xs
xsm
sm
md
lg

ปฏิวัติวงการ “บัตรเครดิต”? ถูกมิจฯ แฝงตัวรูดเงิน “ไม่ต้องพิสูจน์-ไม่ต้องจ่ายแทน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศาลชี้ บรรทัดฐานใหม่ “บัตรเครดิต” ถึงคราวโดนมิจฉาชีพโกง เจ้าของ “ไม่ต้องพิสูจน์ตัว” เพราะหน้าที่นี้เป็นของ “ธนาคาร” ถือเป็น “คดีผู้บริโภค” ที่ภาระการตรวจสอบต้องตกอยู่ที่ “ผู้ประกอบการ”

** ศาลชี้ อย่าโยนภาระให้ผู้บริโภค **


ปฏิวัติวงการ “บัตรเครดิต”? ต่อไปนี้เมื่อถูก “แก๊งมิจฉาชีพ” แฮกข้อมูล-เอาบัตรไปรูด เจ้าของบัตรไม่ต้องรับผิดชอบ
ที่สำคัญ “ไม่ต้องพิสูจน์ตัว” ว่าไม่ใช่มิจฉาชีพ เพราะหน้าที่พิสูจน์ทั้งหมด เป็นของ “ธนาคาร” ผู้ออกบัตร นี่คือเคส “คำพิพากษา” ของ “ศาลฎีกา” ในคดีบัตรเครดิต ที่มีการแชร์กันเป็นวงกว้างล่าสุดในโซเชียลฯ

สำหรับรายละเอียดเคสตัวอย่างเคสนี้ เจ้าของบัตรรายนี้ถูกมิจฉาชีพเล่นงาน เอาข้อมูลบัตรเครดิตไปรูดซื้อสินค้า แต่ทางธนาคารกลับ “เรียกเก็บเงิน” ผู้เสียหายรายนี้ โดยอ้างตามสัญญา “ผู้ถือบัตรต้องเป็นคนรับผิดชอบ”



แน่นอนว่าผู้บริโภครายนี้ “ไม่ยอม” ทำให้ธนาคารไป “ฟ้องศาล” ลากยาวจนมาถึง “ศาลฎีกา” ซึ่งสุดท้ายศาลสั่ง “ยกฟ้อง” โดยตัดสินว่าผู้ถือบัตรเครดิตรายนี้ “ไม่ต้องจ่าย” ค่าเสียหายที่ถูกมิจฉาชีพโกงไป

เพราะศาลเห็นว่า “ธนาคาร” ไม่สามารถนำพยาน-หลักฐาน มาพิสูจน์ได้อย่างเพียงพอว่า ใครคือคนใช้บัตรตัวจริง ระหว่าง “มิจฉาชีพ” หรือ “เจ้าของบัตร” กันแน่

โดย “หลักฐาน” ที่ธนาคารเอามาแสดง มีแค่ “รายการใช้บัตร” ซึ่งมันไม่ได้แปลว่า รายการที่ถูกรูดออกไป มาจากเจ้าของบัตรเสมอไป

ประกอบกับธนาคารในฐานะ “ผู้ฟ้อง” ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เจ้าของบัตรเป็นคนรูดเอง หรือความเสียหายที่เกิดขึ้น มาจากความประมาทร้ายแรงของตัวผู้บริโภค ที่ทำข้อมูลหลุดไปถึงมือมิจฉาชีพ

เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ ศาลจึงไม่สามารถบังคับ ให้ผู้บริโภคจ่ายเงินแทนมิจฉาชีพได้ ประเด็นคือศาลมองว่า นี่เป็น “คดีผู้บริโภค” ดังนั้น ภาระ “การพิสูจน์ข้อเท็จจริง” จึงต้องตกเป็นของ “ผู้ประกอบการ” อย่างธนาคาร



เหตุเพราะธนาคารคือ “คนสร้างระบบบัตรเครดิต” ขึ้นมา และเป็นคนออกแบบ “ระบบป้องกัน” อย่าง “การยืนยันตัวตน”
อีกทั้งยังเป็นคนได้ประโยชน์จาก “ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย” 

ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหา คนออกแบบระบบ จึงต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่โยนภาระ “การพิสูจน์ความบริสุทธิ์” ไปให้ผู้บริโภค

เกี่ยวกับเรื่องนี้ “บ่าว-สุรกิจ สิงหะพล” เจ้าหน้าที่กฎหมายและคดี สภาองค์กรผู้บริโภค ช่วยวิเคราะห์ลงลึกในเรื่องกฎหมายเอาไว้ให้ว่า เคสนี้จะกลายเป็น “บรรทัดฐานเคสบัตรเครดิต” ทุกเคสต่อจากนี้เลยหรือเปล่า

อย่างแรกที่ต้องรู้คือ เหตุผลที่ทำให้เคสนี้ กลายเป็น “คดีผู้บริโภค” เพราะมันเป็นเรื่องความไม่เป็นธรรม ในการซื้อสินค้าและบริการ

และในตัว “พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551” ตามมาตรา 29 บอกไว้ชัดเจนว่า หน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริง ตกเป็นของ “ผู้ประกอบธุรกิจ”

ดังนั้น ธนาคารจึงมีหน้าที่พิสูจน์ว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้น มาจากตัวผู้บริโภคเป็นคนทำจริงๆ ไม่ได้มาจากระบบของธนาคาร



วิเคราะห์ผ่านประสบการณ์ คนที่ทำคดีแนวนี้มาเยอะมาก บ่าวบอกว่า ปกติเวลาจะใช้หลักฐานมาพิสูจน์กับศาล ธนาคารมักจะยื่นแค่ “รายการการทำธุรกรรม”กับการส่ง “รหัส OTP”ที่ส่งเข้ามือถือผู้ใช้บัตร เพื่อยืนยันการทำธุรกรรม

เพราะธนาคารมองว่า นี่ก็เพียงพอแล้ว ที่จะบอกว่าการรูดบัตรเครดิตครั้งนั้น มาจากเจ้าของบัตรตัวจริง แต่ไม่ได้ดูว่า “โทรศัพท์” ของผู้ถือบัตร โดนแฮกไหม หรือมีความผิดปกติในการทำธุรกรรมหรือเปล่า

“เขาได้กำหนดระบบ กำหนดความปลอดภัย กำหนดเงื่อนไขสัญญา กำหนดการทดสอบการป้องกันภัยต่างๆ เนี่ย ดีแล้วหรือยัง ตรงนี้เป็นจุดแพ้-จุดชนะของคดีผู้บริโภคเลยนะครับ

เหมือนเป็นเรื่องนึงที่จะบอกว่า ภาระการพิสูจน์ มันอยู่กับธนาคาร ดังนั้น ธนาคารต้องพิสูจน์ในข้อเหล่านี้ ให้กับศาลได้เห็นนะครับ”


                                                     {“บ่าว-สุรกิจ” กูรูกฎหมาย สภาองค์กรผู้บริโภค}

** “ไม่จริง!!” ไม่ต้องพิสูจน์ อย่างน้อย “หลักฐาน” ต้องมี **

หลักการเรื่อง “ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริง” เป็นของ “ผู้ประกอบการ” เรียกได้ว่าใช้ได้กับทุกเคส-ทุกคดี ที่เป็น “คดีผู้บริโภค” ซึ่งไม่ใช่แค่คดีบัตรเครดิต แต่รวมไปถึงคดีการซื้อสินค้าและบริการอื่นๆ ด้วย

และจริงๆ แล้ว หลักการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เป็นข้อกฎหมายที่มีมานานมากแล้ว ส่วนคำตัดสินคดีแต่ละเคส ผลออกมาจะแพ้หรือชนะ ก็ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

“คำพิพากษาศาลฎีกาตัวนี้ ไม่ใช่การปฏิวัติวงการกฎหมายนะ แต่มันเป็นการย้ำหลักการทางกฎหมายครับ เพราะว่ากฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ในมาตรา 29 วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ฎีกาตัวนี้แค่ไปย้ำหลักว่า ผู้ประกอบธุรกิจ ต้องตระหนักในเรื่องของมาตรานี้”



ส่วนประเด็นที่หลายคนเอาไปพูดว่า ต่อไปนี้เวลาเกิดปัญหา “มิจฯ แฮกข้อมูล-รูดบัตรเครดิต” คนถือบัตรไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่า “ตัวเองไม่ใช่มิจฉาชีพ” นั้น ก็ถือว่าเป็นบทสรุปที่ยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว

เพราะถึงกฎหมายจะบอกว่า หน้าที่พิสูจน์เป็นของ “ผู้ประกอบการ” แต่ก็ไม่ใช่ว่า “ผู้บริโภค” จะนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยได้ สุดท้ายก็ยังต้องมี “หลักฐาน” มายืนยันความบริสุทธิ์ หรือเอาไปต่อสู้คดีกันในชั้นศาลอยู่ดี

ยกตัวอย่าง การไปแจ้งความ “ลงบันทึกประจำวัน” หลังพบว่า มีรายการการทำธุรกรรมแปลกๆ ที่เราไม่ได้ทำ หรือ “โลเกชั่น” แปลกปลอมไว้แสดงให้ศาลเห็นว่า “จุดที่เราอยู่” กับ “จุดที่เกิดการรูดบัตร” ณ เวลานั้น เป็นคนละที่กัน เพื่อยืนยันว่า เราไม่ได้เป็นคนใช้บัตรจริงๆ

“แต่ยังไงก็ตาม ไม่ใช่ว่าแค่ไปบอกศาลว่า ตัวเองไม่ได้ทำอย่างเดียว แล้วศาลจะเชื่อ ต้องบอกว่าการพิสูจน์ของเราเนี่ย มันต้องมีอะไรมาสนับสนุนการพูด มาสนับสนุนสิ่งที่เรากล่าวนะครับ”



มีทริกทางกฎหมาย เกี่ยวกับคดี “บัตรเครดิต” เอาไว้ใช้ได้ คือเวลาเราดู “ใบแจ้งหนี้” จากบัตรเครดิต แล้วเจอรายการที่เราไม่ได้ทำ และมั่นใจแน่ๆ ว่าเป็นการรูดจากแก๊งมิจฉาชีพ

ให้เจ้าของบัตรผู้เสียหาย “ทักท้วง” และ “ปฏิเสธ” ใบแจ้งหนี้ดังกล่าวได้ภายใน 60 วัน หลังได้รับใบแจ้งหนี้ ว่าไม่ได้เป็นคนทำรายการ

เพราะตามกฎหมายแล้ว ถ้าเราปฏิเสธและทักท้วงไปแล้ว “ธนาคาร” ต้อง “ระงับ” การเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภคทันที และเป็นภาระของธนาคาร ที่จะไปตรวจสอบว่าธุรกรรมที่เกิดขึ้น มาจากผู้ถือบัตรจริงไหม หรือมาจากมิจฉาชีพ

ดังนั้น การทักท้วงนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆ คนพลาดไป ผลักให้เวลาไปศาล คู่กรณีจะหยิบเอาจุดนี้มาพิจารณาด้วยว่า มีการทักท้วงไหม

เพราะถ้าผู้เสียหายไม่ได้รูดบัตร แต่กลับไม่ดำเนินการทักท้วง อาจมีการตั้งข้อสังเกตเรื่อง“ความบริสุทธิ์ใจ” ซึ่งจะส่งผลต่อรูปคดีในที่สุด



สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น