อาการมือสั่น เกิดจากอะไร ภาวะสั่นที่เจอได้บ่อย โดยเฉพาะตอนตื่นเต้น กังวล ดื่มกาแฟเยอะ หรือพักผ่อนไม่พอ แต่ถ้ามีอาการมือสั่นตลอดเวลา สั่นทั้ง ๆ ที่นั่งเฉย ๆ หรือสั่นจนรบกวนชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่โดยที่เจ้าตัวไม่เคยรู้ ซึ่งอาการมือสั่น ไม่มีแรงเกิดได้หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโรคเรื้อรังอย่างพาร์กินสัน โรคยอดฮิตที่ส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดจนตีความว่า ถ้ามีอาการมือสั่น = พาร์กินสัน อาการสั่นแบบไหนเข้าข่ายผิดปกติ เช็กสัญญาณอันตรายที่ไม่จบแค่อาการสั่น
รู้จักอาการมือสั่นทั้ง 2 ประเภท แบบฉบับเข้าใจง่าย
โดยทั่วไปมือสั่นตลอดเวลาจะสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ อาการมือสั่นขณะอยู่นิ่ง และอาการสั่นขณะเคลื่อนไหว โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้
อาการสั่นขณะอยู่นิ่ง (Resting tremor)
อาการสั่นประเภทนี้จะเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยไม่ได้ขยับมือหรือทำกิจกรรม โดยเฉพาะตอนที่ผู้ป่วยวางมือบนตักหรือข้างลำตัว เครียด หรือกังวล และอาการสั่นจะลดลงหรือหายไปเมื่อเริ่มเคลื่อนไหว โดยอาการสั่นประเภทนี้จะพบบ่อยในโรคพาร์กินสัน
อาการสั่นขณะเคลื่อนไหว (Action tremor)
ส่วนประเภทนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการสั่นเฉพาะตอนเคลื่อนไหวเท่านั้น ถ้าอยู่นิ่ง ๆ จะดูปกติดีอย่างทุก โดยอาการสั่นประเภทนี้จะพบบ่อยในกลุ่มโรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ (Essential Tremor)
มือสั่น เกิดจากอะไร? ความเครียด…หรือสัญญาณโรคร้าย
อาการมือสั่น (Hand Tremor) เป็นอาการกล้ามเนื้อสั่นที่เกิดซ้ำ ๆ และควบคุมไม่ได้ ดูผ่าน ๆ อาการสั่นในแต่ละครั้งอาจจะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่มือสั่น กลับเกิดจากสาเหตุแตกต่างกัน เช่น ความเครียด รับคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มชูกำลังมากเกินไป พักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะขาดน้ำหรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่บางครั้งอาการมือสั่นยังอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายโดยที่หลายคนไม่เคยรู้ ไม่ว่าจะเป็น
อาการมือสั่น (Hand Tremor) เป็นอาการกล้ามเนื้อสั่นที่เกิดซ้ำ ๆ และควบคุมไม่ได้ ดูผ่าน ๆ อาการสั่นในแต่ละครั้งอาจจะมีลักษณะคล้าย ๆ กัน แต่มือสั่น กลับเกิดจากสาเหตุแตกต่างกัน เช่น ความเครียด รับคาเฟอีนหรือเครื่องดื่มชูกำลังมากเกินไป พักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะขาดน้ำหรือระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่บางครั้งอาการมือสั่นยังอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายโดยที่หลายคนไม่เคยรู้ ไม่ว่าจะเป็น
โรคพาร์กินสัน (Parkinson Disease)
หนึ่งในโรคยอดฮิตที่หลายคนเข้าใจผิดว่า ถ้ามีอาการมือสั่น = พาร์กินสัน โดยโรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากสมองและระบบประสาทเริ่มเสื่อมสภาพที่ทำหน้าที่ในการผลิตสารสื่อประสาท (Dopamine) ลดลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น มือสั่นข้างเดียว เคลื่อนไหวช้าลง กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และมีปัญหาเรื่องการทรงตัว
โรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ (Essential Tremor)
โรคสั่นไม่ทราบสาเหตุ (Essential Tremor) คือ ภาวะมือสั่นตลอดเวลาเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรม โดยผู้ป่วยจะมีอาการสั่นเมื่อเคลื่อนไหว โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องการความแม่นยำ เช่น เขียนหนังสือ หยิบของ หรือยกแก้วน้ำ
ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism)
เป็นภาวะที่ร่างกายทำงานผิดปกติ ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป ส่งผลให้เมตาบอลิซึมและระบบประสาททำงานเร็วขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมือสั่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย เหงื่อออกมากผิดปกติ น้ำหนักลด หรือรู้สึกร้อนผิดปกติ เป็นต้น
ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
เมื่ออาการมือสั่น เกิดจากระดับน้ำตาลลดต่ำ ร่างกายจะตอบสนองด้วยอาการสั่น ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เหงื่อออก ใจสั่น หรือมึนงง ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้อินซูลินหรือยาลดน้ำตาลในเลือด หรือผู้ที่ใช้แรงงานหนัก ๆ โดยไม่ได้รับประทานอาหาร การรับประทานของหวานเล็กน้อยช่วยลดอาการได้ทันที แต่ถ้าเกิดซ้ำบ่อยควรตรวจสุขภาพเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
โรคทางระบบประสาทและสมอง (Neuro Disease)
นอกจากนี้ ยังมีโรคทางระบบประสาทและสมองอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการสั่นได้เช่นกัน เช่น
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) : ความเสียหายของสมองบางตำแหน่งทำให้ระบบควบคุมการเคลื่อนไหวผิดปกติ ทำให้มือสั่น หรือควบคุมกล้ามเนื้อไม่ได้
โรคเนื้องอกสมอง (Brain Tumor) : เนื้องอกสมองอาจกดทับหรือรบกวนการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว เช่น สมองน้อย (Cerebellum) หรือ Basal Ganglia เมื่อสมองส่งสัญญาณควบคุมกล้ามเนื้อได้ไม่ปกติ ผู้ป่วยจึงมีอาการสั่น หรือมีปัญหาการทรงตัว อาจพบร่วมกับอาการปวดศีรษะ หรือแขนขาอ่อนแรง
ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) : สมองส่วนที่เสื่อมอาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมอาการสั่นได้
ภาวะผิดปกติของสมองน้อย : สมองน้อยทำหน้าที่ในการควบคุมการทรงตัวและความแม่นยำของการเคลื่อนไหว เมื่อสมองน้อยมีอาการผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมือสั่นได้เช่นกัน
ผลข้างเคียงจากยา
ยาบางชนิดยังมีผลข้างเคียงทำให้ผู้ป่วยมีอาการสั่นผิดปกติ เช่น ยารักษาโรคหอบหืด ยาต้านอาการซึมเศร้า ยากันชัก ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่อาการสั่นจะเกิดในช่วงแรก ๆ ที่เริ่มใช้ยา หรือเพิ่มขนาดยา หากผู้ป่วยมีอาการสั่นผิดปกติ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการ และไม่ควรหยุดการใช้ยาเอง เพราะบางโรคจำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้น เช่น ภาวะใจเต้นผิดจังหวะ หรือความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน
ขาดวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น
นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยมีอาการมือสั่น ยังอาจเกิดจากการขาดวิตามินหรือแร่ธาตุได้อีกด้วย เช่น วิตามิน B1 B6 B12 แมกนีเซียม หรือโฟเลต ทำให้การควบคุมกล้ามเนื้อผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมือสั่น ไม่มีแรง ชา หรือกล้ามเนื้อกระตุกได้
7 เช็กลิสต์อาการมือสั่นแบบไหนผิดปกติ? เช็กให้ทันก่อนอันตราย
7 เช็กลิสต์อาการสั่นแบบไหนเข้าข่ายผิดปกติ อาการสั่นแบบไหนไม่ใช่แค่สภาวะทางอารมณ์ แต่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะที่เกี่ยวกับระบบประสาท ฮอร์โมน เมตาบอลิซึมได้ รู้ทันก่อน พบแพทย์ก่อน รักษาได้ก่อนอาการรุนแรง
7 เช็กลิสต์อาการสั่นแบบไหนเข้าข่ายผิดปกติ อาการสั่นแบบไหนไม่ใช่แค่สภาวะทางอารมณ์ แต่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะที่เกี่ยวกับระบบประสาท ฮอร์โมน เมตาบอลิซึมได้ รู้ทันก่อน พบแพทย์ก่อน รักษาได้ก่อนอาการรุนแรง
อาการสั่นทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย
สั่นข้างเดียว อาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสมอง หรือโรคทางประสาทบางชนิด
สั่นจนไม่สามารถควบคุมหรือใช้งานไม่ได้ เช่น เขียนหนังสือไม่ถนัด จับแก้วน้ำหก หยิบของตกบ่อย
มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดหรือพูดไม่รู้เรื่อง มีปัญหาเรื่องการทรงตัว หรือปวดศีรษะอย่างรุนแรง
อาการสั่นหลังใช้ยาบางชนิด
มือสั่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดเร็วกว่าปกติ
มีอาการสั่นตั้งแต่อายุน้อย และครอบครัวมีประวัติมีอาการสั่นเหมือนกัน
สรุปง่าย ๆ ถ้าผู้ป่วยเริ่มมีอาการมือสั่นบ่อยขึ้น แรงขึ้น หรือเกิดร่วมกับอาการผิดปกติอื่น ควรรีบพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและวิธีรักษาที่เหมาะสม เพราะอาการสั่น อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของหลายโรคที่รักษาได้หากพบก่อนเวลา
การวินิจฉัยและค้นหาต้นเหตุของอาการสั่น
สำหรับวิธีการตรวจสอบว่าอาการมือสั่น เกิดจากอะไร จะเริ่มจากการซักประวัติผู้ป่วยและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น
ประเมินรูปแบบการสั่น
ความถี่ในการสั่น ระดับความรุนแรง หรือซีกที่มีอาการสั่น
สถานการณ์ที่ทำให้มีอาการสั่น เช่น ความเครียด ตื่นเต้น หรือเฉพาะช่วงที่ดื่มกาแฟ เป็นต้น
สอบถามประวัติครอบครัว
ยาโรคประจำตัว หรือยาที่ใช้เป็นประจำ
จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกาย โดยจะเน้นการทำงานของระบบประสาทเป็นหลัก เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและวางแผนการรักษาต่อไป เช่น
การตรวจเลือด เพื่อตรวจการทำงานของไทรอยด์ ระดับน้ำตาล และสารอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของอาการสั่น
การตรวจภาพสมองด้วย MRI หรือ CT scan
การส่งตรวจทางประสาทวิทยาพิเศษ เช่น EMG (Electromyography)
มือสั่น แก้ยังไง 4 แนวทางการรักษาอาการมือสั่นอย่างถูกจุด
4 แนวทางการรักษาอาการมือสั่นที่แพทย์พิจารณาเลือก ได้แก่ การใช้ยา การทำกายภาพบำบัด การทำกิจกรรมบำบัด การผ่าตัด (ในกรณีที่จำเป็น)
สำหรับแนวทางการรักษาอาการมือสั่นในผู้ป่วยแต่ละคน ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีเดียวกัน เพราะสาเหตุของมือสั่นเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความเครียด ใช้ยาบางชนิด ไปจนถึงโรคทางระบบประสาทที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์เฉพาะทาง โดย 4 แนวทางการรักษาอาการมือสั่นที่แพทย์พิจารณาเลือก ได้แก่
การรักษาด้วยการใช้ยา
เมื่ออาการสั่นรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน การใช้ยาจึงเป็นแนวทางหลักที่ช่วยลดความรุนแรงของการสั่นและปรับการทำงานของระบบประสาทให้สมดุลขึ้น ซึ่งยาที่ใช้ในการควบคุมอาการสั่นจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการสั่น เช่น
Propranolol (Beta-blocker): มักใช้กับ Essential Tremor ช่วยลดความรุนแรงของการสั่นเวลาทรงตัว/ใช้งาน
Primidone : สำหรับกันชัก
Levodopa : สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน เพื่อทดแทนโดพามีนและลดอาการสั่นขณะพักร่วมกับอาการอื่น ๆ
Benzodiazepines : สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการสั่นจากความวิตกกังวล
การรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด
การทำกายภาพบำบัด (Physical Therapy) หนึ่งในวิธีที่จะช่วยลดอาการมือสั่น โดยเฉพาะอาการมือสั่นที่เกิดจากพาร์กินสัน และโรคทางระบบประสาทและสมอง โดยการทำกายภาพบำบัดจะช่วยฟื้นฟูความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างมั่นคง โดยนักกายภาพบำบัดจะทำการประเมินลักษณะอาการสั่นของผู้ป่วย พร้อมประเมินความสามารถพื้นฐานของผู้ป่วย (Assessment) เพื่อออกแบบแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสาเหตุและอาการ
ทาง PNKG Recovery and Elder Care เราเน้นการรักษาแบบองค์รวม โดยการนำเทคนิคและแนวทางการฟื้นฟูจากญี่ปุ่นมาปรับใช้การทำกายภาพบำบัดด้วยเทคนิค Manual Therapy ช่วยเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวและการควบคุมร่างกาย และทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการ
การรักษาด้วยการทำกิจกรรมบำบัด
ส่วนกิจกรรมบำบัดจะเป็นแนวทางการรักษาที่ไม่ได้โฟกัสแต่ลดอาการสั่นเพียงอย่างเดียว แต่นักกิจกรรมบำบัดจะประเมินจากสถานการณ์จริง รวมถึงผลกระทบจากอาการสั่นในการใช้ชีวิตประจำวันด้วย โดยเฉพาะกิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้ความแม่นยำ เช่น การเขียนหนังสือ การรับประทานอาหาร เป็นต้น โดยจะเน้นการเสริมการควบคุมกล้ามเนื้อ ฝึกเทคนิคการจับสิ่งของให้มั่นคงขึ้น รวมถึงการฝึกกลืน (Swallowing Training) สำหรับผู้ที่มีอาการสำลักอาหารหรือน้ำบ่อย ควบคู่ไปพร้อม ๆ กับการปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
การรักษาด้วยการผ่าตัด (ในกรณีที่จำเป็น)
และในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการสั่นอย่างรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีดังข้างต้น แพทย์อาจจะพิจารณาความเหมาะสมอาการผู้ป่วยในแต่ละราย และแนะนำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด โดยวิธีการผ่าตัดที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น
การฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation – DBS)
การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงแบบไม่ต้องเปิดกะโหลก (Focused Ultrasound)
ช่วยการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว เพื่อลดอาการสั่นอย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาวิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น และต้องได้รับการดูแลจากทีมแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและศัลยกรรมประสาทอย่างใกล้ชิด
5 เทคนิคดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีอาการมือสั่นทำตามได้จริงทุกวัน
นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การปรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตก็เป็นอีกหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยบรรเทาอาการมือสั่น เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องมีเวลาเยอะ ก็เริ่มทำได้ง่าย ๆ ทุกวัน ได้แก่
ผ่อนคลายจากความเครียด
พักผ่อนให้เพียงพอ
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม และเครื่องดื่มชูกำลัง รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดอาการสั่นได้
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น การเดิน ว่ายน้ำ หรือโยคะ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปรับปรุงการทรงตัว และลดความเครียดได้
เช็กลิสต์ 4 อาหารแก้อาการมือสั่น ลดอาการได้จริงด้วยวิธีธรรมชาติ
รวมเช็กลิสต์ 4 กลุ่มอาหารลดอาการมือสั่นแบบธรรมชาติ แค่เริ่มจากการปรับอาหารทีละนิด ก็ช่วยลดอาการสั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบำรุงระบบประสาท แถมลดอาการมือสั่นได้จริง
รวมเช็กลิสต์ 4 กลุ่มอาหารลดอาการมือสั่นแบบธรรมชาติ แค่เริ่มจากการปรับอาหารทีละนิด ก็ช่วยลดอาการสั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยบำรุงระบบประสาท แถมลดอาการมือสั่นได้จริง
กลุ่มอาหารที่มีวิตามิน B1/B6 และ B12
ช่วยบำรุงระบบประสาท ลดอาการชาตึง อาการสั่นได้ เช่น
ถั่วเปลือกแข็ง หรือธัญพืชไม่ขัดสี
เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
ไข่
นม
ผักใบเขียว
กลุ่มอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
สารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ประสาท ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติและกระตุ้นให้เกิดการสั่นมากยิ่งขึ้น เมื่อร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอ จะช่วยลดการอักเสบในสมอง และปรับสมดุลการทำงานของเซลล์ประสาท ช่วยลดความรุนแรงของอาการมือสั่นได้
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี
ผักใบเขียว เช่น ผักโขม คะน้า บร็อกโคลี
ธัญพืชและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัต เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดเจีย
แครอท ฟักทอง
ชาเขียว
กลุ่มอาหารที่มีโอเมก้า-3 (Omega 3)
โอเมก้า-3 (Omega-3) เป็นไขมันดีที่ช่วยบรรเทาอาการมือสั่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาท ปรับสมดุลของสารสื่อประสาท เช่น โดพามีน และช่วยลดฮอร์โมนความเครียด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการสั่น โดยอาหารที่พบโอเมก้า-3 ได้แก่
ถั่วเปลือกแข็ง เช่น วอลนัต ถั่วพีแคน หรือเฮเซลนัท
เมล็ดเจีย
ถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากถั่วเหลือง
ไข่
นมวัว หรือนมแกะ
ปลาทะเล เช่น แซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า ปลาทู
กลุ่มผลไม้ที่มีโพแทสเซียม
โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุที่ช่วยควบคุมการหด–คลายของกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายได้รับโพแทสเซียมเพียงพอ จะทำให้อาการมือสั่นลดลง โดยผลไม้ที่มีโพแทสเซียมหลัก ๆ ได้แก่
กล้วย
แก้วมังกร
ลูกเกด ลูกพรุน
กลุ่มอาหารที่ช่วยลดความเครียด
เพราะความเครียดเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้ระบบประสาทตื่นตัวเกินไป ส่งผลให้กล้ามเนื้อสั่นหรือเกร็งง่ายกว่าปกติ ซึ่งจะมีกลุ่มอาหารบางอย่างที่จะช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและระบบประสาทคงที่ ช่วยลดอาการมือสั่น เกิดจากความกังวลหรือความตื่นเต้นจึงลดลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยกลุ่มอาหารเหล่านี้ ได้แก่
แซลมอน
ไก่
ไข่
ผักใบเขียวและผลไม้
ดาร์กช็อกโกแลต
โยเกิร์ต
ถั่วและธัญพืช
สรุป อาการมือสั่น เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความเครียด คาเฟอีน พักผ่อนไม่เพียงพอ ไปจนถึงโรคพาร์กินสัน โรคทางระบบประสาท ฮอร์โมนผิดปกติ หรือขาดวิตามินบางชนิด ทำให้อาการสั่นรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอาการสั่นที่ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ควบคุมมือไม่ได้ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย ควรรีบตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด พร้อมดูแลตัวเองเรื่องอาหาร การพักผ่อน และลดความเครียดควบคู่กัน


