xs
xsm
sm
md
lg

เส้นเลือดในสมองตีบ 6 สัญญาณอันตรายอาการเส้นเลือดในสมองตีบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เส้นเลือดในสมองตีบ (Ischemic Stroke) คืออะไร? ทำความรู้จักโรคใกล้ตัวที่หลายคนไม่เคยรู้ เช็ก 6 สัญญาณอาการแรกเริ่มอันตรายจากเส้นเลือดในสมองตีบ พร้อมเปิด 5 สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดหลอดเลือดสมองตีบ เจาะลึก สรุปชัดเข้าใจง่ายฉบับ PNKG ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยหลังผ่าตัดและผู้สูงอายุ รู้ก่อนใคร ทำไมเส้นเลือดสมองตีบถึงอันตรายถึงชีวิต พร้อมแจกเช็กลิสต์ ถ้าเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ กินอะไรได้บ้าง?

เส้นเลือดในสมองตีบ (Ischemic Stroke) คืออะไร?
โรคหลอดเลือดในสมองตีบ (Ischemic Stroke) คือ ภาวะที่เกิดจากการที่เส้นเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงสมองตีบหรืออุดตัน ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลง เมื่อสมองมีเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ก็จะทำให้สมองส่วนนั้นเสียหายจนไม่สามารถควบคุมการทำงานของร่างกายจนนำไปสู่อัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออาจมีอาการผิดปกติ เช่น ชาครึ่งซีก ตาพร่ามัว หรือมองไม่เห็น ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เป็นต้น

โรคเส้นเลือดในสมองตีบ เกิดจากอะไร?
โรคเส้นเลือดในสมองตีบ เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และหลอดเลือดในสมองอุดตัน (Embolic)
สาเหตุเส้นเลือดในสมองตีบ หรือเส้นเลือดอุดตันในสมองเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ๆ คือ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง และหลอดเลือดสมองอุดตัน โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)
ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) เป็นภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงชั้นในหนาตัวจากการที่มีสารอื่น ๆ และการสะสมไขมัน จนหลอดเลือดอักเสบ เมื่อไม่ได้ทำการรักษา สารเหล่านี้จะกลายเป็นแผ่นแข็ง (Plaque) ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพและขาดความยืดหยุ่น จนทำให้หลอดเลือดสมองตีบ โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการ เช่น อายุ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกิน ฯลฯ

หลอดเลือดในสมองอุดตัน (Embolic)
เป็นเส้นเลือดสมองตีบที่เกิดจากลิ่มเลือดก่อตัวในเส้นเลือดสมอง หรือลิ่มเลือดจากที่อื่นลอยตามกระแสเลือดมาอุดตันที่หลอดเลือดสมอง เช่น ลิ่มเลือดจากหัวใจ โดยปัจจัยเสี่ยงของภาวะนี้ คือ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจโต ลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น ผนังหลอดเลือดด้านในฉีกขาด และเลือดแข็งตัวเร็วผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการขาดสารอาหารบางชนิด หรือมีปริมาณเม็ดเลือดแดง หรือเกล็ดเลือดมากเกินไปด้วย

9 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดในสมองตีบ
เปิด 9 ปัจจัย เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค ซึ่งอาจนำไปสู่อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

อายุ : โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป เนื่องจากหลอดเลือดเสื่อมสภาพ
ความดันโลหิต : สูงกว่า 160/90 mmHg มานาน ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็วผิดปกติ อาจทำให้หลอดเลือดสมองตีบตีบหรือแตกได้
เบาหวาน : เนื่องจากน้ำตาลในหลอดเลือดสูง ทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่น แข็งตัว และตีบแคบลง
โรคหัวใจ : ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจโต โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ฯลฯ มีโอกาสเสี่ยงที่ลิ่มเลือดจะไหลตามกระแสเลือดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง
ไขมัน : การสะสมไขมันในหลอดเลือด ทำให้เกิดคราบแผ่นแข็ง (Plaque) ทำให้การไหลเวียนเลือดไม่สะดวก
สูบบุหรี่ : นิโคตินและสารพิษในบุหรี่ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง ทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหาย เพิ่มความเสี่ยง
ดื่มแอลกอฮอล์ : การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ทำให้หลอดเลือดขยายและหดตัวผิดปกติ และเพิ่มการอักเสบของผนังหลอดเลือด
โรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย
รับประทานอาหารที่มีไขมันและเกลือสูง หลอดเลือดในสมองตีบ กินอะไรได้บ้าง? : โรคหลอดเลือดในสมองตีบห้ามกินอะไร 7 อาหารควรงดลดเสี่ยงทรุด อาหารอะไรบ้างที่ผู้ป่วยกินได้ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่
เช็กลิสต์ 6 สัญญาณอันตรายหลอดเลือดในสมองตีบ
โดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ อาการจะมีแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและปัจจัยอื่น ๆ ของผู้ป่วยแต่ละคน แต่หลัก ๆ แล้ว มักจะมี 6 อาการเตือน ดังต่อไปนี้

เสียการทรงตัว เดินเซ มีอาการปวดศีรษะกะทันหันและรุนแรง โดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
มองไม่เห็น อาจเกิดขึ้นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือเกิดทั้งสองข้างทันที มองเห็นภาพซ้อน ปิดตา 1 ข้างหาย
มีอาการชาที่หน้า ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยวเฉียบพลัน มุมปากตก
แขนและขาอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีก
สับสน พูดไม่ชัด หรือฟังไม่เข้าใจ ลิ้นแข็ง พูดไม่ออก พูดติดขัด
มีภาวะกลืนลำบาก
หากพบคนในครอบครัว หรือคนรู้จักมีอาการดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ให้รีบโทรสายด่วน 1669 และนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดภายใน 3-4 ชั่วโมง เพื่อลดโอกาสพิการ และเสียชีวิต

หลอดเลือดในสมองตีบ วิธีรักษามีอะไรบ้าง?
วิธีการรักษาเส้นเลือดในสมองตีบ มีวิธีรักษา 2 รูปแบบ ได้แก่ การรักษาโดยการใช้ยา และการรักษาด้วยการผ่าตัด
วิธีการรักษาเส้นเลือดในสมองตีบขึ้นอยู่กับอาการ ความรุนแรงของโรค ตำแหน่งที่เกิด อายุ โรคประจำตัว สุขภาพร่างโดยรวม และการวินิจฉัยของแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งหลอดเลือดสมองตีบมีวิธีรักษา 2 รูปแบบ ได้แก่ การรักษาโดยการใช้ยา และการรักษาด้วยการผ่าตัด โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis)
หากแพทย์วินิจฉัยว่า ผู้ป่วยมีภาวะภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) แพทย์จะทำการรักษาด้วยยา ในกรณีผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลภายในเวลา 4.5 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ และไม่พบภาวะเลือดออกในสมอง แพทย์อาจจะพิจารณาการให้ เช่น

ยาละลายลิ่มเลือด (rtPA) ทางเส้นเลือดดำ
ยาต้านเกล็ดเลือด เพื่อป้องกันการก่อตัวของเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน
ยาต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพื่อป้องกันการเกิดการกลับเป็นซ้ำในระยะยาวเพิ่มเติม
หลอดเลือดในสมองอุดตัน (Embolic)
ในกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่า ผู้ป่วยหลอดเลือดในสมองอุดตัน แพทย์จะพิจารณาการรักษาอาการ 3 รูปแบบ ได้แก่ การรักษาด้วยยา การรักษาด้วยการลากลิ่มเลือด และการรักษาด้วยการถ่างขยายเส้นเลือด โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

การรักษาด้วยยา
เป็นวิธีการรักษาแบบเดียวกับภาวะหลอดเลือดแข็ง โดยแพทย์จะฉีดยายาละลายลิ่มเลือด (rtPA) ทางเส้นเลือดดำ ในกรณีผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลภายในเวลา 4.5 ชั่วโมงหลังจากมีอาการ และไม่มีภาวะเลือดออกในสมอง

การรักษาด้วยการลากลิ่มเลือด
แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยวิธีนี้ในกรณีที่ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลมาหลัง 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 8 ชั่วโมง และเส้นเลือดในสมองขนาดใหญ่อุดตัน โดยแพทย์จะใส่สายสวนลากลิ่มเลือดทางเส้นเลือดแดงใหญ่ เพื่อดึงลิ่มเลือดที่อุดตันออกจากเส้นเลือดในสมอง เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงที่สมองได้

การรักษาด้วยการถ่างขยายเส้นเลือด (Cerebral Angioplasty with Stenting)
ส่วนการรักษาเส้นเลือดอุดตันด้วยวิธีนี้ แพทย์จะพิจารณาจากข้อบ่งชี้ เช่น หลอดเลือดแดงคาโรติด (Carotid Artery) ซึ่งเป็นหลอดเลือดใหญ่ที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองตีบมากกว่า 50% มีอาการอัมพาตชั่วคราว หรืออัมพาตถาวร (แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ฯลฯ) เพื่อให้เลือดไหลเวียนสะดวกขึ้น

เคล็ดลับป้องกันอาการเส้นเลือดในสมองตีบ
เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ แค่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบ ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ แค่ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

ควบคุมระดับไขมัน และน้ำตาลในเลือด
ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูง
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาที / วัน
พักผ่อนให้เพียงพอ พยายามควบคุมความเครียด
ตรวจสุขภาพประจำปี
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่