันจะไม่สามารถไปค้าขายอะไรได้ดี หรือไปหาปูหาปลาก็จะได้ไม่เยอะ”



กระทั่งปี 2547 มีการส่งเสริมการพัฒนาสินค้า OTOP ชุมชนบ้านเกิดของโอ้ จึงได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อทอผ้าฝ้ายมัดหมี่ ช่วงนั้นเรียกได้ว่ากระแสผ้าทอบูมมาก ตลาดมีความต้องการ จนถึงขั้นทอไม่ทัน

ทว่า... เมื่อผ่านไปสักระยะ ความต้องการในตลาดก็เริ่มถดถอย บวกกับคุณยายอายุมากขึ้น เรี่ยวแรงที่มีก็ลดลง กลุ่มผ้าทอจึงค่อยๆ หยุดทำไป

หลังจากที่ลูกหลานช่างทอผ้าคนนี้ เรียนจบจากคณะศึกษาศาสตร์ สาขาการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยศิลปากร ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เขาก็เริ่มต้นชีวิตการทำงานอยู่ที่เมืองหลวง ก่อนจะรับใช้ชาติด้วยการเป็นทหารเกณฑ์

ในวันที่ภูมิปัญญาการทอผ้าในชุนชมเริ่มบางตา แต่โอ้กลับเล็งเห็นว่านี่คือ “ของดี” ที่ไม่ควรถูกปล่อยให้เลือนหายไป นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ทอกะยาย” ที่เป็นการทำงานระหว่างคนต่างเจเนอเรชัน ที่มีใจรักในการทอผ้าเหมือนกัน


[ คุณยายผู้เป็นครูสอนทอผ้าคนแรก ]

“พอเราเรียนจบ เราก็เห็นว่ามัน (การทอผ้า) ค่อยๆ เลือนหายไป แทบจะไม่มีคนทำแล้ว แต่คุณยายเราก็ยังทำอยู่ เราก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะกลับมาทำสิ่งนี้

มีช่วงนึงเราจับได้ใบแดง พอเราเสร็จจากรับใช้ชาติ เรายังไม่อยากไปทำงานที่ไหน อยากที่จะพักก่อน เราก็เลยมาสำรวจสิ่งรอบกาย บ้านเราทำอะไรมาก่อน เราเห็นอะไรในชุมชน เรามาสำรวจในพื้นที่เราจริงๆ ก็เจอว่าของดีที่เรามีคือผ้าทอ เลยขอคุณยายเรียนรู้ขบวนการทำผ้าทอทั้งหมด มันเป็นยังไงบ้าง

ผ้าทอมันก็คือชีวิต เราเกิดมาสิ่งแรกที่ต้องทำ เราร้องไห้เพื่อที่จะกินนม เราร้องไห้เพื่อที่จะอยากได้ความอบอุ่น ผ้าผืนแรกที่แม่มอบให้กับลูก คือความผูกพันตั้งแต่ Day1 เพื่อที่จะให้อบอุ่นกับร่างกาย

เสื้อผ้าหรือเครื่องนุ่งห่ม นอกจากที่จะให้ความอบอุ่นกับร่างกายแล้ว มันคือสิ่งที่บ่งบอกฐานะทางสังคมด้วย ผ้าทอมันเลยคือชีวิตจริงๆ ตั้งแต่เกิด โตมา แม้กระทั่งตาย ผ้ามันอยู่ในทุกอณูชีวิตของเราทั้งหมดเลยครับ”

*** เรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะโลกนี้คือห้องทดลอง ***

“การศึกษาตลอดชีวิต” ที่ได้ร่ำเรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัย สอนให้เขาออกแบบโครงการชีวิตตัวเอง และหวังว่า การทอผ้า จะเป็นสิ่งที่จะหล่อเลี้ยงครอบครัว หล่อเลี้ยงคนในชุมชน จนเกิดความยั่งยืนได้ในอนาคต

เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ในวันที่ “ทอกะยาย” เริ่มตั้งไข่ทีละนิด ระหว่างนั้นโอ้ได้ทำงานประจำไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น นักพัฒนาธุรกิจชุมชน ที่บริษัทประชารัฐรักสามัคคีบุรีรัมย์ วิสาหกิจเพื่อสังคม ในนามสานพลังเพื่อบ้านเกิด

ครู ที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา และเรียนรู้งานด้านการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคม กับ “ดร.มีชัย วีระไวทยะ”

นักพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรม ที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Thailand Creative Design Center (TCDC) จ.ขอนแก่น

ควบคู่ไปกับการทำสตูดิโอที่บ้าน บนพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อใช้เป็นห้องทดลอง Local Lab ไปพร้อมกับการลงเรียนคอร์สต่างๆ เพิ่มเติม ทั้งเรื่องของการพัฒนา Branding การถ่ายภาพ ฯลฯ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของตัวเอง


[ กว่าจะเป็นผ้าทอมือแต่ละผืน ]

“จริงๆ ค่านิยมของการกลับบ้านของคนรุ่นใหม่ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วมิติเศรษฐกิจก็ไม่ได้ตอบโจทย์ โอ้ก็เลยดีไซน์โครงการชีวิตว่า เราจะทำทอกะยายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ โอ้ก็เลยยังทำงานประจำควบคู่ไปด้วย

ผมว่าชีวิตเรามันไม่ได้เริ่มมาจากศูนย์ ชีวิตมันเหมือนจิ๊กซอว์ ค่อยๆ ปะติดปะต่อไป ผมอาจจะมีต้นทุนมาระยะนึง แต่ไม่ได้เก่งมาก แต่ถ้าเราสนใจมันจริงๆ เราค่อยกลับมาทบทวนตัวเอง ว่าสิ่งที่เราต้องการรู้เพิ่มคืออะไร สิ่งที่เรายังไม่เก่งคืออะไร การที่มาทำทอกะยาย มันก็เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นที่ 2-3-4 เพื่อที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้มันยั่งยืนมากขึ้นครับ

สิ่งที่ทอกะยายทำ ก็เพื่อที่จะสานต่อภูมิปัญญาของคุณยายให้มันอยู่อย่างร่วมสมัย และสืบทอดวิถีชีวิตของชุมชน ให้มันเกิดการเชื่อมโยงไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิต วัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

จะทำยังไงให้ของเหล่านี้ที่มันหายไปพร้อมกับการพัฒนา หรือเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา มันยังคงอยู่ในปัจจุบัน แต่จะอยู่ในรูปแบบไหนอันนี้ ทอกะยายคือจุดตัดตรงนี้ เราอยากที่จะทำให้ของที่ดั้งเดิม ให้มันอยู่ในชีวิตของเรามากขึ้นครับ”


[ สตูดิโอ “ทอกะยาย” รอต้อนรับทุกคน ]

และหลังจากนั้น โอ้ก็ได้ลาออกจากงานประจำ เพื่อมาปั้นแบรนด์ผ้าทอมือของตัวเองเต็มตัว เมื่อปลายปี 2567

“เหตุผลนึงที่ตัดสินใจก็คือ ผมต้องลาออกมาบวชครับ ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่และคุณยายของตัวเอง ซึ่งคอลเล็กชั่นนั้น ผมก็ทำออกแบบผ้าทอ ผ้าสบง จีวร ย่าน หรือแม้กระทั่งตาลปัตร เป็นของอัฐบริขารของที่พระภิกษุสงฆ์ใช้

ปีที่ผ่านมา ทอกะยายก็เลยปรับจุดยืน ปัจจุบันสินค้าทอกะยายเรามี 4 คอลเล็กชัน คือ ทอกะยาย Heritage ออกแบบให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม อันนี้เป็นงานยาก ลูกค้าจะสั่งออกแบบโดยเฉพาะครับ

อันที่ 2 ทอกะยาย Origin สินค้าตั้งแต่ 10 บาท 20 บาท กระเป๋า หมอน กระเป๋า เครื่องนุ่งห่ม มันคือ Ready to Wear ของที่เราใช้ตั้งแต่หัวจรดเท้า

ถัดมาเป็น ทอกะยาย Studio เรามีพื้นที่สตูดิโอเพื่อที่จะสร้างการเรียนรู้แล้วก็ออกแบบ ทำงานกับนักออกแบบ หรือบริษัทต่างๆ ที่สนใจทำงานด้านผ้าทอกับเรานะครับ

สุดท้ายก็ใช้ความรู้ ความสามารถของผมที่เรียนด้านศึกษาศาสตร์ มาออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ เราเรียกว่า ทอกะยาย Journey ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเวิร์กช็อป การเรียนย้อมผ้า การทำลวดลายผ้า ขิด จก มัดย้อม เทคนิคการทำผ้าทอทั้งหมด แม้กระทั่งวัตถุดิบในการทำผ้าทอ มันมีอะไรบ้างที่เอามาทอได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนมาเรียนรู้”



โจทย์ยากการทำงานมีมาให้แก้ไขทุกวัน ทั้งในเรื่องของธุรกิจและทีมงาน โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างคน 2 เจน

“การทำธุรกิจทุกอย่างมันไม่ง่ายเนอะ มันมีสิ่งที่ต้องเผชิญมากมาย เราทำสินค้าที่อยากจะให้สวยที่สุด ดีที่สุด แต่ทำสิ่งที่ลูกค้าไม่ได้อยากได้ เราก็ต้องกลับมาทบทวนว่า เราออกแบบของเพื่อที่จะให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหรือเปล่า

ท้อหรือดิ่ง มันเป็นเรื่องของการจัดการความรู้สึก ทุกคนมันไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะ Success ตลอดชีวิตอยู่แล้ว เราเจอปัญหานึงก็คือ เราจะต้องทอผ้า 5,000 เมตร ในระยะเวลา 3 เดือน เราทำงานไปร้องไห้ไป

เราเจอคำที่ชุมชนพูดกับเราว่า ‘คั่นฟ่าวหลายก็มาทอเองโลด’ ถ้ารีบมากนักก็มาทอเองเถอะ เราอุตส่าห์เอาความหวังดี เอางานไปให้ ทำไมเขาถึงปฏิเสธกับเราแบบนี้ แต่ว่าเขาก็อาจจะพูดด้วยระยะเวลามันจำกัด ฉันไม่สามารถทำได้ มันก็เป็นเรื่องของการสื่อสาร

จริงๆ คุณแม่กับคุณยายก็ไม่ได้ Support ที่จะให้ทำอะไรแบบนี้ คุณยายก็ยังมีทัศนคติ ไปทำงานประจำ ถึงจะมีเงินเดือนเป็นค่าตอบแทนเป็นรายเดือน การทำธุรกิจมันขึ้นๆ ลงๆ เดือนนี้เราได้ 100 เดือนหน้าเราได้ 1,000 อีกเดือนอาจจะไม่ได้เลย แต่เราจะบริหารจัดการความเสี่ยงนี้ยังไง ให้สามารถตอบโจทย์มิติทางเศรษฐกิจได้

คนซื้อเสื้อผ้า 1 ตัว ซื้อทอกะยาย 1 ตัว ใส่ได้แน่ๆ 5 ปี หรือบางคนใส่ได้ไป 20-30 ปี จะทำยังไงให้สินค้ามันถูกขายได้ทุกวัน อันนั้นก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายของเราอยู่เหมือนกันครับ”

*** เรียงร้อยคน จนเป็นผืนผ้า ***

นี่ไม่ใช่แค่การถักทอเส้นไหมจนกลายเป็นผ้าทออันเลอค่า แต่เป็นการนำทรัพยากรคนอันมีค่าในชุมชน มาร่วมกันสร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งก็คือเครือข่ายคุณยายช่างทอมือฉมังอีกเกือบร้อยชีวิต

“มันเริ่มจากเราก็พยายามไปหาของดีบ้านเราว่ามีอะไรบ้าง สิ่งที่ผมเจอก็คือเราทำเกษตรกรรม ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทำไร่ ทำนา ปลูกผัก หรือเลี้ยงปศุสัตว์ต่างๆ อีกส่วนนึงก็คือคนที่ไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม

เรามีช่างเย็บผ้าที่เกษียณอายุกลับมาอยู่บ้านเยอะมาก สังเกตง่ายๆ เดินไปที่ข้างบ้าน ก็จะมีกี่ทอผ้า มีฟืมทอผ้า เราพยายามร้อยเรียงคนที่มีของดีอยู่ในพื้นที่ มาสร้างให้มันเกิดสิ่งแวดล้อมที่มันดีขึ้น ถ้าเปรียบเทียบนิเวศของป่า มันก็มีต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ ผมพยายามดูแลต้นไม้เหล่านี้ให้มันโตขึ้นไปเรื่อยๆ

จุดเริ่มต้นมันเริ่มจากผมกับยาย แต่ปัจจุบันสามารถขยายพื้นที่การทำงานได้ประมาณ 6 อำเภอ ทั่ว จ.บุรีรัมย์ แล้วก็ขยายไปพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงอย่างเช่น ขอนแก่น สุรินทร์ มีเครือข่ายช่างทออยู่กับเราประมาณ 60-100 ท่าน ช่างทอตอนนี้ 60-70 ขึ้นเกือบทุกคนเลยครับ ถ้ารวมกันน่าจะคง 1,000 ปีได้ (หัวเราะ)

การทำงานกับผู้สูงอายุมันไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ เราต้องเข้าใจเขาว่าร่างกายอ่อนล้า ปวดแข้ง ปวดขา สายตาก็ไม่ค่อยดี ที่มาทำผ้าทอ เขาสามารถสร้างงานอะไรบางอย่างได้ จากการมาเป็นคนทอผ้า เป็นคนเย็บผ้า หรือเป็นคนมาแพ็กให้เราก็ได้ เป็นเหมือนคุณค่าที่เขาได้รับ ณ วันเวลาที่เหลืออยู่ของเขา

สิ่งที่ทอกะยายกำลังทำอยู่ มันไม่ใช่แค่ขายผ้าหรือขายเรื่องราวเท่านั้น แต่เราคือคนที่มาสร้างคุณค่า ให้กับผู้สูงอายุในชุมชน ให้เขารู้สึกมีค่าในตัวเอง รู้สึกมีพลังที่จะใช้ชีวิตต่ออย่างมีความสุขและมีความหมายครับ”



มั่นใจได้เลยว่า ก่อนผลงานจะถึงมือลูกค้า ผ้าแต่ละผืนได้ผ่านการเช็กคุณภาพจาก 2 ยายหลานเป็นที่เรียบร้อย

การจะทำผ้าทอ 1 ผืน ตั้งแต่กระบวนการแรก ปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ผมให้เลย 1 ปีเต็มๆ แต่ปัจจุบันเราปลูกต้นหม่อนแล้ว เราแค่มาเลี้ยงไหม 1 เดือน มาเตรียมเส้นยืน สาวเส้น ย้อมฟอก ย้อมทำลวดลาย ประมาณ 1 เดือน ถ้าทอผ้า 1 ผืนด้วยลายเทคนิคของการมัดหมี่ ขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 3 เดือนครับ

อีสานจะทำผ้ามัดหมี่อยู่ที่ประมาณ 80% ก็จะเป็นที่นิยมมากที่สุดครับ ของที่บ้านหลักๆ ก็จะเป็นผ้ามัดหมี่ตีนแดง แล้วก็เป็นลายขัดธรรมดา ผ้าขาวม้า หรือผ้าโสร่งครับ เราก็พยายามประยุกต์เทคนิคใหม่ๆ ในการทำผ้าทอเพิ่มมากขึ้นครับ

ยายโอ้บอกว่า การทำผ้าทอที่งดงามต้องสม่ำเสมอ แม้กระทั่งการทอมัดหมี่ มัดหมี่ลายจะต้องเท่ากันเป๊ะๆๆ เหมือนเราผลิตกราฟฟิคด้วยคอมพ์ฯ ยังไงยังงั้นเลยครับ มือล้วนๆ เส้นต่อเส้นจุดต่อจุด เพื่อที่จะให้มันเกิดลายครับ

ผ้าทุกผืน การันตีเลยว่าผ่านมือคุณยายลำเอียงแล้วก็โอ้แน่นอนครับ แต่ธรรมชาติของงานผ้าทอ ก็ต้องเข้าใจว่าอาจจะไม่ได้เท่ากันทุกฝืน ศิลปะบนผืนผ้า คือสิ่งที่ช่างทอบรรจงทอด้วยมือของเขา เกิดจากเส้นเป็นผืนผ้าครับ

ทักษะในการทอผ้าของโอ้ในปัจจุบัน ถ้าเป็นเลเวล 1-2-3 โอ้อยู่แค่เลเวล 1 เอง ยายบอกว่า ‘พอไคเติบ’ ภาษาอีสาน ไคเติบ หมายความว่า ก็พอทำได้แต่ไม่ได้เก่งที่สุด จะต้องเรียนรู้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเหมือนกันครับ”


[ คุณยายลำเอียงและผ้าซิ่นตีนแดงผืนงาม ]

ไม่พูดถึงไม่ได้ กับผ้าทอมือขึ้นชื่อแห่งเมืองบุรีรัมย์ นั่นก็คือ “ผ้าซิ่นตีนแดง” อันมีเอกลักษณ์เป็นผ้าไหมสีแดงสด ที่บนหัวซิ่นและตีนซิ่นทุกผืน

ซึ่งโอ้ก็ได้โชว์ผ้าซิ่นตีนแดง ที่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษอายุกว่า 100 ปีให้เราได้ชม บอกเลยว่างดงามจริงๆ

และอีกผลงานสุดภูมิใจ เขาหยิบเอาอัตลักษณ์จาก “วัดท่าเรียบ” ในบ้านเกิด ที่มีศิลปะกรรมอันโดดเด่น มาใส่ลงบนผืนผ้า

พร้อมกับแต่งแต้มด้วยเฉดสีจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น สีคราม จากต้นคราม สีเหลือง จากยางต้นรง สีแดง จากดินแดงผสมยางบง สีเขียว จากการผสมสี และ สีขาว จากการฝนหอยกี้



“ด้วยวัฒนธรรมอีสาน เราทอผ้าไว้ใช้เองในครัวเรือนอยู่แล้ว ตามประวัติศาสตร์ของกลุ่มคนที่มาอาศัยอยู่ใน จ.บุรีรัมย์ เป็นเขมร ส่วย ลาว แล้วก็ไทยนางรอง มันคือพหุวัฒนธรรม ที่มีคนเคลื่อนย้ายเข้า-ออกตลอดเวลา

วัฒนธรรมการทอผ้าก็เคลื่อนย้ายมาด้วย ผ้าทอจึงเป็นสิ่งบ่งชี้หนึ่งว่าคนเหล่านั้นมาจากที่ไหน มีรากเหง้ามาจากไหน มีบรรพบุรุษมาจากไหน ประวัติศาสตร์ที่นี่ค่อนข้างยาวนานนะครับ ก็เป็น ‘ซิ่นหัวแดงตีนแดง’ หัวซิ่นคือด้านบน ก็จะมีสีแดง ตัวซิ่นจะเป็นโทนดำ น้ำตาล ตีนซิ่นก็จะมีสีแดง

ผ้าซิ่นตีนแดง เป็นของดีของขึ้นชื่อ จ.บุรีรัมย์ เป็น GI หรือสินค้าที่บ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
ว่ามันถูกผลิตเฉพาะพื้นที่นี้ แต่ก็ยังมีจังหวัดข้างๆ ชัยภูมิ นครราชสีมา หรือมหาสารคาม ก็ยังทำผ้าซิ่นตีนแดงเหมือนกันที่มีความงดงามหมดครับ


[ อัตลักษณ์ “วัดท่าเรียบ” สู่ผลงานบนผืนผ้า ]

และเรามีคอลเล็กชันใหม่คือ ท่าเรียบคัลเลอร์ ลวดลายที่ผมทำ ผมดึงแค่อัตลักษณ์บางอย่างออกมา ไม่ว่าจะเป็นรูปคน รูปดอกไม้ รูปไห ฯลฯ เราได้แรงใจมาจากงานจิตรกรรมฝาผนังวัดท่าเรียบ อยู่ที่ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ เป็นงานจิตรกรรมชั้นครูที่เพิ่งถูกบูรณะโดยกรมศิลปากร

ทรงหลังคาเป็นทรงปั้นหยาที่เป็นศิลปกรรมในตะวันตก ที่อยู่ในพื้นที่อีสานแบบนี้ ผมว่าหาได้น้อยมาก เป็นงานศิลปกรรมด้านในและข้างนอกอุโบสถ งดงามมากครับ อยากให้ทุกคนมาชม

คอลเล็กชันนี้ผมเพิ่งออกแบบมาเมื่อปีที่แล้วครับ โดยได้รับความร่วมมือจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน หรือว่า มทร.อีสาน ที่ จ.นครราชสีมา ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักอุตสาหกรรม ภาค 6 ที่ จ.นครราชสีมา

ทอกะยายมันไม่ได้โตด้วยตัวเองเพียงแค่โอ้กับยายเท่านั้น แต่มันคือนิเวศวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ที่สร้างกระบวนการการเรียนรู้หรือสร้างกระบวนการการพัฒนาชุมชน เพื่อที่จะให้มันเกิดความยั่งยืนไปในตัวครับ”


[ อายุไม่ใช่ปัญหา ช่างทอผ้ารุ่นเก๋า ]

ในส่วนของรายได้ในแต่ละเดือน โอ้บอกว่า เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงเครือข่ายช่างทอได้ ซึ่งช่องทางการขาย จะก็อยู่ที่แพลตฟอร์มออนไลน์ และออกบูธจัดแสดงต่างๆ

“ทอกะยายเคยทำได้มากที่สุด มูลค่าโปรเจ็กต์นั้น อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาท ในระยะเวลา 1 ปีครับ ถ้าไม่มีโปรเจ็กต์ใหญ่ เราก็พอหล่อเลี้ยงตัวเองได้เดือนต่อเดือน แล้วก็สามารถให้สมาชิกที่ทำงานกับเรา ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ถ้าเทียบยอดขายจริงๆ ก็ไม่ได้มากมายอยู่ที่ประมาณ 50,000-100,000 บาทครับ

ทอกะยายมี 2 ตลาดครับ ตลาดออนไลน์ เรามีช่องทาง ของ Facebook, TikTok, Instagram แล้วก็ LINE official ถัดมาเราเน้นจะแสดงสินค้า อย่างปีล่าสุด เรามีการจัดแสดงสินค้าที่งาน Colors of Buriram เป็นการส่งเสริมช่างศิลปะหัตถกรรม หรือ Craftsmanship ในพื้นที่ของภาคอีสาน

ปลายปีที่แล้วผมไปจัดแสดงที่ จ.เชียงใหม่ ที่จริงใจมาร์เก็ต ชื่อว่า Isan Harmony ที่รวมตัวแบรนด์พี่ๆ ที่ทำงานคราฟท์ที่อีสาน ไปจัดแสดงที่เชียงใหม่ ทอกะยายก็เป็นงานในเรื่องของงานดีไซน์ งานจัดแสดงแบบนี้ไปครับ

ลูกค้าต่างประเทศผมมีบ้างครับ แต่ถือว่าเป็นสัดส่วนน้อยครับ ล่าสุดไปจัดที่ Thai Festival ที่อิตาลีมาด้วยครับ ผมไม่ได้ไปเอง เจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม เขาให้พื้นที่เราไปจัดแสดงครับ

(ชาวต่างชาติ) เขาก็สนใจนะครับ แต่ได้ฟีดแบกมาว่า เราต้องออกแบบของที่ตรงไซส์ฝรั่ง ผมทำไซส์คนไทยไป แล้วก็ต้องดูพฤติกรรมการใช้งานของเขา ว่าเมืองร้อนหรือเมืองหนาว และสินค้าที่เขาใช้คืออะไรบ้าง”



*** ลมเปลี่ยนทิศ พาคนคืนถิ่น ***

ตลอดเกือบ 10 ปี หลังจากที่เขากลับมาสานต่อภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ความเปลี่ยนแปลงที่ได้เห็นก็คือ ไม่ใช่มีเพียงโอ้ แต่เริ่มมีคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่เคยไปอยู่ต่างถิ่น ตัดสินใจหวนคืนสู่บ้านเกิดกันมากขึ้นเช่นกัน

“ช่วงแรกๆ ที่ผมกลับมา ผมแทบจะไม่มีเพื่อนเลยครับ เพื่อนผมคือคุณตาคุณยายที่อยู่ในชุมชน ผมก็พยายามค้นหาคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในพื้นที่ ผมก็อยากมีเพื่อนมาสังสรรค์ มาเรียนรู้ มาแชร์ไอเดียต่างๆ

ปัจจุบันทอกะยายมีช่างทอที่เป็นคนรุ่นใหม่จริงๆ อายุประมาณ 35 ปี ที่เขาเรียนจบ มีลูก ทำอาชีพเสริม แล้วก็มาทำผ้าทอไปด้วย คนที่มีการศึกษาที่ดีหรือได้เดินทางออกไปข้างนอก แล้วกลับมาอยู่ในพื้นที่ ผมว่ามันคือคีย์แมนสำคัญ ในการที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่

โอ้ไม่ได้ทำคนเดียว มีเพื่อนๆ ที่อยู่ สกลนคร ขอนแก่น สุรินทร์ อุบลราชธานี เชียงใหม่ หรือภาคใต้เอง เราอยากเห็นคนทุกรุ่น เห็นค่ากับงานที่เป็นประวัติศาสตร์ เป็นสินทรัพย์ เป็น Soft Power ที่บรรพบุรุษมอบมาให้เรา แล้วก็อยากอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ต่อ ให้มันเกิดเป็น Hub ของงาน Craft จริงๆ”



นอกจากบทบาทจ้าของแบรนด์แล้ว โอ้ยังมีอีกหน้าที่ คือการเป็นหลานของคุณยาย และเป็นพี่คนโตของน้องทั้งสอง ซึ่งสมาชิกในครอบครัวนี้ก็มีส่วนร่วมใน “ทอกะยาย” ด้วยเช่นกัน

“ผมเป็นพี่คนโต มีน้อง 2 คนเป็นฝาแฝด การรับผิดชอบกับครอบครัว ผมก็ไม่ได้ดูแลซัพพอร์ตน้องขนาดนั้น ในเรื่องของปัจจัยในการเรียน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสนับสนุนเขาได้ ก็คือเขาสามารถมาเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการกับผมได้ ผมให้น้องมาเป็นแบบให้ แล้วก็จ้างงานเขาในบางครั้ง เป็นผู้ช่วยผมในเรื่องของการเป็นวิทยากร ไปช่วยสอน ไปช่วยออกบูท

ผมพูดเสมอว่าสิ่งสำคัญในชีวิตมันไม่มีอะไรได้มาง่าย แล้วก็ไม่ง่ายกับการที่มาทำงานร่วมกับคนหลากหลายวัย แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือเข้าใจ สื่อสารกัน โอ้ทะเลาะกับยายบ่อยครับ เพราะว่าสื่อสารไม่ตรงกัน

โอ้จะทำแบบนี้ แต่คุณยายเลือกวิธีนี้ให้ เราเกิดการเถียงกันไปเถียงกันมา แต่สิ่งที่เราเถียงกันเพื่อที่จะให้มันเกิด Solution ที่ดีที่สุด เราเคยเถียงกับคุณยายจนร้องไห้เพราะเขางอน มันคือการตีความไม่เหมือนกัน เถียงกับบ่น กลายเป็นว่าสิ่งที่เราสื่อสารกัน มันเป็นช่องว่างระหว่างวัย เราอยากที่จะให้งานเราออกมาดีมากที่สุด

แต่ยายหวังดีกับเราตลอด อยากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี อยากให้อยู่ดีมีแฮง อยากให้อยู่สุขสบาย แล้วก็อยากให้การทำธุรกิจของเรามันเกิดความยั่งยืน คุณยายพูดเสมอว่า ขอให้โอ้เป็นคนดีก็พอ”



การตัดสินใจกลับมาบ้านเกิดของลูกหลาน ชาว อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 10 ปีก่อนนั้น ไม่เพียงแค่กลับมาพักผ่อน แต่เขามาเพื่อพัฒนา สร้างรายได้ให้ชุมชน และสานต่อภูมิปัญญาให้ไปต่อได้อย่างยั่งยืน

“จริงๆ ค่านิยมของคนอีสานหรือคนต่างจังหวัด เราต้องไปเป็นเจ้าคนนายคนหรือไปเป็นข้าราชการ เพื่อที่จะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรีอยู่ในสังคม แต่ผมว่าทุกอาชีพในสังคมนี้มีเกียรติหมด ผมอยากที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิด

ผมก็ไม่รู้นะว่าจะนิยามตัวเองว่าทำอาชีพอะไร มันมีคำนึงที่เกิดขึ้นมาในช่วงที่ผมเริ่มทำงานคือ ผู้ประกอบการเพื่อสังคมหรือนักธุรกิจเพื่อสังคม ผมอยากพัฒนาทอกะยายให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคม ต้อง People-Planet-Profit

การทำธุรกิจต้องมีกำไรอยู่แล้วถึงจะโตได้ กำไรของเรา มันไม่ได้เป็นแค่เม็ดเงินหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คนที่อยู่ในนิเวศตรงนี้ มันสามารถมีความเข้มแข็ง หล่อเลี้ยงตัวเองได้ หรือสามารถอยู่ในชุมชนอย่างยั่งยืนยังไงได้บ้าง

สุดท้ายเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกร้อน ธุรกิจในปัจจุบัน ก็ต้องตอบโจทย์เทรนด์โลก สิ่งที่เราทำมันไปทำร้ายสิ่งแวดล้อมหรือเปล่า หรือมันสามารถช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมมันดียิ่งขึ้น

ทอกะยายเป็นจุดตัดตรงนี้ ที่จะเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในพื้นที่ ถ้าเทียบก็เป็นต้นไม้ 1 ต้นที่อยู่กลางทุ่งนา แต่ต้นไม้ต้นนี้มันจะยืนระยะให้ร่มเงา ผลิตดอกออกผลยังไงให้กับชุมชนนี้ ผมไม่แน่ใจว่าธุรกิจจะอยู่ถึงขนาดไหน แต่ความฝันผมก็คือ เห็นทอกะยายเป็นต้นไม้ที่มันเติบโตอยู่ตลอดเวลาครับ”



จากจุดเริ่มต้นของหลานกับยายคู่หนึ่ง เปรียบได้ดั่งเส้นไหมเส้นเล็กๆ ไม่กี่เส้น แน่นอนว่าคงกลายเป็นผืนผ้าไม่ได้ แต่วันนี้ได้มีคนที่มีใจรักในผ้าทอเช่นกันมากขึ้น เมื่อนำร้อยรวมกันแล้ว ก็กลายเป็นผ้าผืนงามและเหนียวแน่นในที่สุด

“ผ้าทอจะยังมีชีวิตอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยทุกคนที่อยู่ในโลกใบนี้ เห็นคุณค่ากับสิ่งที่ทำด้วยมนุษย์แล้วก็ภูมิปัญญา มนุษย์สร้างเครื่องนุ่งห่มเหล่านี้มาตั้งแต่อดีตแล้ว แต่จะทำยังไงให้เราสามารถสร้างอนาคตด้วยผ้าทอ ด้วยงานทำมือ ด้วยงานที่มาส่งเสริมโอกาสใหม่ๆ ในชุมชน ให้เกิดความยั่งยืนในอนาคตไปด้วยกัน

ณ วันนี้ทอกะยายสร้างมา 9 ปี ถ้าเป็นต้นมะขาม วันนี้มะขามมันออกดอกออกผล แต่มันคงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ มันคงให้ร่มเงากับคนในชุมชนนี้ได้อีกระยะนึง ไม้เองมันก็ใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

ธุรกิจจะยั่งยืนได้ มันไม่ได้มีแค่โอ้หรือยาย แต่จะทำยังไงให้คนที่อยู่ใต้ร่ม หรือคนที่อยู่ในนิเวศวัฒนธรรมของเรา สามารถเติบโตไปพร้อมๆ กันได้ โอ้อยากเห็นต้นมะขามต้นใหม่ที่มันเกิดขึ้น ทำงานสิ่งใหม่ก็ได้ครับ หรือต้นใหม่ๆ ที่มันเกิดขึ้นรอบข้าง แต่เราคือนิเวศที่สร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนไปด้วยกันนะครับ

ตอนนี้ฝากท่าเรียบคัลเลอร์ แล้วก็สินค้าอัตลักษณ์ของ จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นซิ่นตีนแดง ให้ทุกคนได้รู้จักมากขึ้น แล้วก็อยากเห็นทุกคนมาใส่ผ้าที่ทอด้วยคนในชุมชนของประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น หวังว่าสิ่งเหล่านี้มันจะโตขึ้นในอนาคตครับ”


“ไวรัลห่มสไบ” จุดติดแล้วต้องไปต่อ

“(ไวรัล) Bangkok Thailand ทอกะยายก็ดีใจ ที่เห็นคนไทยลุกขึ้นมาสนใจความเป็นไทยมากขึ้นครับ แต่เบื้องหลังของความเป็นไทยจริงๆ ก็อยากให้ทุกคนเรียนรู้ที่จะศึกษาประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไปของมันให้ชัดเจน

แล้วก็เลือกใช้เลือกของที่มันพอเหมาะพอดี เลือกของที่มันสมเหตุสมผล งดงามกับวัฒนธรรมของเรา วัฒนธรรมมันจะมีชีวิตได้ ก็อยู่ที่คนเราเลือกที่จะหยิบมาประยุกต์ใช้กับปัจจุบันให้มากที่สุด

มันเป็นกระแสที่ดีนะครับ แต่ผมไม่อยากให้กระแสมันถูกจุดเกิดขึ้นแค่ 1-2 วันแล้วก็หายไป แต่ทำยังไงให้กระแสมันเกิดเทรนด์ เกิดไลฟ์สไตล์ แล้วกลายเป็นความยั่งยืนในชีวิตของคนจริงๆ

ทอกะยายเองไม่ได้เป็นคนที่ตามเทรนด์ แต่เราพยายามสร้างเทรนด์ แล้วก็สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เป็นทางเลือกหนึ่งให้คนที่สนใจงานผ้าทอแบบรู้ที่มา ผ้าทุกผืนมันผ่านกระบวนการที่ทำงานศิลปะด้วยมนุษย์จริงๆ

ด้วยวัฒนาการของสินค้ามันคือแฟชั่น มันเปลี่ยนไปตลอดเวลาอยู่แล้ว แม้กระทั่งผ้าซิ่น ปัจจุบันคนไม่นุ่งซิ่นแล้ว จะทำยังไงให้ผ้าซิ่นมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นกระโปรงที่สวย สามารถใส่ไปทำงานได้ แล้วก็มีความพราวด์ ไม่ได้ใส่แค่ไปถ่ายรูปที่วัดหรือไปทำบุญเท่านั้น แต่ซิ่นมันคือเครื่องนุ่งห่ม มันคืออารยธรรมของประเทศไทยจริงๆ ครับ”




บทเรียนความผิดหวัง ลงสมัคร “ผู้นำชุมชน”

“โอ้อาสาพัฒนาไปเป็นผู้นำชุมชน ในฐานะตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน คำตอบมันออกมาแล้วว่า ณ เวลานี้ โอ้อาจจะยังไม่เหมาะกับการเป็นผู้นำชุมชนบ้านสระแก้วของเรา ก็ขอบคุณพ่อแม่พี่น้องทุกคนที่เลือกโอ้ แล้วก็ให้โอกาสได้ลองทำ อนาคตผมเชื่อว่า โอ้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชุมชนนี้ได้อย่างแน่นอนครับ

มีคำพูดของเพื่อนโอ้ ‘แค่มึงกล้าลงผู้ใหญ่บ้าน มึงก็เก่งแล้ว’ ไม่ว่าจะบทบาทไหน ตำแหน่งไหน เราสามารถไปต่อได้ ความสำเร็จมันดีใจได้วันเดียว ถ้าโอ้ได้ผู้ใหญ่บ้าน โอ้อาจจะมีความทุกข์ ความสุขเกิดขึ้นอีก 30 ปีก็ได้ โอ้ไม่เสียดายกับสิ่งที่ลงมือทำไปครับ แค่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น แต่ก็พร้อมที่จะไปต่อในบทบาทใหม่ๆ ครับ

โอ้จะมีคำพูดนึงทุกครั้งว่า ‘ถ้าเราตัดสินใจไปแล้ว เราจะไม่ย้อนกลับไปโทษตัวเอง ณ วันที่ตัดสินใจ’ รู้งี้กูไม่น่าทำสิ่งนั้นเลย รู้งี้กูไม่น่าลาออกเลย รู้งี้กูไม่น่าบอกรักคนนั้น โอ้รู้สึกว่ามันเป็นสัจธรรมของโลก

มันเป็นความจริงที่จะต้องเกิด แม้ว่าเราได้รับทุกข์ แต่เราก็ได้เรียนรู้ที่จะมีความสุขกับทุกข์นั้นได้ พรุ่งนี้มันสายเสียแล้ว โอ้ไม่รู้ว่าอนาคตมันจะเกิดอะไรขึ้น แต่โอ้จะทำปัจจุบันให้ดีที่สุดครับ”



สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ขอบคุณภาพ : Facebook “ทอกะยาย Thor ka yai”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **